กฤษฎา สนับสนุนวินัยการคลังชี้แจงเพิ่มหนี้รัฐวิสาหกิจ

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๓๖ · ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๕๙

กฤษฎา จีนะวิจารณะ แสดงความเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติการเงินการคลังของรัฐ โดยสนับสนุนการกำหนดวินัยการคลังผ่านกฎหมายเพื่อความยั่งยืน แต่เสนอให้ชี้แจงเพิ่มเติมเรื่องการนับหนี้สาธารณะของรัฐวิสาหกิจสถาบันการเงินเพื่อป้องกันปัญหาการตีความ พร้อมเสนอให้มีการประชุมร่วมระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดกรอบวินัยการเงินการคลังอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการตั้งงบประมาณรายจ่ายด้านการลงทุนและการชำระคืนหนี้ที่ต้องโปร่งใสและมีเป้าหมายชัดเจน รวมถึงเสนอการจัดตั้งงบกลางไม่เกิน 2.5 เปอร์เซ็นต์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่าย ผลักดันการคลังท้องถิ่น การจัดเก็บภาษีที่ดิน การรวบรวมข้อมูลทางการคลังให้โปร่งใส และการจัดสรรรายได้ตามภารกิจท้องถิ่นภายใต้กระบวนการงบประมาณเชิงพื้นที่ อีกทั้งเห็นด้วยกับการพัฒนาสำนักงบประมาณประจำรัฐสภาให้เป็นหน่วยงานสนับสนุนข้อมูลแก่สมาชิกโดยไม่ต้องตั้งหน่วยงานใหม่เพื่อลดภาระงบประมาณ

นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ

ขอบคุณครับท่านประธานครับ ผม กฤษฎา จีนะวิจารณะ สปท. หมายเลข ๒ นะครับ ได้รับมอบหมายจากท่านประธานสถิตย์ให้มา นำเสนอความเห็นในวันนี้นะครับ ก่อนอื่นก็ต้องขอบคุณท่านกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดินที่ได้นำเรื่องนี้เข้ามาสู่ที่ประชุมในวันนี้ จริง ๆ แล้วเป็นสิ่งที่เรารอคอยนะครับ คือทางการเองเรารอคอยมานานนะครับ ก็เริ่มตั้งแต่ ช่วงสมัยท่านประธานดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการสำนักงบประมาณกับท่านประธาน กรรมาธิการของผมด้านเศรษฐกิจ ท่านสถิตย์เป็นปลัดกระทรวงการคลัง ช่วงนั้นก็มีดำริกัน ผมจำได้ว่ามีการทำเรื่องของงบประมาณสมดุล ได้มีการเซ็นกัน ลงนามกันไว้เรียบร้อยแล้ว แต่เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจปัญหาบ้านเมืองช่วงนั้นมีปัญหามาโดยตลอดนะครับ ก็ไม่สามารถดำเนินการได้นะครับ สำหรับในด้านของทางการนั้นเนื่องจากตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ ก็ได้กำหนดไว้ชัดเจนว่าจะต้องมีกฎหมายการเงินการคลังภาครัฐ ซึ่งเป็นเรื่อง ของการกำหนดวินัยเรื่องการเงินการคลัง ตอนนั้นก็มีการยกร่างเสร็จแล้ว แล้วก็ได้มีการ นำเสนอไปได้ระดับหนึ่งแล้ว แต่เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองก็เลยไม่ได้ ดำเนินการต่อ ก็มาถึงในยุคนี้ก็ได้มีการผลักดันกันต่อไป ซึ่งก็ได้มีการปรับปรุงเรื่องของวิธีการ งบประมาณด้วย อันนี้ก็เป็นสิ่งที่จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งนะครับ ในเรื่องของพระราชบัญญัติ การเงินการคลังของรัฐ เดิมทีตอนที่สมัยรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ นั้นได้มีการนำเสนอ โดยมีการกำหนดไว้ชัดเจนว่า ต้องมีหัวข้อ ๗ เรื่อง ๘ เรื่องตามรัฐธรรมนูญที่ชัดเจนนะครับ พอมาในชั้นนี้ก็ได้มีการนำร่างอันนั้นมาปรับปรุงอีกครั้งหนึ่งแล้วก็นำเสนอไป ซึ่งบัดนี้ กระทรวงการคลังก็ได้เสนอไปแล้วตามที่ท่านกรรมาธิการได้เรียนไปว่าได้ผ่าน ครม. ไปแล้ว และไปอยู่ในชั้นของคณะกรรมการกฤษฎีกากำลังตรวจร่างกันอยู่นะครับ ก็มีหลาย ๆ ประเด็นที่มีความสำคัญต่อความยั่งยืนทางการคลังของประเทศเราอย่างยิ่งนะครับ ผมขอเรียนในภาพรวมว่า ข้อเสนอที่ท่านนำเสนอเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อความยั่งยืน ในระยะยาวเนื่องจากเป็นเรื่องของการรักษาวินัยการเงินการคลัง ที่จริง ๆ แล้วถามว่ามีไหม ในประเทศไทย จริง ๆ แล้วมีอยู่ มีอยู่ตลอดเวลาแต่มันกระจัดกระจายอยู่ตามที่ต่าง ๆ มันเป็น ระเบียบบ้าง เป็นมติ ครม. บ้าง เป็นสิ่งที่ถือปฏิบัติกันมาบ้างนะครับ อันนี้ก็เอามาทำให้เป็น รูปธรรมโดยการมาเขียนกฎหมายให้ชัดเจนนะครับ ซึ่งครอบคลุมถึงเรื่องวินัยทางการคลัง เรื่องของระบบงบประมาณ เรื่องของการคลังท้องถิ่น รวมทั้งเรื่องของระบบการตัดสินใจของ รัฐสภาในเรื่องของเงินนอกงบประมาณและเงินกองทุนนะครับ อันนี้ก็ตามเนื้อหาที่ท่านได้นำเรียนที่ประชุมไปนะครับ สำหรับความเห็นในบางประเด็น ซึ่งอาจจะมีประเด็นอยู่บ้างในส่วนที่ท่านนำเสนอแก้ไขนี้ในเรื่องของ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ หนี้สาธารณะต่อจีดีพี (GDP) ซึ่งเป็นสิ่งที่ค่อนข้างจำกัดอยู่พอสมควรนะครับ เพราะว่า ในร่างมาตราถัดไปของท่าน ท่านเขียนในลักษณะซึ่งผมไม่แน่ใจท่านอาจจะต้องอธิบาย อีกนิดหนึ่งว่ารัฐวิสาหกิจที่ท่านกำหนดว่าให้ต้องรายงานเรื่องหนี้สาธารณะเป็นรัฐวิสาหกิจ ที่เป็นสถาบันการเงินจะต้องนำมารายงานรวมในเรื่องของหนี้สาธารณะต้องกำหนดให้ชัดเจน ว่าจริง ๆ แล้วเป็นหนี้สาธารณะหรือเปล่า เพราะว่ารัฐวิสาหกิจที่เป็นสถาบันการเงิน มีค่อนข้างเยอะนะครับ แล้วก็ภาระหนี้ของเขาบางทีจะเป็นหนี้แค่ช่วงข้ามวันข้ามคืนเท่านั้น ถ้านับมาเป็นหนี้สาธารณะด้วยอาจจะมีประเด็นปัญหาซึ่งจะสอดคล้องกับเรื่อง ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของท่านอยู่ แล้วมันก็มีหลายสถาบันการเงิน ไม่ว่าจะเป็นธนาคารออมสิน ธ.ก.ส. ธนาคารกรุงไทย หลาย ๆ ธนาคาร ซึ่งจะมีประเด็นอยู่บ้าง อันนี้ก็คงจะต้องทำ ความชัดเจนให้ได้นะครับ เพราะไม่อย่างนั้นการกำหนดเรื่องของ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ต่อจีดีพี (GDP) จะมีปัญหาค่อนข้างเยอะนะครับ ซึ่งอาจจะต้องเขียนข้อยกเว้นไว้ด้วยมิฉะนั้นอาจจะ ปฏิบัติได้ยากนะครับ

ในประเด็นต่อไป อันนี้ก็ค่อนข้างจะเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งในเรื่องของ การประชุมร่วมกัน ๔ หน่วยงานและอยากจะให้มีฝ่ายนโยบายเข้ามาร่วมอยู่ด้วย ซึ่งจริง ๆ แล้วปัจจุบันก็ทำกันอยู่แล้วนะครับ ก็มีการประชุมร่วมกัน ๔ หน่วยงาน แล้วก็มี ท่านรองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลด้านเศรษฐกิจเข้ามาประชุมร่วมกันอยู่แล้วในการกำหนด นโยบายงบประมาณในแต่ละปี แล้วก็ในระยะปานกลางอยู่ด้วยนะครับ

สำหรับเรื่องของการดำเนินการนโยบายกึ่งการคลังที่มีข้อจำกัดที่เสนอไว้ว่า ควรจะมีกรอบให้ชัดเจน อันนี้เห็นด้วยอย่างยิ่งนะครับ ในเรื่องของการกันเงินภาษีอากร ออกไป อันนี้ก็เป็นหลักการที่ดีนะครับ ซึ่งเป็นหลักการที่ดีในด้านของวินัยการเงินการคลังว่า ไม่ควรจะมีการกันเงินภาษีออกไปใช้ที่ไม่ผ่านกระบวนการงบประมาณนะครับ นอกจากนี้ ยังเห็นว่ากรอบวินัยการเงินการคลังในบางเรื่องที่อยู่ในกฎหมายการเงินการคลัง ซึ่งผมคิดว่า ท่านอาจจะเห็นด้วยแต่ท่านยังไม่ได้เขียนไว้หรือว่าแสดงความเห็นที่ชัดเจนว่าควรจะเห็นด้วย ไปเลยเพื่อที่จะให้ทางคณะกรรมการกฤษฎีกาได้มีการพิจารณาในประเด็นนี้ด้วยนะครับ ก็มีอยู่หลายประเด็นที่ในรายงานนี้ยังไม่ได้เขียนไว้ชัดเจนในเรื่องของการตั้งงบประมาณ รายจ่ายในเรื่องของการลงทุนนะครับ ผมเข้าใจว่าในร่างเขียนไว้ชัดเจนว่างบลงทุนต้อง ไม่น้อยกว่าส่วนที่ขาดดุลงบประมาณ อันนี้ถ้าเราเห็นด้วยก็ควรจะเขียนให้ชัดเจนไปเลย ในความเห็นนะครับ

และอีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องของการชำระคืนหนี้เงินกู้ ซึ่งในร่างกฎหมายที่แนบมานี้ เข้าใจว่าเขียนไว้ชัดว่าการคืนหนี้เงินกู้ไม่ควรน้อยกว่าร้อยละ ๓ ตั้งงบประมาณรายจ่ายคืนหนี้ ไม่ควรน้อยกว่าร้อยละ ๓ แต่ก็ยังมีข้อยกเว้นในกรณีที่มีเหตุจำเป็นนะครับ ในบางปีก็ให้ เหตุผลต่อสภาได้นะครับ

อีกประเด็นหนึ่งคือในเรื่องของการตั้งงบกลางสำหรับเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณี ฉุกเฉินหรือจำเป็น เข้าใจว่าในกฎหมายที่ท่านแนบมานี้จะเขียนไว้ค่อนข้างชัด จำนวนตัวเลข ว่าไม่ควรเกินเท่าไร อันนี้ถ้าเกิดเราเห็นด้วยถ้าผมจำไม่ผิดคือ ๒.๕ ว่าไม่ควรจะตั้งเกิน ๒.๕ เพื่อที่จะได้นำเงินงบประมาณส่วนที่เหลือนั้นไปใช้ในการพัฒนาได้อย่างเต็มที่นะครับ อันนี้ถ้าเกิดเราเห็นด้วยก็ควรจะมีข้อเสนอแนะไปเลยที่ชัดเจนนะครับ

สำหรับเรื่องของการคลังท้องถิ่น ในหลักการเห็นด้วยอย่างยิ่งที่อยากจะให้ ท้องถิ่นมีการจัดเก็บภาษีของตนเองมากขึ้น ซึ่งภาครัฐก็ได้มีการนำเสนอกฎหมายภาษีที่ดิน และสิ่งปลูกสร้างไปแล้วนะครับ อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้ท้องถิ่นมีรายได้เพิ่มขึ้นได้

สำหรับเรื่องการเพิ่มขีดความสามารถของท้องถิ่นนั้นในการบริหารการคลัง อันนี้ก็เป็นสิ่งที่มีความพยายามระหว่างรัฐบาลกลางกับรัฐบาลท้องถิ่นมาโดยตลอดนะครับ ในเรื่องของข้อมูล อันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมากข้อมูลของท้องถิ่น ปัจจุบันมีการจัดเก็บแต่ยัง ไม่เป็นระบบมากนักนะครับ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ดีที่มีการนำเสนอในเรื่องของการรวบรวมข้อมูล ของการคลังท้องถิ่น เพื่อให้มีความถูกต้องมีความโปร่งใส แล้วก็สามารถไปวิเคราะห์ฐานะ ทางการคลังของท้องถิ่นได้อย่างแม่นยำนะครับ แต่อย่างไรก็ดีผมมีความเห็นเพิ่มเติมเล็กน้อย ในเรื่องของการจัดสรรรายได้ของท้องถิ่น อันนี้ก็จะมีเรื่องของหน้าที่ตามภารกิจของท้องถิ่น อันนี้ก็คงจะต้องจัดสรรให้สอดคล้องกันซึ่งก็มีคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นอยู่ตรงนี้ก็คงจะต้องไปพิจารณากันให้ดีว่า เมื่อมีการจัดสรรเงินไปแล้ว ก็ควรจะมีภารกิจให้สอดคล้องกับรายได้ของท้องถิ่นนั้นด้วย

สำหรับเรื่องของกระบวนการงบประมาณนั้น ท่านประธานได้เรียนไป ค่อนข้างเยอะแล้ว ก็เห็นด้วยอย่างยิ่งในเรื่องของการจัดงบประมาณเชิงพื้นที่นะครับ ซึ่งก็ได้มีการเริ่มไปแล้วในปีนี้ก็มีการดำเนินการก็จะทำให้มีการพัฒนาได้อย่างเต็ม รูปแบบมากขึ้นนะครับ

สุดท้ายในเรื่องของการเสนอพัฒนาสำนักงบประมาณประจำรัฐสภาให้เป็น หน่วยงานหลักที่สนับสนุนข้อมูลให้แก่สมาชิกรัฐสภาในการพิจารณากฎหมาย โดยไม่จำเป็น จะต้องตั้งหน่วยงานขึ้นมาใหม่เพื่อให้เป็นภาระต่องบประมาณนั้น ผมก็เห็นด้วยอย่างยิ่ง นะครับว่ามันเป็นช่องทางที่ดีอยู่แล้ว และไม่เพิ่มภาระทางงบประมาณ ขอบคุณครับ