สมพงษ์ สระกวี ชื่นชมรายงานการปฏิรูประบบงบประมาณและการคลัง พร้อมเน้นย้ำความสำคัญของการหารายได้ของรัฐในเชิงยุทธศาสตร์เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และเรียกร้องให้มีการกำหนดนโยบายที่ก้าวข้ามการทำงานตามรูปแบบเดิมๆ
ท่านประธานที่เคารพครับ การเสนอรายงาน ของคณะกรรมาธิการ เรื่อง การปฏิรูประบบงบประมาณและการคลังภาครัฐในครั้งนี้ ผมรู้สึกชื่นชมแทนเพื่อนสมาชิกทุกท่านว่าการเสนอแนวทางการปฏิรูปในเรื่องนี้นั้น เป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด แล้วก็กล่าวได้ว่าจะเป็นผลงานชิ้นเอกหรือชิ้นสำคัญที่จะได้จารึกไว้และจะเป็นที่กล่าวถึง ในฐานะที่จะเป็นผลงานของการปฏิรูปของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศในครั้งนี้ เพราะฉะนั้นผมจึงคิดว่าเพื่อนสมาชิกทุกท่านจะให้ความสำคัญกับข้อเสนอการปฏิรูปในเรื่อง งบประมาณและการคลังของรัฐในครั้งนี้ถ้วนทั่วกันทุกคนนะครับ จริง ๆ แล้วเรื่องของ งบประมาณนับว่าโชคดีที่สภาแห่งนี้เรามีผู้ที่เชี่ยวชาญในเรื่องนี้อยู่จำนวนมากสามารถ เข้าสู่ใจกลางของปัญหา รู้จุดอ่อนและรู้จุดแข็งอันจะนำมาสู่การปฏิรูปอย่างสำคัญ นะครับ ซึ่งเรื่องนี้คงไม่ต้องเอ่ยชื่อท่านรองประธานนะครับ เพราะว่าในฐานะผู้อำนวยการ สำนักงบประมาณ เรายังจะมีอดีตปลัดกระทรวง เราจะมีเฉพาะคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจเต็มคณะก็จะมีความรู้เรื่องพวกนี้อย่างสมบูรณ์ซึ่งจะได้ ช่วยเสริมทางกรรมาธิการที่นั่งอยู่ข้างบนได้ด้วย ท่านประธานครับ ผมสนใจในการที่เห็นว่า นอกจากหัวข้อมีความสำคัญยิ่งแล้วผมเห็นว่าเรื่องนี้นั้นมีความสำคัญเป็นเรื่องที่แสดงออกถึง อำนาจอธิปไตยของประชาชน ประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยนั้น ก็จะแสดงออกในการใช้อำนาจอธิปไตยของประชาชนนั้นโดยผ่านคณะรัฐมนตรีเรียกว่า ฝ่ายบริหารหนึ่ง และผ่านรัฐสภาที่เรียกว่า ฝ่ายนิติบัญญัติอีกหนึ่ง ซึ่ง พ.ร.บ. งบประมาณ หรือการพิจารณาเรื่องระบบงบประมาณและเรื่องการเงินภาครัฐนั้นได้สะท้อนถึง การใช้อำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทยที่สมบูรณ์ที่สุด เวลามาเป็น พ.ร.บ. งบประมาณ ถึงแม้ว่าเป็น พ.ร.บ. งบประมาณที่มีอายุสั้นแค่ปีเดียว ปีหนึ่งออก พ.ร.บ. หนหนึ่ง ปีหนึ่งออก พ.ร.บ. หนหนึ่ง แต่ก็สะท้อนถึงการใช้อำนาจอธิปไตยของประชาชนที่สมบูรณ์ที่สุด เพราะฉะนั้นทั้งจุดอ่อนและจุดแข็งของวิธีการงบประมาณหรือระบบงบประมาณและการเงิน การคลังที่ถูกนำเสนอขึ้นในครั้งนี้นั้นก็จะบรรจุอยู่ในเรื่องที่เราต้องการจะปฏิรูปนั่นเอง ท่านประธานครับ ในหัวข้อการปฏิรูปที่ได้ถูกเสนอขึ้นมานั้นอย่างเช่นในหัวข้อแรก ท่านเห็นถึง ความสำคัญของการหาเงิน คือรัฐบาลถ้าไม่มีเงิน ไม่มีงบประมาณแล้วจะไปพูดเรื่องการใช้เงิน หรือการอนุมัติใช้เงินก็เห็นจะไม่สมบูรณ์แล้วครับ เพราะฉะนั้นใน พ.ร.บ. งบประมาณ จะเห็นได้ว่าในบทแรกในบทต้นจะว่าด้วยการหารายได้ของรัฐนะครับ กระทรวงการคลัง ก็จะเป็นพระเอกมาเสนอว่ากรมศุลกากรจัดหาได้เท่านั้น กรมสรรพากรจัดได้เท่านี้ กรมสรรพสามิตจัดได้เท่าโน้นมีรายได้ทางโน้นทางนี้รวมแล้วเท่านี้ ท่านประธานครับ และดูเหมือนรัฐสภาซึ่งเป็นฝ่ายพิจารณาและอนุมัติก็จะให้ความสำคัญกับส่วนนี้น้อยมาก แต่ท่านประธานครับ เรากำลังอยู่ในยุคปฏิรูปประเทศ เรารู้ว่าประเทศเรานั้นจำเป็น จะต้องแข่งขันบนโลกอันโหดร้ายใบนี้ เพราะฉะนั้นการสร้างศักยภาพการแข่งขัน ของประเทศ การหารายได้ให้ประเทศ ไม่ใช่พูดกันอยู่แต่ว่าจะขูดได้เท่าไร จะเก็บได้เท่าไร จะรั่วไหลเท่าไร จะมีอภิสิทธิ์กันอย่างไร ไม่พอครับ อันนั้นมันพายเรือในอ่าง อันนั้นก็จะมาด่า อยู่แต่ว่ากรมศุลกากรหากินคอร์รัปชันนะครับ แต่จริง ๆ แล้วโลกยุคใหม่ในการที่เรา จะแข่งขันกับทั่วโลกนั้น เราจึงจำเป็นที่จะต้องมีการพูดถึงการหารายได้ของประเทศเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าเปรียบ ประเทศเป็นบริษัท คุณไม่คิดว่าจะทำให้บริษัทเติบโตมีรายได้เท่าไร แต่มาสนใจว่า จะจ่ายอย่างไร จะจ่ายให้ยุติธรรมอย่างไร อย่างนี้จบครับ เพราะฉะนั้นผมต้องขออนุญาต ที่จำเป็นต้องพูดถึงจุดอ่อนซึ่งเป็นข้อเสนอของทางกรรมาธิการในครั้งนี้ ในข้อ ๑ ในเรื่อง การสร้างวินัยทางการคลังของรัฐบาลนั้น ท่านสนใจแต่เพียงว่าให้นายกรัฐมนตรี กระทรวงการคลัง หน่วยราชการต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับพวกหาสตางค์มาประชุมกำหนด เป็นนโยบายแผนการคลัง เพื่ออะไร เพื่อจะกำหนดนโยบายการจัดเก็บรายได้และภาษีอากร ศึกษาประเมินผลการจัดเก็บรายได้และภาษีอากร และเสนอคณะรัฐมนตรี เรียกว่า ประชุมใหญ่เลย เอาระดับบิ๊ก (Big) ของประเทศมาคุยเลย แต่ท่านก็คุยเรื่องเก่า ๆ คุยงาน รูทีน (Routine) เอางานรูทีน (Routine) มากำหนดนโยบายว่ากรมศุลกากรเก็บให้ดีหน่อยนะ กรมสรรพสามิต กรมสรรพากรจะขึ้นภาษีอะไรอย่าให้รั่วไหลนะ อย่างนี้แก้ปัญหาประเทศ ที่ต้องการสร้างศักยภาพการแข่งขันของประเทศไม่ได้ ก็คือคุณประชุมบริษัท แต่ประชุม แต่เรื่องว่าจะจัดเก็บรายได้ จะขายหรือจะเก็บอย่างไรเท่านั้นครับ แต่สิ่งที่ต้องคุยในเรื่องนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่รออยู่ เคาะประตูอยู่ ในการปฏิรูประบบการเงินของประเทศหรือการคลัง ของประเทศนั้น ก็คือการกำหนดนโยบายว่าจะสร้างศักยภาพการหารายได้ของประเทศ ให้เป็นประเทศที่มีศักยภาพการแข่งขันในทุกด้าน หารายได้เข้าประเทศ สร้างการลงทุน ของประเทศ ทำให้ประเทศเป็นประเทศที่ร่ำรวยได้อย่างไร ตรงนี้ก่อนครับ แต่อย่าเพิ่งมา เถียงกันนะครับ ผมก็ไม่ได้เถียงกับท่านกษิตว่ายุทธศาสตร์สำคัญนั้นก็คือจะต้องสร้าง ความเสมอภาคทางรายได้เอย อะไรเอย ลดความเหลื่อมล้ำยากดีมีจน แต่ผมกำลังพูดว่า ถ้าจะพูดถึงรายได้ของประเทศ พูดถึงเรื่องงบประมาณของประเทศ ไม่ใช่มาพูดแต่วิธี การจัดเก็บตามข้อที่ ๑ ที่ท่านเสนอไว้ แต่ต้องพูดว่าประเทศนี้ ประเทศที่ชื่อประเทศไทย ที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยว จะหารายได้การท่องเที่ยวให้เพิ่มเท่าไร เป็นประเทศที่มี ศักยภาพการเกษตร จะหารายได้การเกษตรได้เท่าไร และเป็นประเทศที่มีศักยภาพ ด้านที่ตั้งทางภูมิภาค จะหารายได้จากสนามบิน จากเที่ยวบิน จากท่าเรือ จากการขนส่ง ทางบก ในฐานะเป็นที่ตั้งในการปฏิบัติอย่างไร กันเท่าไร เราเก่งด้านบริการ จะเอาเงินรายได้ จากการบริการเพิ่มขึ้นเท่าไร เรื่องนี้สำคัญนะครับ ถ้าคิดเรื่องระบบงบประมาณ แต่ไม่คิด การหารายได้และการสร้างศักยภาพให้เป็นรัฐที่มั่งคั่ง รัฐที่มีรายได้หากินเก่ง ลงทุนถูกทาง มีรายได้เข้าประเทศ แต่นี่มาสนใจอยู่แต่จะจัดเก็บ อย่างนี้ปฏิรูปได้ครึ่งเดียวครับ มองไม่เห็น ข้อเท็จจริงของประเทศครับ เพราะฉะนั้นท่านกรรมาธิการครับ หลายเรื่องเป็นเรื่องที่ดี ที่ถือว่าเป็นการเสริมจุดอ่อนที่เกิดขึ้นอยู่แล้ว อย่างเช่น ๑.๓ ตั้งแต่ ๑.๑ ๑.๒ ๑.๓ ๑.๔ ไปนี่นะครับ ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องขจัดจุดอ่อน ก็คือเรื่องวางหลักควบคุมการใช้จ่ายเงินรัฐบาล ที่จะก่อหนี้ ซึ่งเรื่องนี้ก็สำคัญ หมดเร็วจังท่านประธาน เอาละครับ ท่านประธานครับ เอาเป็นว่า ขอสุดท้ายเถอะ ขอเป็นเรื่องสุดท้าย ถ้าเลยเวลาเกินไปนิดหนึ่ง ถ้าผมพลาดเรื่องนี้แล้ว ผมรู้สึกพลาด ในฐานะที่ผมเคยเป็นประธานกรรมาธิการงบประมาณอยู่หลายปี ท่านประธานครับ อำนาจที่ ๑ นั้นชัดเจนนะครับ ในเรื่องระบบงบประมาณ ก็คืออำนาจ ของฝ่ายบริหาร เรียกว่า คณะรัฐมนตรี คนที่ทำหน้าที่เป็นงานรูทีน (Routine) อยู่อำนาจเยอะมาก คือสำนักงบประมาณที่ ท่านประธานเคยเป็นผู้อำนวยการ คณะรัฐมนตรีมีอำนาจมากแล้ว ว่ากันว่าสำนักงบประมาณ มีอำนาจมากกว่านั้นอีก ถนนทุกสายของระบบราชการพุ่งตรงไปสู่สำนักงบประมาณ คำเล่าลือเรื่องขอให้มาก ลดให้น้อย ผมเคยเห็นประสบการณ์เจ้าหน้าที่สำนักงบประมาณมา ดีเบต (Debate) เพิ่มงบประมาณให้บางหน่วยราชการด้วยตัวเองก็มี ท่านประธานครับ พูดไปกระไรมี ว่ากันว่าถ้าจะฝากลูกเข้าโรงเรียนใหญ่ ๆ ของรัฐไปขอที่สำนักงบประมาณแล้ว มักจะได้ ขอรัฐมนตรียังไม่ได้เลย เพราะรัฐมนตรีมาแล้วไป เป็นรัฐมนตรีกันอยู่ไม่กี่วันก็ไป แต่ที่สำนักงบประมาณนั้นอยู่นาน ท่านประธานครับ อันนี้จึงเป็นเรื่องที่ไม่ผิด คณะรัฐมนตรี ฝ่ายบริหารซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจแทนปวงชนชาวไทย ใช้อำนาจแทนอธิปไตยของปวงชนชาวไทยนั้น ก็ได้มีเครื่องมือที่เรียกว่า สำนักงบประมาณ แต่ถามว่าอำนาจนิติบัญญัติหรือรัฐสภานั้น ซึ่งมีความสำคัญยิ่งยวดเข้าไปอีกก็คือเป็นผู้พิจารณาและอนุมัติงบประมาณในรูปแบบของ กฎหมาย พ.ร.บ. งบประมาณในแต่ละปีนั้นมีเครื่องมืออะไร พวกเขามาแล้วไป ความต่อเนื่อง ก็ไม่มี ข้อมูลวิชาการก็ไม่มี และจุดอ่อนสำคัญที่สุด ซึ่งผมยอมรับว่าเป็นจุดอ่อน ผมเป็น ส.ว. มาจากจังหวัดสงขลา ถ้าผมมีสิทธิพิจารณางบประมาณผมก็สนใจแต่ว่ามีถนนไป จังหวัดสงขลาไหม โรงเรียนที่ขอ มหาวิทยาลัยที่ขอ ก็ธรรมดา มันเกิดเป็นจุดอ่อนขึ้นมาเลย ก็เพราะว่าเขามาจากการเลือกตั้งในพื้นที่นั้นเขาก็สนใจงบประมาณในพื้นที่นั้น เพราะฉะนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกและไม่ใช่คำนินทาอะไรเลย ที่บางแห่งอดีตนายกรัฐมนตรีสร้างจังหวัดบุรี ได้หลายจังหวัด ใครเป็นรัฐมนตรีก็เอางบประมาณไปลงในจังหวัดของตัวจึงไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ก็เป็นจุดอ่อนของประเทศนี้มาโดยตลอดที่เราต้องการจะแก้ไขไม่ใช่หรือ ว่าจุดอ่อน สำคัญที่สุดในเรื่องงบประมาณนั้นอยู่ที่ผู้อนุมัติงบประมาณหรืออนุมัติ พ.ร.บ. งบประมาณ ที่เรียกว่า รัฐสภา ทั้ง ๆ ที่ข้อเสนอในเรื่องการจัดตั้งสถาบันวิเคราะห์งบประมาณ ประจำรัฐสภานั้นเป็นข้อเสนอซึ่งดีอยู่แล้ว แต่ผมดูออกจะหน่อมแน้มตั้งก็ได้ ไม่ตั้งก็ได้ ตั้งเป็นหน่วยเล็กก็ได้ ตั้งเป็นหน่วยใหญ่ก็ได้ ไม่ได้ละครับ ต้องตั้ง ต้องมี และต้องมีประสิทธิภาพ จะต้องเป็นเครื่องมือสำคัญของรัฐสภา ซึ่งทำหน้าที่ในการพิจารณาอนุมัติงบประมาณ คำนินทาที่ว่า ส.ส. มาเป็นกรรมาธิการงบประมาณแล้วก็มาล็อบบี (Lobby) เพื่อจะเอา งบประมาณไปสู่จังหวัดตน หรือเอาโครงการไปให้กับพวกตนก็จะได้หมดลงไป อย่างน้อย ในการพิจารณางบประมาณจะได้มีรากฐานทางวิชาการ ทางการวิเคราะห์ ทางการวิจัยว่า งบประมาณที่จะลงไปในการทำให้ประเทศเจริญขึ้น หรือว่าทำให้ส่วนตัวเจริญขึ้น จะได้ หมดเรื่องนี้กันเสียที เพราะฉะนั้นถ้ารัฐบาลมีสำนักงบประมาณได้ รัฐสภาจะต้องมี สำนักงบประมาณของรัฐสภาที่ทำงานเต็มเวลา เต็มปี ปีแล้วปีเล่า ผู้แทนสมัยนี้มาอยู่ ๒ ปี แพ้เลือกตั้งหายไปแล้วเป็นรัฐมนตรี ๒ ปีเข้าประชุมกรรมาธิการเอางบประมาณเข้า จังหวัดตัว พออีก ๒ ปีต่อไปหายไปอีกแล้ว ท่านประธานครับ ผมจึงขอสนับสนุนว่า ระบบสนับสนุนการตัดสินใจรัฐสภานั้นจะต้องเกิดในยุคปฏิรูปนี้ เพราะนี่คือความสำคัญ อย่างยิ่งยวดที่เรารู้ว่า ให้ความสนใจว่าอำนาจอธิปไตยของปวงชนได้ใช้อำนาจสำคัญ ในทางรัฐสภา แต่ขอแค่เครื่องมือในการพิจารณางบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ ขอไม่ได้ ตั้งไม่ได้ ไม่มีเสียที มันเกิดอะไรขึ้นกับประเทศนี้ และท่านประธานครับ ขอเติมอีก ๒ ประโยค ๓ ประโยคว่า สถาบันวิเคราะห์งบประมาณประจำรัฐสภานั้นไม่ได้มีหน้าที่ เพียงแค่วิเคราะห์งบประมาณตามที่ท่านคิดเพื่อเสนอต่อสมาชิกรัฐสภา แต่จะต้องทำหน้าที่ แก้จุดอ่อนในการใช้งบประมาณด้วย นั่นก็คือมีหน้าที่ในการศึกษา ติดตาม วิจัย ว่างบประมาณที่เอาไปใช้นั้นมีจุดอ่อนตรงไหนมีจุดรั่วไหลตรงไหน สามารถ ประเมินผลในเรื่องที่จะหาจุดอ่อนร่วมกับสำนักงบประมาณ สำนักงบประมาณนี่ผมเห็นใจ เพราะถนนทุกสายไปสู่ที่นั่น อนุมัติไปแล้วก็แล้วกันไป ปีใหม่ก็จะต้องอนุมัติกันอีก แต่ในการศึกษาประเมินและติดตามนั้น สถาบันวิเคราะห์งบประมาณประจำรัฐสภาต้องทำ หน้าที่นี้ และหน้าที่นี้ก็จะตรงเป้าหมายอีกเช่นเดียวกันก็คือสามารถนำมาให้กับรัฐสภาในการ ที่จะเปิดอภิปราย ในการที่จะตั้งกระทู้ถาม ในการที่จะตรวจสอบอภิปรายไม่ไว้วางใจ ต่อฝ่ายบริหาร เพราะฉะนั้นการทำหน้าที่ในฐานะสมาชิกรัฐสภาในฐานะที่เป็นตัวแทน อำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทยก็จะสมบูรณ์ขึ้น ท่านประธานครับ ผมจึงสนับสนุน คณะกรรมาธิการที่จะปฏิรูปให้จัดตั้งสถาบันวิเคราะห์งบประมาณประจำรัฐสภาที่ไม่เพียงทำ หน้าที่ในเรื่องการวิเคราะห์ การศึกษาวิจัยในเรื่องการพิจารณางบประมาณเท่านั้น แต่จะต้อง ให้ทำหน้าที่ในการติดตามประเมินผลเพื่อนำผลจากการศึกษานั้นให้เป็นเครื่องมือของ สมาชิกรัฐสภาในการตรวจสอบรัฐบาล และนั่นก็หมายถึงตรวจสอบเงินของแผ่นดิน และนั่น ก็หมายถึงตรวจสอบเงินของประชาชน ผมฝากข้อนี้ไว้เป็นสำคัญครับท่านประธาน เพราะเวลาน้อยจริง ๆ ขอขอบพระคุณครับ