เลิศรัตน์ รัตนวานิช หารือประเด็นการประชุม สปท. ที่มีการใช้เวลานานเกินควร พร้อมเสนอให้ลงมติทันทีเนื่องจากปัญหาไม่ซับซ้อนและสมาชิกเข้าใจข้อมูลดีแล้ว อีกทั้งยังเน้นย้ำความสำคัญของการจัดสรรงบประมาณอย่างเป็นธรรม โดยเฉพาะการรวมปัจจัยด้านเพศและผู้พิการ พร้อมตั้งข้อสังเกตคัดค้านการใช้ระบบเอียร์มาร์กแทกซ์ที่อาจขัดวินัยการคลัง แม้กรรมาธิการจะเห็นชอบมาตรการบางมาตราที่เปิดช่องให้กันภาษีเฉพาะกิจได้ภายใต้เงื่อนไข.
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขอขอบพระคุณ ท่านประธานที่ได้ให้โอกาสในการอภิปราย ก็อยากจะเรียนในเบื้องต้นว่าเท่าที่ได้รับฟัง การอภิปรายของท่านสมาชิกมา ๗ ท่าน ๘ ท่าน ก็แสดงว่าแต่ละท่านก็ได้ใช้เวลากันเกิน ๑๐ นาทีทุกคนเลย แสดงว่ามีความรู้ความเข้าใจในเรื่องราวเป็นอย่างดีพร้อมกับ ประสบการณ์ ถ้าเราเชื่อท่านประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการบริหารราชการแผ่นดินท่านยงยุทธแต่ต้นว่าลงคะแนนเสียงกันเสียเลยในวันนี้ ก็คงจะจบได้ เพราะรู้สึกทุกคนก็รู้เรื่องเข้าใจเรื่องดี และท่านที่เสนอให้เลื่อนไปลงมติครั้งหน้า ก็ขึ้นอภิปรายทุกคนเลยนะครับ ก็อาจจะเป็นบทเรียนว่าเราอย่าไปปรามาสสมาชิก สปท. ว่าเขาจะไม่สามารถอ่านได้ทัน เมื่อคืนผมเปิดอินเทอร์เน็ต (Internet) อ่าน ๒๐ นาที ก็อ่านจบแล้วอย่างที่ท่านยงยุทธบอกไม่ได้เยอะแยะอะไรหรอกครับ ที่เหลือก็คือภาคผนวก ทั้งนั้นแหละ ส่วนที่ผมจะขอเรียนอภิปรายก็คงมีไม่มากนัก
ประเด็นแรกก็เห็นด้วยกับการจัดสรรงบประมาณเชิงพื้นที่ ก็เพียงอยากจะ ฝากเพิ่มเติมว่าควรคำนึงถึงการจัดสรรงบประมาณในด้านอื่น ๆ ด้วยนะครับ อย่างเช่น ในด้านความแตกต่างทางเพศซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่งเลย เพราะว่าในการจัดสรรงบประมาณ บางครั้งเราลืมคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้ หรือผู้พิการทุพพลภาพต่าง ๆ ก็นับเป็นเรื่องที่สำคัญ ที่จะต้องได้รับการดูแล เรามีแต่เขียนไว้ว่าความเป็นธรรมทางสังคม ในร่าง พ.ร.บ. ที่พูดถึง วินัยทางการคลังให้คำนึงถึงความเป็นธรรมทางสังคมในการจัดสรรงบประมาณ เพียงแต่ อาจจะลงรายละเอียดไม่เพียงพอว่าควรจะคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ เหล่านั้นที่ในสากลการที่เรา เรียกว่า เจนเดอร์บัดเจตติง (Gender Budgeting) ขณะนี้ก็นำมาใช้กันมากที่จะต้องคำนึงถึง มิฉะนั้นแล้วความเป็นธรรมในสังคมก็อาจจะไม่เกิดขึ้นอย่างที่เราพึงปรารถนา ผมมีประเด็น ที่อยากจะขออภิปรายเพียงอีกประเด็นเดียวนะครับ คือเรื่องของเอียร์มาร์ก แทกซ์ ลอว์ (Earmarked Tax Law) คือเรื่องของภาษีอากรให้กับองค์กรหนึ่งองค์กรใดโดยออก กฎหมายมา แล้วองค์กรนั้นก็นำไปบริหาร ซึ่งในระบบงบประมาณของเราขณะนี้มีประมาณ ๓ หน่วยงาน คือมี สสส. มีไทยพีบีเอส (Thai PBS) แล้วก็มีล่าสุดที่ สนช. เป็นผู้อนุมัติเองก็คือ กองทุนพัฒนากีฬาชาติ ๓ หน่วยงานนี้ได้รับอำนาจพิเศษในการหักแทกซ์ (Tax) หักภาษี จากที่เก็บได้ แล้วก็นำไปบริหารจัดการในองค์กรเองค่อนข้างเป็นอิสระ แต่ละหน่วยงานก็ ๒,๐๐๐ ล้านบาท ๓,๐๐๐ ล้านบาทนะครับ แล้วคิดเป็นร้อยละของภาษีที่จัดเก็บได้ด้วย ได้มีการพูดจากันในเรื่องนี้เยอะ ที่เราเรียกว่าเอียร์มาร์กแทกซ์ (Earmarked Tax) ว่าเป็น อะไรที่เหมาะสมหรือไม่ เท่าที่ผมได้รับฟังจากหลาย ๆ ท่านก็คิดว่าถ้าเราพูดถึงวินัยการคลัง วินัยงบประมาณแล้ว ถ้าเราใช้ระบบเอียร์มาร์กแทกซ์ (Earmarked Tax) ระบบแบบนี้ มันก็เท่ากับเป็นการหลีกหนีจากวินัยเหล่านั้นทั้งสิ้น เป็นการให้อภิสิทธิ์แก่หน่วยงานองค์กร ไปดำเนินการ ถามว่ากรรมาธิการชุดนี้เห็นด้วยไหม ถ้าเราดูในหน้า ๓๐ ของเอกสารที่แจก กรรมาธิการเห็นควรให้มีบทบัญญัติดังนี้ (๑) ในบรรทัดที่ ๔ ของหน้า ๓๐ กำหนดหลักการ กรณีการกันเงินภาษีอากรเพื่อนำไปใช้จ่าย โดยไม่ได้จัดทำเป็นงบประมาณรายจ่ายประจำปี จะกระทำมิได้โดยไม่มีข้อยกเว้น นี่ความเห็นของกรรมาธิการซึ่งตรงกับความเห็นของผม โดยไม่มีข้อยกเว้น เพื่อเป็นการบังคับให้ความต้องการใช้จ่ายเงินงบประมาณของหน่วยงาน ของรัฐ ต้องเข้าสู่กระบวนการจัดสรรงบประมาณตามงบประมาณรายจ่ายประจำปี เห็นด้วยครับ เพียงแต่ว่าเวลากรรมาธิการเขียนต่อไปนี่ ในความเห็นของกรรมาธิการใน (๒) นะครับ ยังอยู่ในข้อ ๒.๑.๓ คณะกรรมาธิการมีความเห็นว่ามาตรา ๑๔ และมาตรา ๑๕ แห่งร่างพระราชบัญญัติการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. .... อันนี้คือภาคผนวก ข กรรมาธิการ อ้างถึงภาคผนวก ข ที่อยู่ในเอกสารปึกใหญ่นี่แหละ ดูในมาตรา ๑๔ มีความเกี่ยวข้องกับ เงินภาษี ซึ่งเป็นรายได้ของแผ่นดินและมีหน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบอยู่แล้ว ประกอบกับ ข้อความที่ปรากฏตามมาตรา ๑๔ และมาตรา ๑๕ มีการกำหนดหลักการกรณีการกันเงิน ภาษีอากรและกำหนดหลักการที่เป็นข้อยกเว้นในกรณีของการกันเงินรายได้แผ่นดินที่ไม่ใช่ ภาษีอากรอยู่แล้ว จึงเห็นชอบตามมาตรา ๑๔ และมาตรา ๑๕ แห่งร่างพระราชบัญญัติ การเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. .... กรรมาธิการเห็นด้วยกับภาคผนวก ข มาตรา ๑๔ และ มาตรา ๑๕ ผมจะพาท่านไปดูมาตรา ๑๔ มาตรา ๑๔ ของภาคผนวก ข ท่านอ่านตามผมนะครับ อยู่ในหน้า ๕ ของภาคผนวก ข มี ๒ วรรค วรรคแรก การจัดเก็บรายได้แผ่นดินที่เป็น ภาษีอากรจะกระทำได้ก็แต่อาศัยอำนาจตามกฎหมาย การยกเว้นหรือการลดภาษีอากรใด จะกระทำได้ก็แต่อาศัยอำนาจตามกฎหมายที่ให้อำนาจจัดเก็บภาษีอากรนั้น ทั้งนี้โดยคำนึงถึง ความเสมอภาคและการไม่เลือกปฏิบัติ รวมทั้งการพัฒนาและสนับสนุนเสถียรภาพและ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม ประเด็นอยู่ในวรรคสอง การกันเงินภาษีอากรไปใช้จ่าย เพื่อการใดการหนึ่งเป็นการเฉพาะจะกระทำมิได้ ก็คือเอียร์มาร์กแทกซ์ (Earmarked Tax) จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายที่ให้อำนาจจัดเก็บภาษีอากรนั้น แล้วต้องระบุวัตถุประสงค์ของการใช้จ่ายไว้อย่างชัดแจ้ง พร้อมทั้งกำหนดจำนวนเงินสูงสุด ต่อปีของเงินภาษีอากรดังกล่าว แปลว่าถ้าท่านให้ร่างกฎหมายนี้ผ่านมาเป็นกฎหมาย การทำเอียร์มาร์กแทกซ์ (Earmarked Tax) ก็ยังทำได้อยู่ ถ้ามีการออกกฎหมายขึ้นมา อันนี้เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าผมไม่เห็นด้วย และกรรมาธิการก็ขัดในตัวเอง กรรมาธิการเขียนใน คอนเซปต์เปเปอร์ (Concept paper) ว่าไม่เห็นด้วยกับเอียร์มาร์กแทกซ์ (Earmarked Tax) ไม่เห็นด้วยกับการกันเงินภาษีอากรไปใช้กับกิจการหนึ่งกิจการใด โดยไม่ได้ผ่านกระบวนการ จัดสรรงบประมาณ แต่มาพอถึง (๒) กรรมาธิการบอกเห็นด้วยกับมาตรา ๑๔ ถ้าจะเขียน มาตรา ๑๔ นี่ในวรรคสอง คือเขียนมาให้มีเรื่อง เพราะถ้าเขียนให้มีเรื่องก็เขียนได้ เขียนให้มีเรื่องก็คือบอกว่าที่มีอยู่แล้ว ๓ หน่วยงานให้ยกเลิกเสีย มาแน่ครับ ม็อบ (Mob) เต็มหน้าสภาแน่นอนเลย เราเคยลองแล้ว ตอนเรายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่แล้ว เราบอกให้ตัดทิ้งหมด เอียร์มาร์กแทกซ์ (Earmarked Tax) มาจัดสรรผ่านงบประมาณของรัฐ มาเป็นแถวนะครับ ทั้งจดหมายทั้งโทรศัพท์ แต่เรา ก็สามารถทำได้แบบเดินสายกลาง คือเราก็เขียนว่าที่มีอยู่แล้ว ๓ หน่วยงานให้ปล่อยผ่านไป แต่ไม่ให้ทำขึ้นใหม่ ถ้าท่านไม่เขียนอย่างนี้ ในอนาคตก็จะมีอีก ขนาด สนช. เราว่า นักการเมืองนะครับ นี่เราเป็น สนช. เขาก็ยังออกมา ๑ ฉบับเลย เพราะฉะนั้นอย่าไปคิดว่า ในอนาคตนักการเมืองเขาก็จะสามารถมีคนมาวิ่งเต้นเพื่อออกกฎหมายเอียร์มาร์กแทกซ์ (Earmarked Tax) ขึ้นมาอีกให้กับหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งซึ่งดูเหมือนดี แต่ถ้า เราต้องการเคร่งครัดถึงเรื่องวินัยการเงินการคลัง ก็ต้องมาผ่านงบประมาณรายจ่าย ซึ่งผ่านสภาครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็น่าจะเขียนในทำนอง มาตรา ๑๔ วรรคสอง ว่าถ้าดำเนินการอยู่แล้ว อาจจะไปแก้กฎหมายว่าให้มีซีลลิง (Ceiling) คือมีขั้นสูงสุดไว้ เป็นเงินไม่เกินเท่าไร เช่น ๑,๐๐๐ ล้านบาท ๒,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าเป็นเปอร์เซ็นต์ในอนาคต ก็จะไปทะลุ ๔,๐๐๐ ล้านบาท ๕,๐๐๐ ล้านบาทได้เลยนะครับ แล้วก็ควรจะให้มี คณะกรรมการควบคุมการใช้จ่ายงบประมาณ ตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณให้ชัดเจน ให้ตรงกับเป้าประสงค์ รวมถึงค่าตอบแทนต่าง ๆ แล้วก็การนำเงินไปใช้จ่ายด้วยอย่างที่ เป็นปัญหาอยู่ในทุกองค์กร ที่ผ่านมาที่เราอ่านตามสื่อแล้วก็เขียนกันไว้ว่าไม่ให้เกิดขึ้นอีก ในอนาคต ต้องเขียนกฎหมายเป็นแบบนั้น มันจึงจะตรงกับที่ท่านได้เสนอว่าท่านไม่อยากเห็น เอียร์มาร์กแทกซ์ (Earmarked Tax) อยู่ในระบบงบประมาณของบ้านเรา ผมก็คงจะเรียน เสนอสั้น ๆ ถ้าผมคิดไม่ตรงกับท่านหรือท่านคิดตรงกับผมแล้วก็ช่วยเรียนชี้แจงด้วยนะครับ ขอขอบพระคุณครับ