นิกร ชี้งบประมาณตกค้าง-ล้มเหลวบูรณาการ ยันต้องปฏิรูประบบ

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๓๖ · ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๕๙

นิกร จำนง หารือถึงความสำคัญของงบประมาณในฐานะเครื่องมือขับเคลื่อนนโยบายและปฏิรูปประเทศ โดยเน้นย้ำความจำเป็นในการพิจารณาอย่างรอบด้าน ทั้งการรอผลการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญเพื่อให้สอดคล้องกับกรอบกฎหมายใหม่ ปัญหางบประมาณแบบโลงศพที่ส่งผลต่อความต่อเนื่องของแผนงานจากระยะเวลาฟิสคอลเยียร์ที่ไม่สอดคล้องกับวาระรัฐบาล ความล้มเหลวในการบูรณาการระหว่างหน่วยงาน และข้อจำกัดด้านงบประมาณในเรื่องความปลอดภัยทางถนน จึงเสนอให้เปลี่ยนแนวทางมาใช้ความร่วมมือแบบคอลลาโบเรชันและปฏิรูประบบงบประมาณเพื่อให้แผนงานยั่งยืนได้รับการสนับสนุนอย่างมีประสิทธิภาพ และเรียกร้องให้ที่ประชุมร่วมกันพิจารณาอย่างจริงจังเพื่อขับเคลื่อนนโยบายประเทศให้มีน้ำหนักและเกิดผลสำเร็จอย่างแท้จริง

นายนิกร จำนง

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นิกร จำนง สมาชิก สปท. ลำดับที่ ๗๙ ด้วยความเกรงใจท่านกรรมาธิการเป็นอย่างมากนะครับ ว่าผมก็เป็นหนึ่งในคนที่เสนอว่าให้รวมเป็น ๒ วัน หมายถึงอภิปรายให้ยาวไปนะครับ ท่านคำนูณไปประชุมคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองเดี๋ยวผม ต้องตามไปนะครับ ประเด็นก็คือว่า ผมคิดว่าอย่างนี้ครับ ในความรู้สึกของผมเรื่องนี้ มีความสำคัญมากในการปฏิรูปของเรา ทีนี้ในความรู้สึกผมเองขณะนี้ คือผมเห็นลักษณะ ความหลากหลายว่าพวกเราใน สปท. ขณะนี้ ผมนึกภาพกรรมาธิการเต็มสภา เพราะว่า ในแต่ละด้านท่านผู้ว่าราชการจังหวัด อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดหลายคนก็อยู่ที่นี่ ท่านปลัด กระทรวงการคลังก็อยู่ที่นี่หลายคน ทั้งที่ผ่านงานมาแล้ว คือทุกคนมีความรู้แต่มีความรู้ ในพาร์ต (Part) ที่ตัวเองทำอยู่เดิมทั้งนั้น ซึ่งเป็นความรู้ที่จริงจังมาก ดังนั้นการที่เราจะปฏิรูป เรื่องนี้กัน เพราะเป็นสาระสำคัญในการพัฒนาประเทศก็คือเรื่องงบประมาณนี่แหละ งบประมาณนี่ตัวมันเองนะครับเป็นทู อิน วัน (Two in one) ท่านประธานก็คงทราบว่า มันเป็นนโยบายด้วยและเป็นวิธีการด้วยอยู่ในตัวเองเลย อย่างบางเรื่องเป็นแค่นโยบาย แล้วก็เรื่องอิมพลีเมนเทชัน (Implementation) มันเป็นอีกแบบหนึ่ง แต่ขณะนี้เรา จะทำโครงการอะไรหรือมีนโยบายอะไร งบประมาณจะเป็นตัวชี้ว่านั่นคือนโยบาย แต่ในขณะเดียวกันงบประมาณก็เป็นตัวอิมพลีเมนเทชัน (Implementation) เป็นตัว เครื่องมือทำให้นโยบายนั้นเป็นจริง ดังนั้น เป็นทู อิน วัน (Two in one) ขาดจากกันไม่ได้ มันเป็นนัยที่สำคัญกว่าเรื่องอื่น ทุกเรื่องอยู่กับเรื่องนี้หมด ดังนั้นผมเรียนว่าในเมื่อเรามี ผู้มีความรู้อยู่มากมายในนี้ ผมอยากจะให้ทุกท่านนี่นะครับของเรา สปท. ใครจะว่าอย่างไร ก็แล้วแต่ ความรู้เรามี แล้วก็จะได้ช่วยกันให้ความเห็น ให้ความเห็น ให้ความเห็น ผมเชื่อว่า กรอบที่จะไปจะได้สมบูรณ์ ผมอาจจะห่วงว่าเวลามันอาจจะกระชั้นตามที่ท่านได้เป็นห่วง ก็เป็นห่วงนะครับ แต่ว่าผมเชื่อว่าผมก็ทำกฎหมายมาหลายฉบับ สำนักงานคณะกรรมการ กฤษฎีกาอย่างไรมันมี ๒ อย่าง ในทางระบบผมเชื่อว่ารอได้ เรามีแค่ ๒ สัปดาห์เท่านั้นเอง แล้วก็อีกอย่างหนึ่งก็คือว่าเรื่องนี้ไม่ว่าจะอย่างไรก็เป็นเรื่องการตัดสินใจของรัฐบาล รัฐบาล ต้องตัดสินใจครั้งสำคัญเรื่องนี้ ดังนั้นถ้ารัฐบาลตัดสินใจว่าจะเอา การดัดตามจะเกิดขึ้น ทีนี้ถ้าสิ่งที่เราเสนอไปดี รัฐบาลเอาด้วย เราก็ผ่านไปได้แน่ ๆ ประกอบกับอีกอย่างที่เป็น สิ่งใหม่ที่กำลังจะมาไม่ว่าจะอย่างไร เราก็ต้องรอรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญที่จะลง เรเฟอเรนดัม (Referendum) วันที่ ๗ มีการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างของงบประมาณ เยอะมากในบทบัญญัติแต่ละบทบัญญัติ อย่างเรื่องงบประมาณ เรื่องการแปรญัตติ สมมุติว่าตรงนั้นผ่านหรือไม่ผ่าน มีผลกระทบ เป็นอย่างมากต่อร่างพระราชบัญญัติที่เราจะแก้ เพราะฉะนั้นผมเชื่อว่าสำนักงาน คณะกรรมการกฤษฎีกาไม่ว่าจะอย่างไรก็ต้องรอ ถ้าไปก่อนต้องกลับมารื้อใหม่หมด ไม่ว่า จะผ่านหรือไม่ผ่าน ดังนั้นเรายังพอทันครับท่านประธาน คิดว่าได้คุยกันเสียได้เต็มที่นะครับ ผมเรียนว่าเมื่อสักครู่นี้ก็คุยไปแล้วว่ามีความสำคัญ ทีนี้สิ่งที่กำลังนำเสนอผมอาจจะทบทวน เป็นปัญหาในอดีตนะครับว่าที่มันเป็นอยู่ในระบบงบประมาณของเรา แล้วขณะนี้ที่ท่านเสนอ ผมเชื่อว่ามีการเปลี่ยนแปลงเยอะ แต่ว่าจะครบถ้วนหรือไม่ สามารถจะแก้ไขปัญหาเดิม ได้หรือไม่ ผมพูดในฐานะของนักการเมืองที่เป็นคนทำนโยบาย ส่วนที่ปฏิบัติตามนโยบายท่าน ข้าราชการประจำทั้งหลายคือเราอยู่กันคนละส่วน แต่ผมจะมองจากจุดนี้ในการทำนโยบาย ผมมองว่านะครับ ผมเชื่อตามว่าในระบบงบประมาณของเรา เราเป็นประเทศกำลังพัฒนา เรามีปัญหาแบบหนึ่งไม่เหมือนกับประเทศพัฒนาแล้วแน่นอน ระบบงบประมาณของเราไม่นิ่ง เดิมเรามีปัญหาเรื่องดิสแอปเพียริงบัดเจต (Disappearing Budget) ในการทำ เพราะว่าเรา ต้องสู้กับค่าของเงิน เพราะว่าเราจะใช้เงินต่างประเทศเป็นตัวหลัก แล้วค่าเงินต่างประเทศ มันขึ้นลง ๆ เพราะฉะนั้นงบประมาณที่เราตั้งไว้มันไหลไปตามกระแสเงิน บางทีเรากำหนดแค่นี้ แต่ค่าเงินมันเกิดเพิ่มขึ้นมาเป็นเงินเฟ้อขึ้นมาหนัก ๆ เพราะถูกกดดันจากภายนอก งบประมาณมันกลายเป็นดิสแอปเพียริง (Disappearing) คืออยู่ ๆ แล้วมันหายไปเลยก็คือ ไม่พอ แต่ปัญหาตรงนั้นเรามีความเป็นไทยมากขึ้นนะครับ เราพึ่งพาต่างชาติน้อยลง ขณะนี้ ถ้าเราจะมีปัญหากับยูโร (Euro) อยู่บ้างตอนนี้ก็ไม่มาก เนื่องจากว่าตะกร้าเงินเรา เปลี่ยนแปลงไปแล้วปัญหาตรงนี้น้อยลง ปัญหาเดิมที่หนักมากเมื่อก่อนในอดีตผมไปเรียน กัฟเวิร์นเมนต์ (Government) นะครับ แล้วก็มีอาจารย์มาสอนเรื่องนี้บัดเจตติง (Budgeting) นะครับ เขาพูดให้เราแบบมันเป็นตลกร้ายที่เราเจ็บอยู่ เขายกตัวอย่าง ประเทศไทย เขาบอกว่ามีข้าราชการคนหนึ่งของบประมาณไป แล้วก็ขอไป ๔๐,๐๐๐ แล้วเขาก็ลุกขึ้นปรบมือดีใจ นี่เป็นตัวอย่างที่อาจารย์ยกให้ฟัง เพื่อนก็ถามว่าทำไมคุณดีใจ คุณขอไป ๔๐๐,๐๐๐ ได้ ๔๐,๐๐๐ เขาบอกที่ต้องการ ๓๐,๐๐๐ เท่านั้นแหละ แล้วเขา ก็หัวเราะกัน ทีนี้เรามาจากประเทศไทยเราก็อายสิ นั่นเมื่อประมาณ ๒๐ ปีที่แล้ว เรามีลักษณะที่ว่าขอให้เกินไปก่อน หลักการในการขอ ขอให้เกินไปก่อน ในขณะเดียวกัน สำนักงบประมาณนี่นะครับที่ว่า แล้วกลไกของเราเดิมก็คือกรรมาธิการจัดตามอำนาจที่มี คนที่เป็นกรรมาธิการในสภาก็แล้วแต่ อยู่กันแล้วก็ทำไปแล้วก็มันมีการเมืองปน เพราะฉะนั้น จะมาตัดให้ตามที่ตัวเองต้องการ ในขณะเดียวกันสำนักงบประมาณเขาบอกว่าสมัยนั้น เขาเรียก ท่านประธานต้องขออภัย เขาบอกว่า ลูก จุด จุด จุด ช่างตัด ก็คือว่าเสนอไปก็ตัด ตัด ตัด สำนักงบประมาณมีหน้าที่ตัด พวกที่เสนอไปก็เสนอไปตามการเมือง เสนอไปตาม อะไร ทางนี้ก็ตัด แล้วก็มันมีกรอบ เราขอไป ๒๐ เผื่อตัด ๑๐ ถูกไหมครับ เป็นอินครีเมนทัล (Incremental) แล้วปีหน้าก็ได้เพิ่ม เพิ่ม เพิ่ม โครงการบางอย่างสำเร็จไม่ได้เพิ่มหรอก เพราะมันไปกดอยู่ภายใต้อินครีเมนทัล (Incremental) การค่อย ๆ เพิ่ม โครงการบางอย่าง ไม่สำเร็จเลยดันได้เพิ่มด้วยเพราะมันอยู่ในกรอบของอินครีเมนทัล (Incremental) คือการพิจารณาว่าถ้าเพิ่ม ๑๐ เปอร์เซ็นต์ก็ทุกกรมเพิ่มไป ตอนหลังมีการมาปรับเป็นซีโรเบส (Zero-based) ยุคหลังมาปรับแล้ว ก็คือว่าปรับไปตามผลงาน ปรับไปตามเป้าหมาย ก็ดีขึ้นมาก แสดงว่าเราผ่านปัญหาดิสแอปเพียริงบัดเจต (Disappearing Budget) ผ่านปัญหา ของอินครีเมนทัลลิซึมบัดเจต (Incrementalism budget) ผ่านมาระยะหนึ่ง แต่ว่าเรายังมา ติดอยู่ที่ผมคิดว่าจะเป็นปัญหาเป็นอย่างมากแล้วยังติดอยู่ ก็คือเราเป็นลักษณะแบบ ฟอร์มัลลิซึม (Formalism) พ.ร.บ. งบประมาณเราเป็น พ.ร.บ.ที่แก้ยากมาก ดังนั้นเป้า มันเปลี่ยนแล้วแต่มันต้องทำไปตามนี้ เดิมเหลืออยู่สิ้นปีก็รีบใช้กัน สีรั้วก็ต้องรีบทาเพื่อใช้ ให้หมดใช่ไหม ไม่อย่างนั้นเงินเอาคืนหมด การจัดการตรงนี้มันเป็น พ.ร.บ. งบประมาณ ที่บังคับ ไม่รู้ละเป้าหมายเป็นอย่างไร แต่ต้องเอาตามนี้ ตรงนี้ที่ผมฝากว่าเรากำลังจะ แก้กฎหมายอีกแล้ว ลักษณะที่มันเหนียวแต่ว่ามันสามารถบิดตัวตาม เป็นกฎหมายที่บิดตัวได้ มีการเปลี่ยนแปลงได้ คือเรากลัวว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง เราก็เขียนไว้จนแข็งเปลี่ยนไม่ได้ พอเปลี่ยนไม่ได้เป้ามันเคลื่อนแล้วเพราะเราเป็นประเทศเล็ก มันเคลื่อนตามสถานการณ์ อียู (EU) เปลี่ยนแปลงแล้ว อังกฤษเปลี่ยนแปลงแล้ว มันจะมีเรื่องการเทิร์นโอเวอร์ (Turnover) หลายอย่าง แต่ว่าเราเปลี่ยนไม่ได้ เพราะงบประมาณเรากำหนดแบบนั้นไปแล้ว ต่อจากนี้อาเซียน (ASEAN) จะมีการเปลี่ยนแปลงไหม จะมีการทบทวนไหม เราไม่รู้ แต่ว่า ถ้ากฎหมายเป็นแบบนี้เราก็ต้องเป็นแบบนี้ เป็นฟอร์มัลลิซึม (Formalism) ตรงนี้เป็นปัญหาซึ่งผมฝากไว้ว่าเรากำลังจะเขียนกฎหมายอีกแล้ว พยายามให้มันนุ่มนวล หมายถึงเฟล็กซิเบิล (Flexible) ได้ ให้มันเหนียว อย่าให้ถูกฉีกขาด แต่ว่ามันต้องบิดตัวไป ตามสถานการณ์ได้ ตรงนี้สำคัญไม่อย่างนั้นเราจะสูญเสียกับภาวะของกฎหมายที่แข็งเกินไป และขณะนี้เราก็กลัวนักการเมืองจะเข้ามา แล้วก็ไม่ให้มีการแปรญัตติปรับลด ปัญหาประชาชนก็ขึ้นมาไม่ได้ ซึ่งเรื่องนี้ผมแย้งมาครั้งหนึ่งแล้ว คือเรามาแก้ปัญหาอันหนึ่ง ไปสร้างปัญหาอีกอย่างหนึ่งขึ้นมา แล้วสุดท้ายมันก็เป็นปัญหาทั้งคู่ ปัญหานี้ก็แก้ไม่ได้ ปัญหาใหม่ก็แก้ไม่ได้ เรื่องกฎหมายฝากให้พิจารณา เพราะว่าเราอยู่ท่ามกลาง ความเปลี่ยนแปลง อยากให้มันบิดตัวได้บ้าง

ประเด็นต่อมา ก็คือระยะเวลา ฟิสคอลเยียร์ (Fiscal year) ที่ท่านประธาน ก็ทราบดีว่าจะต้องเป็นอย่างไร ประเด็นนี้เองที่เขาเรียกว่างบประมาณแบบโลงศพ โลงศพ ก็คือว่าโลงศพคืออะไร โลงศพก็คือคนทำโลงศพไม่ได้ใช้ เดิมมีปัญหาเยอะ คนใช้ไม่ได้ทำ ปกติแล้วเมื่อก่อนรัฐบาลช่วงจะสั้น สั้น สั้น รัฐบาลชุดนี้ก็กำหนด พอกำหนดกว่าจะทำ เราทำประมาณ ๒ ปีกว่าในการเตรียมทำแผนทำอะไร พอทำไปเสร็จ รัฐบาลถูกยึดอำนาจ บ้างอะไรบ้าง งบประมาณมันค้างอยู่ คือต้องใช้งบประมาณจากรัฐบาลที่แล้ว รัฐบาลใหม่ นี่พอตัวเองจะมาทำ พอทำเสร็จ รัฐบาลใหม่มาตัวเองไม่ได้ใช้ ก็ไม่ได้ใช้โลงศพ ต่อโลง รัฐบาล ต่อไปก็ใช้ต่อไป หมุนเป็นแบบนี้มันก็บิดตัวตาม ทุกอย่างอยู่ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง เพราะว่าการเมืองมันไม่มีสเตเบิล (Stable) ไม่มีเสถียรภาพ นั่นเป็นปัญหาเดิมที่เรามี ขณะนี้ผมยังไม่พูดประเด็นนี้เพราะเป็นปัญหาใหม่ เมื่อก่อนปีครึ่งเปลี่ยน ปีครึ่งเปลี่ยน เฉลี่ยประมาณปีครึ่ง ตรงนี้จะเป็นปัญหามาก ขณะนี้ไม่รู้อยู่อีกกี่ปี เราไม่พูดประเด็นนี้ในสภานี้

ประเด็นต่อมา ก็คือว่าผมเคลื่อนต่อมา ท่านประธานครับ ขณะนี้ปัญหา ที่เรากำลังจะเริ่มเปลี่ยนแปลงก็คือว่า ขอเวลาท่านประธานเพิ่มอีกเล็กน้อย ที่เรากำลัง จะเปลี่ยนแปลง เพราะว่าระบบการบริหารของเราขณะนี้ ๔ ปี ๕ ปีก่อนจากนี้มีปัญหา ก็คือแต่ละหน่วย แต่ละกรม แต่ละกระทรวงทำงานกัน เราเสนออินทีเกรชัน (Integration) หรือการบูรณาการ ท่านนายกรัฐมนตรีเอง รวมทั้งนายกรัฐมนตรีท่านที่แล้ว เราจะเบื่อ คำว่า บูรณาการ มาก เพราะไม่เคยสำเร็จเลย คำว่า บูรณาการ เป็นคำที่ล้มเหลวเหมือนปรองดอง คล้าย ๆอย่างนั้นพูดขึ้นมาทุกคนก็เบ้หน้า ปัญหาเรื่องการบูรณาการมันล้มเหลวที่อะไร มันล้มเหลวที่งบประมาณนั่นแหละ เพราะการบูรณาการปัญหาเวลาทำจริงใครจะเป็นคน ออกเงินเป็นปัญหา เพราะว่าพอมารวมกันเสร็จงบประมาณใครออกล่ะ ตรงนี้ระบบ งบประมาณของเราเป็นของกรมใคร กระทรวงใครเป็นคนใช้ และใช้จากส่วนกลาง พอใช้จาก ส่วนกลางงบมันถูกขอ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต้องขอตามนี้ พอไปเชื่อมกันปั๊บ เวลาบูรณาการใครออกเงินอันนี้เป็นปัญหา แล้วก็พอออกเงินแล้วเรามีเคพีไอ (KPI) ใช่ไหม ที่ไปตรวจว่าคุณสำเร็จแค่ไหน มันเอาไปบูรณาการกันไม่ได้ เพราะระบบงบประมาณ มันไม่ยอมให้บูรณาการอีกแบบหนึ่ง ดังนั้นการบูรณาการที่ผ่านมาทั้งหมดถึงล้มเหลวหมด ผลงานเป็นของใคร สมมุติทำงานสำเร็จเป็นของกระทรวงในเวลาร่วมกัน ขณะนี้เราต้อง ยอมรับว่าการบูรณาการถ้าเราไม่ดัดเรื่องงบประมาณเงินก็สูญเปล่าอีก ต้องมีการจัด แต่ผม จะเลยไปว่าดังนั้นระบบการทำงานในอนาคตที่บูรณาการไม่เวิร์ก (Work) แล้ว และจะมีอะไร มาแทน ยิ่งหนักเข้าไปอีกท่านประธาน ขณะนี้ระบบที่ใช้ได้ในการบริหารของเราก็คือเป็น ลักษณะแบบสอดประสานหรือคอลลาโบเรชัน (Collaboration) เวิร์ก (Work) กว่าเยอะ หมายความว่าที่เมื่อสักครู่คุยกันแล้วว่าแต่ละกระทรวงส่งคนของตัวเองไปเอาไปช่วยงานนี้ รัฐบาลเป็นนโยบาย อธิบดีสั่งไป ก็ลงไปดูกัน แต่จริง ๆ แล้วคอลลาโบเรชัน (Collaboration) ก็คือว่าในพื้นที่หนึ่งไปทำงานร่วมกัน เป้าหมายงานจะเป็นสาระสำคัญให้ทุกคนลืมกรม ลืมกระทรวงของตัวเองเสียให้หมด แล้วมาลุยเรื่องงานกัน ผมยกตัวอย่างเรื่องนี้ว่า ที่มันเคยทำได้ชัด ๆ ก็คืออย่างโครงการฟาร์ม (Farm) ตัวอย่างในพระราชดำริของ สมเด็จพระบรมราชินีนาถมีอยู่หลายแห่ง ในนั้นกรมปศุสัตว์ คือมันเป็นร่วมกันมีที่อยู่ ประมาณร้อยกว่าไร่ที่ผมเคยยกขึ้นมาที่คลองหอยโข่ง บ้านท่านสมพงษ์ สระกวี นี่นะครับ อยู่ตรงนี้แล้วก็เป็นโครงการในพระราชดำริ ทุกกรมจากหลายกระทรวงมารวมกัน เป้าหมายก็คือ ทำโครงการนี้ให้สมเด็จพระบรมราชินีนาถ ทุกคนก็เลยใส่งบประมาณเข้ามา แล้วทุกคน ก็วัดความสัมฤทธิผลตรงนี้ จากปลาที่เลี้ยงโดยกรมประมง จากแพะที่เลี้ยงโดยกรมปศุสัตว์ จากกรมการข้าวที่ไปดู จากกรมแรงงานที่หาแรงงานมาให้ ทุกคนกลายเป็นผลงานของคอลลาโบเรชัน (Collaboration) ก็คือลักษณะของงานที่มีเป้าหมาย แต่นั่นเป็นโครงการในพระราชดำริ แต่โครงการที่เราเห็นขณะนี้ ลักษณะแบบนี้ถึงจะทำให้งานเราสำเร็จในเชิงพื้นที่แอเรียเบส (Area based) ได้ แต่ถามว่างบประมาณนี่ผมได้ยินว่าท่านกำลังจะปรับตรงนี้อยู่ว่าปรับแล้ว นี่จะไปเซิร์ฟ (Serve) ตรงนี้ได้ไหม ถ้าเซิร์ฟ (Serve) ตรงนี้ไม่ได้ งานที่เราจะใช้เป็นแอเรียเบส (Area based) ไม่มีทางเกิดขึ้นได้ เพราะว่ายังอยู่ที่ในส่วนกลาง เรื่องผลงานไม่ต้องไปพูดกัน เรื่องเงินที่จะลงไป ดังนั้นเป้าหมายของการสัมฤทธิผลของงานที่เป็นองค์รวมในเชิงพื้นที่ นี่มันสัมพันธ์กับงบประมาณ ตัวนี้จะเป็นจุดตายของงานนี้นะครับ ท่านประธานครับ ผมจะยกตัวอย่างสุดท้ายที่ชัด ๆ ว่าปัญหานี่ท่านจะตอบผมได้ไหมว่าจะแก้ปัญหาเหล่านี้ ได้อย่างไร เมื่อเช้านี้ผมไปหาท่านประธานสภาข้างหลัง ขออนุญาตท่านว่าวันพฤหัสบดีนี้ จะไปลงนามเอ็มโอยู (MOU) กระทรวงศึกษาธิการ เรื่องให้กระทรวงศึกษาธิการจัดหลักสูตร เรื่องความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนไปยังเด็ก ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก ท่านอนุมัติให้ผมแล้ว นะครับ คือเรื่องนี้พอเราเริ่ม ท่านตั้งกรรมาธิการ ผมไปคุยกระทรวงศึกษาธิการ พอไปคุยเสร็จ กระทรวงศึกษาธิการยินดีมาก แต่ว่าแผนงานของมันผ่านไปแล้ว นึกออกไหม คือพอมันเลย ไปแล้วเอากลับไม่ได้แล้ว ปรากฏว่าเห็น พอเห็นเราก็เลยต้องไปเชิญกรมการขนส่งทางบกมา แล้วก็ให้ของบจากประมูลเลขสวยที่ผมเคยตั้งขึ้นมา ขอมาบ้างมาแบ่งจัดการเรื่องนี้ วันพฤหัสบดีจะมีการลงนามกัน เรื่องโรดเซฟตี (Road Safety) ที่เราจะทำ ขณะนี้กำลังเสนอ ๗ วันอันตราย พอ ๗ วันอันตรายนี่ผมจะเสนอเข้าสภาวันที่ ๒ ที่จะถึง แต่วันที่ ๒ แล้วพอเสนอ ไปที่รัฐบาล รัฐบาลจะเสนอไปไม่ทันงบประมาณแล้ว หมายความว่าคนกำลังจะตาย ๘๐๐ คนนี่ ๗๐๐ คน ๘๐๐ คนในช่วงเทศกาลปีใหม่ งบประมาณไม่มี สิ่งที่เราเสนอ ก็คือว่ามีทางเดียวที่เราหวังได้ตอนนี้ซึ่งไม่รู้จะเวิร์ก (Work) หรือไม่เวิร์ก (Work) คือให้มี การประชุมกรรมการนโยบายโดยมีรองนายกรัฐมนตรีที่เสนอไปนี่เป็นประธาน ประมาณ พฤศจิกายน เพื่อจะได้ขอแปรญัตติงบประมาณจากปี ๒๕๖๐ คือมันเลยไปแล้ว ไม่รู้จะได้ หรือไม่ได้ ถ้าได้ก็จะได้เอามาใช้ เพราะว่ามันยังมีปัญหาอีก ท่านประธานที่เคารพ ปัญหาคือว่า ในแต่ละกรมขณะนี้พอเราทำงานหลัก ๆ แบบนี้เป็นงานเชิงนโยบาย เขาก็ให้ไปเจียดจ่ายเงิน งบประมาณจากกรม คุณก็ไปเอางบของกระทรวงคมนาคมสิ กระทรวงมหาดไทยก็ไปเอางบจาก กระทรวงมหาดไทยสิ มารวมกัน คือไปขอใช้งบของเขา ทั้ง ๆ ที่งานนี่รัฐบาลเสนองานใหม่ไป แบบนี้จะต้องมีการกำหนดว่ามีการประชุมแล้วก็ของบมาเพื่อจัดการกับงบประมาณตรงนี้ ไม่ใช่ใช้งบที่เขาทำมาทั้งปีแล้ว ลักษณะเป็นในเชิงโพลิซีเบส (Policy based) ตรงนี้จะเกิดขึ้น ได้ไหมไม่รู้ แต่ว่าเราจะเสนอไป เสนอเป็นวันเวลาว่าให้มีการประชุม แล้วก็ของบกลางฉุกเฉิน เพราะงบปัจจุบันนี้ผมไม่เชื่อว่าจะทันหรอก พอของบกลางฉุกเฉินถ้าได้ก็จะได้มาจัดการกับ ปีใหม่ที่จะถึงนะครับ เอาไปจ่ายค่าตั้งด่านบ้าง ค่าเครื่องเป่าที่ว่าแอลกอฮอล์เมากันเยอะ แต่เครื่องเป่าไม่มี เครื่องที่จะใช้จับ เพราะความเร็วเป็นจุดตายในเทศกาล ความเร็วมันใช้ตัว ยิงเรดาร์ (Radar) แล้วเราจะซื้อทันไหม ไม่มีทาง แล้วจะทำอย่างไร มีอยู่ประมาณ ๑๐ กว่าตัว ทั้งประเทศ จะจับกันทั้งหมดได้อย่างไร ประเด็นเหล่านี้เอาละผ่านไป ผมแค่ยกตัวอย่างว่า งบประมาณที่เรากำลังปฏิรูปจะมาทดแทนตรงนี้ได้ไหม มาแก้ปัญหาตรงนี้ได้ไหม

ประเด็นต่อมา ก็คือว่าเราจะเสนอแผนยั่งยืนนะครับ เป็นแผน ๕ ปี ปี ๒๕๖๐ กว่าจะเสนอไปที่ ครม. ครม. เห็นชอบนี่งบประมาณไปแล้ว ปี ๒๕๖๐ มีอยู่ ๖ ยุทธศาสตร์ ๖ ยุทธศาสตร์นี้จะประกาศใช้ปี ๒๕๖๐ ตั้งแต่เริ่มปี ๒๕๖๐ เรื่อยไปเรื่อยถึงปี ๒๕๖๔ แต่ปี ๒๕๖๐ นี่ไม่ทันแล้ว เพราะว่างบประมาณเลยไปแล้ว ดังนั้นสิ่งที่เราเสนอนี่เสนอฟ้า เสนอฝน ถ้าหากว่าเราไม่พิจารณาเรื่องงบประมาณ ฉะนั้นผมเรียนว่ายังมีโครงการแผนงาน ยั่งยืนอีกที่จะเสนอไป เรื่องประกันภัยบ้าง เรื่องการศึกษาบ้าง เรื่องศาลจราจรบ้าง สิ่งเหล่านี้ ต้องการงบประมาณทั้งสิ้น ดังนั้นผมจะสรุปอย่างนี้ครับว่าเรื่องราวที่เราบริหารประเทศ กันอยู่นี่บางทีเราอาจจะคิด คิดกันได้ทั้งนั้นแหละ แต่สาระสำคัญที่เป็นนโยบายและ ความสำเร็จอยู่ที่งบประมาณ ดังนั้นการที่เราจะใช้เวลาของงบประมาณมาคุยกันให้ชัด เพื่อจะปฏิรูปบางทีสภานี้การปฏิรูปที่แท้จริง ที่ยิ่งใหญ่สุดคือปฏิรูประบบงบประมาณ ถ้าเราทำได้ ซึ่งมันอยู่ในจังหวะที่ค่อนข้างดี ก็อยากจะสนับสนุน แต่ว่าอย่างที่เรียนแล้วว่า ผมต้องกราบขอความกรุณาท่านสมาชิก ท่านทุกคนมีความรู้เรื่องนี้ในมุมของท่านมากกว่า ผมแน่นอน ก็อยากจะให้ช่วยกันระดม เพราะขณะนี้ในความเห็นผมนี่คือกรรมาธิการเต็มสภา เราจะได้ รวบรวมความเห็นไปแล้วก็ถ้ามันมีน้ำหนักมันจะดีนะครับ ผมเชื่อมันจะดีมากแล้วก็รัฐบาล จะทำตาม แล้วก็นั่นละคือการปฏิรูปประเทศครั้งยิ่งใหญ่ของเรา กราบเรียนด้วยความเคารพครับ ขอบคุณครับ