กษิต หารือปฏิรูประบบงบประมาณ-เน้นกระจายอำนาจ-ลดเหลื่อมล้ำ

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๓๖ · ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๕๙

กษิต ภิรมย์ หารือการปฏิรูประบบงบประมาณและการจัดสรรงบประมาณเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเน้นความจำเป็นในการกำหนดหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน พร้อมเสนอให้ทบทวนบทบาทองค์กรชุมชนและหน่วยงานรัฐเพื่อลดความซ้ำซ้อน ส่งเสริมการจัดทำแผนพัฒนาจังหวัดร่วมกับประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผลักดันการกระจายอำนาจอย่างแท้จริงผ่านการโอนงบประมาณ บุคลากร และภารกิจสู่ท้องถิ่น และเรียกร้องให้ยุบกองทุนหรือองค์การมหาชนที่ไม่จำเป็น ปรับปรุงวัฒนธรรมการรับงานฝากในราชการ และกำหนดบทบาทธนาคารรัฐให้เป็นกลางทางการเมืองเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการบริหารจัดการงบประมาณและนโยบายระดับชาติอย่างยั่งยืน

นายกษิต ภิรมย์

ขอบคุณครับ ท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สปท. อันดับ ๗ เผอิญได้อยู่ในสภาผู้แทนราษฎร เรื่องงบประมาณก็ได้ผ่านตามาหลายครั้ง แล้วก็ได้ร่วมอภิปราย บางสิ่งบางอย่างได้เคยพูดในสภาผู้แทนราษฎรก็ขอนำมากล่าวย้ำ ที่นี่นะครับ เพื่อจะได้เป็นประโยชน์ต่อคณะกรรมาธิการ แล้วก็ต่อ สปท. โดยองค์รวม ท่านประธานครับ ผมคิดว่าในการที่จะทำงบประมาณประจำปี และในการที่จะวางแผน งบประมาณระยะ ๕ ปีของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แล้วก็อาจจะเป็นถึง ๒๐ ปีของ คสช. ต้องถามก่อนว่าเราจะเอาเงินภาษีราษฎรไปทำอะไร เป้าหมายจริง ๆ ซึ่งในมุมมองของกระผมคิดว่ามี ๒ คำที่สำคัญ

อันที่ ๑ คือการลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย หรือว่าจะใช้อีกมุมมองหนึ่ง คือเติมให้เต็มในสิ่งที่ขาด ภาษาอังกฤษที่ใช้กันทั่วสหภาพยุโรปใช้คำว่า อีควอไลเซชัน (Equalization) คือทำให้มันเสมอเหมือนกันทั้งประเทศมีความทัดเทียม ไม่มีพื้นที่แล้วก็ไม่มี กลุ่มคนที่ถูกตกหล่นหรือว่าถูกลืมอีกต่อไป มันต้องเติมให้เต็ม เพราะฉะนั้นงบประมาณ ๑ ปี แผน ๕ ปีของงบประมาณหรือ ๒๐ ปี จะต้องนำไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำในสังคม เป็นสำคัญ ทั้งที่ตัวคนแล้วก็ทางด้านกายภาพที่ปรากฏให้เห็นว่าต่อไปนี้ในสังคมไทยอีก ๕ ปี ๑๐ ปีข้างหน้าจะต้องไม่มีความเหลื่อมล้ำอย่างแน่ชัดนะครับ

อันที่ ๒ อีกคำหนึ่งก็คือประเทศไทยกับโลกาภิวัตน์ ก็จะต้องเพิ่ม ขีดความสามารถของประเทศไทยในการแข่งขันในเวทีระหว่างประเทศโดยเฉพาะ ทางด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การท่องเที่ยว แม้กระทั่งองค์ความรู้ทางด้าน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อที่จะได้หลุดออกไปจากสภาวะติดชะงักอยู่ในเรื่องของ อุตสาหกรรมขนาดเบา ไม่มีเทคโนโลยีหรือใช้ภาษาอังกฤษที่เราได้พูดกันหลายครั้งในสภานี้ คือมิดเดิล อินคัม แทรป (Middle Income Trap) เพราะฉะนั้นการใช้งบประมาณ ๒ เรื่อง ที่สำคัญ ลดความเหลื่อมล้ำให้ประเทศไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันที่เราได้พูดกัน มากเรื่องเศรษฐกิจสมัยใหม่นิวอีโคโนมี (New economy) ต่าง ๆ เหล่านี้

ประเด็นที่ ๒ ก็คือแล้วใครควรจะเป็นหน่วยงานฐานที่จะต้องรับผิดชอบ ในเรื่องนี้เบื้องต้น ก็แน่นอนต้องเป็นสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงาน เศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ คิดว่าเป็นหน่วยงานหลักที่จะต้อง ระดมสมอง แล้วก็ทางภาคประชาชน แน่นอนก็มีสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าไทย สมาคมธนาคารไทย ภาคประชาชนและประชาสังคมก็แน่นอน มีสภาพัฒนาองค์กรชุมชนเป็นหลัก และทุกกระทรวง ทบวง กรม ก็ไปตั้งองค์กรชุมชน กันขึ้นมาก็อยากจะฝากทางคณะกรรมาธิการช่วยประมวลด้วยครับ กระทรวงมหาดไทย มีกี่องค์กรประชาชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวง สาธารณสุข มันมากมายเยอะแยะไปหมดเลย แม้กระทั่งสภาพัฒนาการเมืองก็อยากจะไป ตั้งสภาพลเมือง มันยุ่ง สับสน ซับซ้อน ก็น่าจะมาตกลงกันเสียให้แน่ชัดว่าทางภาคประชาชน ที่ว่านั้น ประชาชน ใคร ที่ไหน อย่างไรนะครับ นอกเหนือจากที่เราได้มีสภาจังหวัด มีสภาเทศบาล มีสภาตำบล ก็เป็นตัวแทนของประชาชน แล้วเรายังจะไปตั้งกันมากมาย ก็เลยไม่รู้ว่าประชาชนที่จะเสนอข้อคิดเห็นเข้ามาว่าในเรื่องของงบประมาณนั้น ประชาชน เหล่านั้นคือใครแล้วก็ผ่านหน่วยงานใด อันนี้เป็นเรื่องที่สำคัญที่อยากจะฝากไว้ด้วยว่า ๔ หน่วยงาน ๕ หน่วยงานที่ผมได้กล่าวมาแล้วกับองค์กรทางด้านภาคเอกชนประชาสังคมนั้น จะต้องเข้ามามีส่วนร่วมด้วย

ทีนี้ประเด็นที่ ๓ คือการมีส่วนร่วมหรือการทำแผนนะครับ มันก็คงจะแบ่ง ออกมาเป็น ๒ ส่วน แผนระดับประเทศเพื่อจะลดความเหลื่อมล้ำแล้วก็เพิ่มขีดความสามารถ อันนี้ก็น่าจะเป็นสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง สำนักงบประมาณ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ น่าจะให้เห็นได้ว่าทั่วประเทศนั้นยังขาดกี่สะพาน ยังขาดถนนยางมะตอย อีกเท่าไร ขาดคลองชลประทานเท่าไร มันต้องเติมให้เต็มเสียก่อนนะครับ อันนี้เป็นเรื่องที่ สำคัญ

อันที่ ๒ ก็เป็นระดับจังหวัด ก็แน่นอนท่านผู้ว่าราชการจังหวัดกับทาง ฝ่ายปกครองท้องถิ่นต้องทำแผนจังหวัดออกมาให้ได้ โดยประชาชนพลเมืองในจังหวัดนั้น ๆ จะเป็นกี่องค์กรต้องมามีส่วนร่วมนะครับ เพราะฉะนั้นแผนระดับประเทศ แผนระดับจังหวัด ซึ่งในอายุของ สปท. เราน่าที่จะสามารถที่จะทำแผนอันนี้ได้ผ่านหน่วยงานดังที่ผมได้กล่าว มาแล้วนะครับ

ส่วนอันที่ ๓ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก ก็คือว่านอกเหนือจาก งบประมาณของหลวงส่วนกลางประมาณ ๒ ล้านล้านบาท ๓ ล้านล้านบาท ผมก็ยินดีแล้วก็ เห็นด้วยว่าต้องดูงบนอกนะครับ แล้วก็ต้องดูงบของกองทุนต่าง ๆ ๓๐ กองทุนแล้วก็ต้องดูงบ ขององค์การมหาชนด้วย แล้วก็ต้องดูงบของธนาคารรัฐอีก ๔ ธนาคาร ๕ ธนาคารด้วยกัน ต้องเอามาตั้งทั้งหมดแล้วก็บอกทั้งหมดนี่มันกำลังวิ่งไปในเรื่องของการที่จะลดความเหลื่อมล้ำ ในสังคมไทยและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยหรือเปล่า แล้วจะ เป็นไปได้ไหมว่าพวกกองทุนทั้งหลาย ๓๐ กองทุนควรจะยุบเสียแล้วก็โอนงานเหล่านี้กลับไป ที่กระทรวง ทบวง กรม ส่วนองค์การมหาชนนี่ก็เป็นที่ทำมาหากินของผู้ที่อยู่เคียงข้างกับ อำนาจทางการเมือง หลายองค์กรเงินเดือน ๓๐๐,๐๐๐ บาท มากกว่านายกรัฐมนตรี ๒ เท่า แล้วก็เดินไปเดินมาไม่ได้มีประโยชน์อะไรเลย อันนี้ต้องพูดกันตรงไปตรงมา แล้วจะปฏิรูปกัน แล้วผมขอเสนอไว้ด้วยว่ายุบกองทุน ๓๐ กองทุนให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ แล้วก็ยุบพวก องค์การมหาชนเกี่ยวกับการท่องเที่ยวก็มีตั้ง ๓ อัน ๔ อัน ไม่ได้มีประโยชน์อะไรเลยนะครับ อันนี้ขอเรียนไว้ ส่วนอีกอันหนึ่งนอกเหนือจากกองทุนอะไรต่าง ๆ เหล่านี้แล้วก็ต้องดูด้วยว่า งานฝากคือมันเป็นเรื่องมหัศจรรย์ เช่น การปราบปรามยาเสพติด งบประมาณที่ ป.ป.ส. ก็ตก ประมาณ ๓,๐๐๐ ล้านบาท ๔,๐๐๐ ล้านบาท แต่งบที่ปราบปรามยาเสพติดมันฝากไว้ที่ กระทรวง ทบวง กรม อื่น ๆ อีกประมาณล้านกว่าบาทตัวเลขผมอาจจะผิดเล็กน้อยไปอยู่ที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไปอยู่ที่กระทรวงมหาดไทย ไปอยู่ที่กระทรวงกลาโหม เป็นไปได้ อย่างไร ผมคิดว่างานฝากเหล่านี้ต้องเลิกวัฒนธรรมของการมีงานฝากครับ หน่วยงานใด เป็นหน่วยงานหลักทำงานที่เป็นหลักของตัวเอง ไม่มีหน้าที่ที่จะต้องรับงานฝากมา หรือไม่ ก็ทำงานให้ฝากกลายเป็นงานสำคัญกับงานประจำต้องเปลี่ยนวัฒนธรรมนี้ด้วยนะครับ อันนี้ ก็ไปดูเรื่องของอาเซียน (ASEAN) นี่แทบจะมีทุกกระทรวง ทบวง กรม ทุกมหาวิทยาลัย ไม่ได้มีความจำเป็นถึงขนาดนั้นมันไล่ไปได้เรื่องต่าง ๆ เหล่านี้นะครับ ส่งเสริมวัฒนธรรม ประเทศไทย ส่งเสริมสถาบันพระมหากษัตริย์ งานต่าง ๆ เหล่านี้งานหลักควรจะเป็น กระทรวงวัฒนธรรม หน่วยงานอื่นไม่จำเป็นที่จะต้องเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เพราะฉะนั้น เรื่องงานฝาก กองทุน องค์การมหาชน ภารกิจของธนาคารของรัฐต้องเป็นธนาคารออมสิน ก็ต้องออมสิน ธ.ก.ส. ก็ต้องเกษตรกร จะต้องออกกฎหมายห้ามมิให้รัฐบาลที่มาจาก ฝ่ายการเมืองใด ๆ ไปเอาเงินของประชาชน เงินของภาษี เงินฝากของผู้ยากไร้เอาไปปู้ยี่ปู้ยำ กับนโยบายประชานิยมมันต้องมีวินัยต่อธนาคารที่เป็นของรัฐด้วย ไม่อย่างนั้นก็ต้องทยอยเข้า คุกกันไปเป็นแถว ก็เห็น ๆ อยู่กันใช่ไหมครับ ๑๘ คน ๑๙ คน ที่ธนาคารกรุงไทย ก็เพื่อน ๆ กันทั้งนั้นแล้วก็รู้สึกเสียใจ แต่ว่าเมื่อไปโอนอ่อนต่ออำนาจทางการเมืองผลพลอยได้ที่ได้มา ก็จะเป็นเช่นนี้ แล้วก็จะต้องไม่ปล่อยให้ธนาคารของรัฐเป็นเครื่องมือทางการเมืองอีกต่อไป นะครับ อันนี้ผมก็อยากจะขอเน้นประเด็นเหล่านี้ด้วย

ส่วนสิ่งที่จะต้องขอพูดอีกประเด็นหนึ่งเป็นประเด็นสุดท้ายก็คือว่าเราจะทำ อย่างไรให้มีการมีส่วนร่วมให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้นะครับ – และถ้าเผื่อจะเป็นในระดับชาติ จะมีการประชุมร่วมกันระหว่าง สปท. กับ สนช. ตอนนี้ หรือไม่ มันจะได้ดูภาพรวมของประเทศร่วมกับคณะกรรมการยุทธศาสตร์แห่งชาติ แล้วก็สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ คือจะว่ากันแล้วมันต้องมายำใหญ่ด้วยกัน นั่นเป็นประเด็นที่ ๑

๒. ในระดับจังหวัด ก็ต้องพูดกันให้แน่ชัดว่า ณ วันนี้ผู้ว่าราชการจังหวัด ยังเป็นเบอร์หนึ่งอยู่ เพราะต้องประมวลรวบรวมทุกหน่วยงานเข้ามาเกี่ยวข้อง และให้มีแผนจังหวัด กำหนดระดับความสำคัญก่อนหลังมาให้มันแน่ชัด แล้วก็เอางบประมาณของกระทรวง ทบวง กรม ที่ผ่านสำนักงานต่าง ๆ ที่ลงไปที่จังหวัดมาบวกกับงบผู้ว่าราชการจังหวัดประมาณ คนละร้อยกว่าล้านบาท บวกกับงบ อบจ. แล้วมาดูสิว่าในแต่ละจังหวัดนั้นมีเงินเท่าไร และต้องมีการบูรณาการของการจัดลำดับความสำคัญก่อนหลังนะครับ คู่ขนานกันไป มันก็ต้องไปเกี่ยวกับการปฏิรูปราชการแผ่นดิน อะไรที่เป็นงานที่ท้องถิ่นจะทำได้ อย่ามาพูด ว่าท้องถิ่นยังไม่เข้มแข็ง มันต้องบอกว่าต้องปล่อยงานจากส่วนกลางมาให้ท้องถิ่นเสียก่อน โอนทั้งงบประมาณ โอนทั้งคน แล้วก็โอนทั้งภารกิจ ๓ อย่างมันต้องไปด้วยกันครับ ไม่อย่างนั้นก็จะมาพูดกันอยู่ตลอดเวลาว่า ท้องถิ่นยังไม่แข็งแรงเพราะฉะนั้นโอนไม่ได้ ก็ต้องบอกว่าต้องทำให้ท้องถิ่นแข็งแรงเสียก่อน แล้วก็โอนงานมา มันอยู่ที่ว่าจะเอากับท้องถิ่น เรื่องของการกระจายอำนาจ แล้วก็การเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างจริงจังหรือไม่ และถ้าเผื่อประชาชนแข็งแรงในแต่ละจังหวัด แผนประจำจังหวัดมันก็จะเกิดขึ้นได้ งบประมาณมันก็จะไหลเข้ามาได้อย่างเป็นกิจจะลักษณะ เพราะรู้ว่าอะไรเป็นอะไรและมัน อยู่ที่ไหน และทุกคนได้มีส่วนร่วม ก็ขอขอบคุณเท่านี้ครับท่านประธาน