พิสิษฐ์ เป้าอินทร์ หารือแนวทางการปฏิรูปการประสานงานกับผู้ให้บริการสื่อออนไลน์ทั้งในและต่างประเทศ โดยเสนอให้ตั้งศูนย์ข้อมูลกลางเพื่อจัดการการบล็อกข้อมูลผิดกฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมผลักดันระบบอีคอร์ตเพื่อจัดเก็บและตรวจสอบคำสั่งศาลปิดกั้นเว็บไซต์แบบดิจิทัล และเน้นย้ำความจำเป็นในการปรับปรุงมาตรการจัดเก็บภาษีจากผู้ให้บริการออนไลน์ต่างประเทศให้เป็นธรรมและสอดคล้องกับสากล ผ่านความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาค เพื่อป้องกันการสูญเสียรายได้แผ่นดินและสร้างความเสมอภาคในการแข่งขันทางธุรกิจ
กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ ท่านสมาชิก กระผม พลตำรวจตรี พิสิษฐ์ เป้าอินทร์ กรรมาธิการ ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการปฏิรูปด้านสื่อออนไลน์ (Online) ขอนำเสนอผลการศึกษาและข้อเสนอแนะการปฏิรูปด้านช่องทางการประสานงานกับ ผู้ให้บริการสื่อออนไลน์ (Online) ที่อยู่ในประเทศและต่างประเทศ ในสภาพปัญหาในการใช้ สื่อออนไลน์ (Online) ทั้งในและต่างประเทศเกิดปัญหาในการประสานงานความร่วมมือ กับผู้ให้บริการสื่อออนไลน์ (Online) ในต่างประเทศ เนื่องจากอยู่นอกเขตอำนาจ ของกฎหมายไทย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่มีระบบการระงับการแพร่หลายเว็บไซต์ (Web site) ที่ไม่เหมาะสมหรือผิดกฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพเพียงพอ ทำให้ไม่ทันต่อ การแก้ไขสถานการณ์และการปฏิบัติงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้ให้บริการสื่อออนไลน์ (Online) ในต่างประเทศใช้ช่องว่างกฎหมายหลีกเลี่ยงการเสียภาษีในการทำธุรกรรม หรือการโฆษณาออนไลน์ (Online) ผลสรุป ผลการศึกษาและข้อเสนอแนะในการปฏิรูป เราสรุปได้เปึน ๓ ประเด็น ก็คือ ๑. ในการสร้างช่องทาง การประสานงานกับผู้ให้บริการสื่อออนไลน์ (Online) ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยทางตรงและทางอ้อม การจัดทําระบบการแพร่หลาย (ป่ดกั้น) ข้อมูลที่ไม่เหมาะสมหรือผิดกฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ แล้วก็การขอให้ ผู้ให้บริการสื่อออนไลน์ในต่างประเทศหันมาให้ความร่วมมือมากขึ้น ด้วยมาตรการทางภาษี
ปัญหาประเด็นแรก ทางกรรมาธิการเราได้ศึกษาและพบว่าเรามีแนวทาง แก้ไขในการสร้างช่องทางการประสานงานกับผู้ให้บริการสื่อออนไลน์ (Online) ในประเทศ และต่างประเทศโดยทางตรงนะครับ ทางตรงอย่างที่ได้นําเรียนท่านประธานและ เพื่อนสมาชิกแล้วว่าผู้ให้บริการสื่อออนไลน์ (Online) ส่วนใหญ่อยู่ในต่างประเทศอยู่นอกเขต อำนาจกฎหมายไทย ฉะนั้นในการใช้อำนาจทางกฎหมายไม่สามารถที่จะดำเนินการในภาค บังคับให้ผู้ให้บริการสื่อออนไลน์ (Online) เหล่านั้นให้ความร่วมมือได้ การพูดคุยเจรจา ขอความร่วมมือเปึนช่องทางการประสานงานทางตรงที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็คือกระทรวง ไอซีที (ICT) จะต้องสร้างระบบผู้ประสานงานตรงก็คือพอยต์ ออฟ คอนแทคต์ (Point of contact) อย่างเปึนทางการระหว่างไทยและผู้ให้บริการสื่อออนไลน์ (Online) ทางตรง ในอดีตที่ผ่านมามีการสร้างพอยต์ ออฟ คอนแทคต์ (Point of contact) กับบริษัท กูเกิล (Google) และเห็นสมควรให้กระทรวงไอซีที (ICT) ในฐานะผู้รับผิดชอบโดยตรง สร้างช่องทางการติดต่อกับผู้ให้บริการสื่อออนไลน์ (Online) อื่น ๆ เช่น เฟซบุ๊ก (Facebook) ไลน์ (Line) เปึนต้นนะครับ เนื่องจากเปึนช่องทางเดียวที่เปึนการประสานงาน เปึ้นมาตรฐานที่ทำไว้กับทุกประเทศ ส่วนความร่วมมือทางอ้อมก็คงต้องใช้หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องที่จะช่วยประสานในการขอความร่วมมือกับผู้ให้บริการสื่อออนไลน์ (Online) ในต่างประเทศ ยกตัวอย่างเช่น โดยใช้เครือข่ายของตำรวจ ในการใช้ช่องทาง การประสานงานระหว่างตำรวจของประเทศไทยกับประเทศที่ปลายทาง รวมทั้งใช้เครือข่าย ของตำรวจสากลอินเทอร์โพล (INTERPOL) ในการประสานงาน สำนักงานอัยการสูงสุด เปึนการประสานงานความร่วมมือทางอาญา โดยการร้องขอข้อมูลผ่านกระทรวง การต่างประเทศ อีกประการหนึ่งคือใช้ช่องทางการประสานงานผ่านองค์กรที่เรียกว่า ไทยเซิร์ต (ThaiCERT) ตัวย่อก็ย่อมาจากไทย คอมพิวเตอร์ อีเมอร์เจนซี เรสพอนส์ ทีม (Thai Computer Emergency Response Team) ซึ่งเซิร์ต (CERT) จะมีการจัดตั้ง ในทุกประเทศนะครับ ช่วยประสานงานเรื่องภัยคุกคามทางคอมพิวเตอร์ให้แต่ละประเทศ ที่เปึนสมาชิกนะครับ
ประเด็นการดำเนินการประเด็นที่ ๒ ก็คือการจัดทำระบบข้อมูลระงับ การแพร่หลายซึ่งข้อมูลที่ไม่เหมาะสมหรือผิดกฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ พนักงาน เจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์นะครับ ใช้อำนาจตามกฎหมายมาตรา ๒๐ พระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ ร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งป่ดกั้นการแพร่หลาย ซึ่งข้อมูล ที่ผิดกฎหมาย หรือข้อมูลที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน เมื่อศาลมีคำสั่งแล้วพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายจะดำเนินการเองหรือส่งให้ผู้ให้บริการ ดำเนินการแทนก็ได้ แต่ในทางปฏิบัติกระทรวงไอซีที (ICT) ในฐานะที่เปึนหน่วยงานหลัก ในการประสานผู้ให้บริการในการป่ดกั้นข้อมูลเหล่านั้นจะดำเนินการด้วยวิธีการส่งยู่อาร์แอล (URL) หรือเว็บไซต์ (Web site) ที่ศาลมีคำสั่งให้ป่ดกั้นไปยังผู้ให้บริการโดยตรงโดยการใช้ ลักษณะของเปึนไฟล์เอกเซล (File Excel) ส่งทางอีเมล์ (e-mail) ซึ่งปัญหาที่เราพบ ผู้ให้บริการทั้งหลายในประเทศไทยได้รับข้อมูลเหล่านั้นไม่เท่ากัน ระยะเวลาไม่ตรงกัน ทำให้การป่ดกั้นซึ่งเปึนมาตรการแรกที่จะบรรเทาความเสียหายที่เกิดจากการแพร่หลาย ข้อมูลที่ผิดกฎหมายหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อย ศีลธรรมอันดีของประชาชน ระงับยับยั้ง เปึ้นประการแรก ไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควรนะครับ แนวทางในการดำเนินการจึงเห็นสมควร ให้กระทรวงไอซีที (ICT) จัดตั้งศูนย์ข้อมูลกลางในการบริหารจัดการรายการกลั่นกรอง และป่ีดกั้นข้อมูลหรือเว็บไซต์ (Web site) ที่ผิดกฎหมาย ซึ่งจะมีระบบรองรับดังต่อไปนี้ ระบบที่คณะกรรมาธิการเราพิจารณาศึกษาแล้วเห็นควรให้ไอซีที (ICT) ไปดำเนินการก็คือ มีศูนย์ข้อมูลกลางในการป่ดกั้น มีระบบรับแจ้ง คือรับแจ้งยูอาร์แอล (URL) จากพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วราชอาณาจักร เปึ้นลักษณะของการใช้งานผ่านเว็บ (Web) เพื่อรองรับการแจ้งหรือ ร้องเรียนได้ทุกพื้นที่ที่มีการใช้อินเทอร์เน็ต (Internet) และมีการประเมินความถูกต้อง
ระบบที่ ๒ คือระบบกลั่นกรองและสนับสนุนคําสั่งศาล ในกรณีที่ศาลยอมรับ ระบบอีคอร์ต (e-Court) ก็จะมีการจัดตั้งการส่งเอกสารคำขอและคำสั่งศาลเปึ้นลักษณะของ ข้อมูลดิจิทัล (Digital) รวมถึงสนับสนุนด้านการจัดทำเอกสารคำขอ รวมทั้งคำสั่งศาล ซึ่งสามารถพิมพ์เปึ้นเอกสารได้
ระบบที่ ๓ คือระบบการกระจายยู่อาร์แอล (URL) ส่งคำสั่งศาลไปยัง ผู้ให้บริการโดยมีการกลั่นกรองความถูกต้องอีกชั้นหนึ่ง
ระบบที่ ๔ ระบบตรวจสอบความถูกต้องและครบถ้วนของยู่อาร์แอล (URL) เพื่อให้ไอเอสพี (ISP) ไม่ต้องยืนยันอีกครั้งหนึ่งเกี่ยวกับคำสั่งศาลที่ระงับการแพร่หลาย
ระบบที่ ๕ เปึ้นระบบเรื่องแบ็กอัพ (Backup) ข้อมูลเกี่ยวกับเว็บไซต์ (Web site) หรือยู่อาร์แอล (URL) ที่ศาลมีคำสั่งให้ป่ดกั้น โดยมีระบบบริหารจัดการและ ใช้ประโยชน์ในการสืบค้น นอกจากนี้ยังต้องมีระบบตรวจสอบว่ามีพนักงานเจ้าหน้าที่ รายใดเข้าถึงข้อมูลในการใช้งาน เปึนลักษณะการรวบรวมประวัติการใช้งานของศูนย์ข้อมูลกลาง
ระบบที่ ๖ เปึ้นระบบยูอาร์แอลลอก (URL log) เพื่อประโยชน์ในการใช้งาน ของพนักงานเจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวน
ระบบที่ ๗ ระบบวิเคราะห์ยูอาร์แอล (URL) เพื่อมิให้เกิดความซ้ำซ้อน ในกรณีที่ยูอาร์แอล (URL) หรือเว็บไซต์ (Web site) ต่าง ๆ เหล่านั้นศาลมีคำสั่งให้ป่ดกั้นแล้ว
ส่วนปัญหาประเด็นที่ ๓ เรื่องภาษีนะครับ คณะกรรมาธิการเราพบว่า ผู้ให้บริหารสื่อออนไลน์ (Online) ในต่างประเทศจะหันมาให้ความร่วมมือกับรัฐไทยมากขึ้น กรณีที่ใช้มาตรการทางภาษีเปึนมาตรการกดดัน เนื่องจากแนวโน้มการใช้อินเทอร์เน็ต (Internet) ของคนไทยมีแนวโน้มสูงขึ้นมาก ฉะนั้นในการทำธุรกรรมการซื้อขาย การโฆษณา ออนไลน์ (Online) จะมีมากขึ้น สถิติป้ ๒๕๕๘ ที่ผ่านมานะครับ การซื้อขายสินค้า และบริการออนไลน์ (Online) กับผู้ให้บริการทั้งในประเทศและต่างประเทศ มีมูลค่าประมาณ ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อป้ การโฆษณา งบโฆษณามีทั้งหมดประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในจํานวนนี้มีเปึนการโฆษณาสื่อออนไลน์ (Online) ไปต่างประเทศประมาณ ๑๐,๐๐๐- ๒๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อป้ และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ นอกจากนี้ยังมี การให้บริการต่าง ๆ เช่น การจองโรงแรม รถเช่า ที่ผ่านบริการอินเทอร์เน็ต (Internet) ซึ่งไม่มีการเก็บภาษีจากผู้ให้บริการออนไลน์ (Online) ต่าง ๆ เหล่านั้นทั้งสิ้น ทําให้รัฐสูญเสีย รายได้เปึ้นจำนวนมาก และยังทำให้ผู้ประกอบการออนไลน์ (Online) ในต่างประเทศ ได้เปรียบต้นทุนในเชิงภาษีมากกว่าผู้ประกอบการออนไลน์ (Online) ในประเทศ ภาษีที่ผู้ประกอบการสื่อออนไลน์ (Online) ในต่างประเทศมีการหลบเลี่ยงเท่าที่เราตรวจพบ ก็จะมีภาษีอยู่ ๓ ส่วน ก็คือ ๑. ภาษีรายได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม แล้วก็เปึนภาษีสรรพสามิต ซึ่งคณะกรรมาธิการคิดว่า ควรจะต้องดำเนินการโดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้นะครับ ภาษีรายได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีรายได้มีการชำระค่าสินค้าและบริการไปยังบริษัทตัวแทน ที่จดทะเบียนในต่างประเทศที่มีอัตราภาษีต่ำ และมีสนธิสัญญาภาษีซ้อน หรือดับเบิล แทกซ์ อะกรีเมนต์ (Double Tax Agreement) ตัวย่อว่าดีทีเอ (DTA) กับประเทศไทย ทำให้ผู้ให้ บริการในต่างประเทศไม่ต้องเสียภาษีในประเทศไทย ภาษีมูลค่าเพิ่มก็เช่นเดียวกันนะครับ ผู้จ่ายเงิน คือหมายความถึงผู้ชำระเงินค่าโฆษณา มีหน้าที่จะต้องหักภาษีมูลค่าเพิ่มนั้นส่งรัฐ แต่ในข้อเท็จจริงผู้ประกอบการที่เปึ้นนิติบุคคลในต่างประเทศไม่ได้นำส่งนะครับ ส่วนใหญ่ เปึนการชำระเงินผ่านบัตรเครดิตซึ่งไม่สามารถตรวจสอบได้ ส่วนภาษีสรรพสามิตอันนี้เปึ้น แนวคิดใหม่ที่คณะกรรมาธิการคิดว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบก็คือกรมสรรพสามิตคงจะต้องไป ดำเนินการจัดเก็บให้เปึ้นรูปธรรมเปึนแนวคิดใหม่เพื่อให้เกิดความเสมอภาคทางภาษี อีควอไลเซชันเลฟวี (Equalization levy) นะครับ มีการกําหนดการจัดเก็บภาษีโดยไม่ต้อง พิจารณาถึงเงื่อนไขหรือกฎเกณฑ์ตามกฎหมายเดิม ซึ่งเปึ้นทางเลือกในการรับมือกับ ความท้าทายทางภาษีเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital economy) ซึ่งวิธีการนี้มีการเก็บตามจำนวน การใช้งานของข้อมูลก็มีบางประเทศที่ดําเนินการไปแล้ว เช่น ประเทศอินเดียซึ่งปรากฏอยู่ ในภาคผนวกที่คณะกรรมาธิการเราได้นำเสนอท่านประธานและท่านสมาชิกนะครับ เราคงหันมาดูว่าระบบฐานภาษีที่ผู้ประกอบการในต่างประเทศใช้วิธีการหลีกเลี่ยงภาษี โดยใช้ระบบเขาเรียกว่าทรานส์เฟอร์ไพรซิง (Transfer Pricing) ก็คือบริษัทผู้ให้บริการ ในต่างประเทศไปจดทะเบียนที่ประเทศที่มีอัตราภาษีต่ำ ยกตัวอย่าง กูเกิล (Google) มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่สหรัฐอเมริกาแต่ไปจัดตั้งสำนักงานที่มีอัตราภาษีต่ำ หรืออัตรา ศูนย์เปอร์เซ็นต์ เช่น ประเทศไอร์แลนด์ จะมีบริษัท กูเกิลไอร์แลนด์ (Google Ireland) ประเทศไอร์แลนด์มีสนธิสัญญาภาษีซ้อนกับประเทศไทย ฉะนั้นกูเกิลไอร์แลนด์ (Google Ireland) เมื่อรับชำระค่าบริการสินค้าและบริการจากบริษัทจากผู้ประกอบการทุกประเทศ ในโลกก็จะส่งเงินไปที่ไอร์แลนด์ไม่เสียภาษี และประเทศต้นทางไม่สามารถเก็บภาษีได้ เนื่องจากสนธิสัญญาภาษีซ้อน นอกจากนั้นบริษัทที่จดทะเบียนในประเทศภาษีต่ำก็จะมี กระบวนการโยกย้ายเงินรายได้กลับไปยังสำนักงานใหญ่ซึ่งอยู่ในสหรัฐอเมริกา ด้วยวิธีการส่ง รายได้กลับเปึนค่าลิขสิทธิ์ที่จะมีจำนวนเงินสูงมาก เหลือรายได้เพียงจำนวนน้อยนี่คือระบบ ที่บริษัทผู้ให้บริการสื่อออนไลน์ (Online) ดำเนินการอยู่ในทุกประเทศในโลก
แผ่นต่อไปครับ การตั้งสำนักงานในประเทศหรือประเทศที่เปึนคู่ค้าธุรกิจ ออนไลน์ (Online) มีการจดทะเบียนนิติบุคคลตามกฎหมายไทยซึ่งจะถือว่าเปึนคนละบริษัท กับบริษัทแม่ สำนักงานสาขามีหน้าที่ดูแลด้านการตลาดและลูกค้าในประเทศนั้นแทน สำนักงานใหญ่ ไม่ได้ทำธุรกิจออนไลน์ (Online) ในประเทศไทย ฉะนั้นสำนักงานสาขา ในประเทศไทยจะเสียภาษีเงินได้ที่เปึนค่าจ้างหรือค่าดําเนินการที่ทําแทนสํานักงานใหญ่ เท่านั้น ผมยกตัวอย่างบริษัท กูเกิล (Google) มียอดทำธุรกรรมการค้าขาย การโฆษณา ออนไลน์ (Online) สมมุติว่าป้หนึ่ง ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท บริษัท กูเกิลไทยแลนด์ (Google Thailand) มีหน้าที่เปึ้นตัวแทนด้านการตลาดและจัดเก็บรายได้ส่งบริษัทที่ไอร์แลนด์ รายได้ ของบริษัท กูเกิลไทยแลนด์ (Google Thailand) เปึ้นเพียงค่าจ้างในการดำเนินการ เช่น อาจจะประมาณสักป้หนึ่ง ๑๐ ล้านบาท ก็ใช้ ๑๐ ล้านบาทเปึนตัวตั้งในการพิจารณาจัดเก็บ จ่ายภาษี
แผ่นต่อไปครับ ทําไมถึงเปึ้นเช่นนั้นก็เพราะว่าหลักการคือมิได้มีการทํา ธุรกรรมออนไลน์ (Online) ในประเทศไทย แต่คณะกรรมาธิการเราได้ศึกษาและ พบข้อเท็จจริงในข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นว่าการทำธุรกรรมเหล่านั้นโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การโฆษณาออนไลน์ (Online) มีการจัดตั้งแค่ชชิงเซิร์ฟเวอร์ (Caching server) ไว้ที่ผู้ให้บริการไอเอสพี (ISP) ในประเทศไทยทุกแห่ง เรียกว่าการทำคอนเทนต์ ดีลิเวอรี่ เน็ตเวิร์ก (Content delivery network) บริษัท กูเกิล (Google) ติดตั้งแคชชิงเซิร์ฟเวอร์ (Caching server) ในประเทศไทยประมาณ ๑,๐๐๐ ตัว แค่ชชิงเซิร์ฟเวอร์ (Caching server) เหล่านี้ หลักการ ก็็คือเปึนตัวพักข้อมูลที่มีผู้ใช้เรียกข้อมูลบ่อย ๆ เพื่อให้สะดวกและรวดเร็วในการใช้ข้อมูล ซึ่งเปึนผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างผู้ให้บริการเหล่านี้กับผู้ให้บริการไอเอสพี (ISP) ในประเทศไทย ก็หมายความว่าข้อมูลที่เรียกจากผู้ใช้บริการ เมื่อตรวจสอบข้อมูล ในแค่ชชิงเ์ซิร์ฟเวอร์ (Caching server) ไม่พบ ก็จะไปเรียกข้อมูลในเซิร์ฟเวอร์ (Server) ในต่างประเทศ แล้วก็จะนำข้อมูลเหล่านั้นมาเก็บไว้ในแค่ชชิงเซิร์ฟเวอร์ (Caching server) ฉะนั้นอัตราการใช้งานอินเทอร์เน็ต (Internet) ที่ออกไปสู่ในต่างประเทศ แทนที่จะออกไป ต่างประเทศ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ก็จะออกไปต่างประเทศเท่าที่ไม่มีข้อมูลอยู่ใน แค่ชชิงเซิร์ฟเวอร์ (Caching server) นะครับ อันนี้เปึนการเอื้อประโยชน์ระหว่าง ผู้ให้บริการในต่างประเทศกับผู้ให้บริการในประเทศไทย ซึ่งเราพบว่าข้อมูลในการโฆษณาที่มี ผู้เรียกข้อมูลจากบริษัทสื่อออนไลน์ (Online) ต่าง ๆ เหล่านี้ ก็จะเปึนการเรียกภาพ การโฆษณาจากแค่ชชิงเซิร์ฟเวอร์ (Caching server) ที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย ฉะนั้นจะเห็น ได้ว่าระบบแค่ชชิงเซิร์ฟเวอร์ (Caching server) ที่มาตั้ง มันเปึนการทำธุรกรรมออนไลน์ (Online) ในประเทศไทย มิได้เปึนการทำธุรกรรมออนไลน์ (Online) ไปยังเซิร์ฟเวอร์ (Server) ที่อยู่ในต่างประเทศนะครับ ฉะนั้นแนวทางในการดำเนินการด้านภาษี ของคณะกรรมาธิการเรามีข้อเสนอแนะว่า
ประการที่ ๑ ควรมีการเก็บภาษีในแต่ละประเภทจากผู้ให้บริการออนไลน์ (Online) โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงโฆษณาที่มีบทบัญญัติไว้ในประมวลรัษฎากร มาตรา ๗๖ ทวิ ในกรณีการติดตั้งแค่ชชิงเซิร์ฟเวอร์ (Caching server) ที่มีการใช้ปริมาณแบนด์วิดท์ (Bandwidth) ในประเทศมากกว่าออกไปต่างประเทศอย่างที่กระผมได้กราบเรียน ท่านประธานไปแล้ว และยังใช้เปึนแหล่งเก็บข้อมูลโฆษณาไว้ในประเทศ เหมือนกับ มีเซิร์ฟเวอร์ (Server) ที่เก็บข้อมูลไว้ในประเทศ ซึ่งประเด็นตรงนี้ที่กรรมาธิการ เราได้ศึกษาลงลึกถึงได้ข้อยุติเปึนข้อสรุปว่า เห็นสมควรส่งรายงานฉบับนี้ไปยังกรมสรรพากร เพื่อนำข้อมูลเฉพาะเรื่องการเก็บภาษีการโฆษณาออนไลน์ (Online) ให้เปึ้นรูปธรรมอย่างที่ ผมได้กราบเรียนแล้วว่าเปึนการทําธุรกรรมในประเทศ มิได้เปึนการทําธุรกรรม ในต่างประเทศ โดยมีประเด็นข้อเสนอแนะกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดังนี้นะครับ กรมสรรพากรควรเร่งพิจารณาดำเนินการให้เกิดการจัดเก็บภาษีรายได้จากผู้ให้บริการ ในต่างประเทศอย่างเปึนรูปธรรม สร้างความเท่าเทียมกันให้กับผู้บริการสื่อออนไลน์ (Online) ในประเทศ ยกตัวอย่างแบบอย่างที่กลุ่มประเทศเศรษฐกิจยุโรป หรืออียู (EU) ได้ดำเนินการกับบริษัทสื่อออนไลน์ (Online) เหล่านี้ โดยคิดภาษีจากยอดการชำระ เต็มจำนวนมาเปึ้นฐานในการคิดภาษี โดยไม่คำนึงถึงดับเบิล แทกซ์ อะกรีเมนต์ (Double tax agreement) ที่ไม่ต้องเสียภาษีในประเทศไอร์แลนด์ ตัวอย่างอันนี้ประเทศอังกฤษนะครับ มีการดำเนินการเปึ้นรูปธรรมและได้ผล ฝรั่งเศสกำลังดำเนินการอยู่นะครับ เรื่องภาษีมูลค่าเพิ่ม เช่นเดียวกัน กรมสรรพากรคงจะต้องไปดำเนินการพิจารณาศึกษาให้เกิดการจัดเก็บ ภาษีมูลค่าเพิ่มจากกิจการ หรือธุรกิจบุคคลที่ใช้บริการสื่อออนไลน์ (Online) ในต่างประเทศ ส่วนกรมสรรพสามิตควรจะต้องเร่งศึกษาดำเนินการการจัดเก็บภาษี ตามลักษณะการใช้งาน เปึ้นบิต (Bit) เปึนไบต์ (Byte) ซึ่งการดำเนินการเช่นนี้กรมสรรพสามิตอาจจะดำเนินการ ได้ง่ายกว่าการจัดเก็บภาษีรายได้และภาษีมูลค่าเพิ่ม เพราะไม่ต้องมีการตีความในเรื่อง สถานประกอบการถาวรของธุรกิจออนไลน์ (Online) ในต่างประเทศ กรณีกรมสรรพสามิต ก็คงต้องนํากรณีศึกษาของประเทศอินเดีย ซึ่งได้ดําเนินการได้เปึ้นผลเปึนรูปธรรมมาแล้ว เปึ้นแนวทางในการพิจารณาดำเนินการ กรมศุลกากรคงจะต้องเร่งพิจารณาศึกษาการจัดเก็บภาษีศุลกากรอย่างจริงจัง เพราะปัจจุบันมีการซื้อขายออนไลน์ (Online) มีการดาวน์โหลดซอฟต์แวร์ (Download software) จากการทำธุรกิจออนไลน์ (Online) เปึนจำนวนมาก จากตัวแทนกรมศุลกากร ที่ให้ข้อมูลกับกรรมาธิการนะครับซอฟต์แวร์ (Software) ต่าง ๆ บางซอฟต์แวร์ (Software) บางตัวมีราคามูลค่าเปึ้น ๑๐ ล้านบาท ๑๐๐ ล้านบาท ซึ่งมันอาจจะเปึนแค่แผ่นซีดี (CD) แค่แผ่นเดียวหรือ ๑๐ แผ่น แต่มูลค่าประมาณ ๑๐ ล้านบาท ๑๐๐ ล้านบาท ตรงนี้กรมศุลกากร คงจะต้องดำเนินการให้ทันกับสภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ประการที่ ๒ ควรมีการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากรเพื่อให้ครอบคลุม การทำธุรกิจกิจออนไลน์ (Online) โดยไม่มีการตีความ กฎหมายประมวลรัษฎากร หรือประกาศระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การจัดเก็บรายได้และภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ให้บริการ ออนไลน์ (Online) ในต่างประเทศสามารถดำเนินการได้
ประการที่ ๓ คณะกรรมาธิการเห็นด้วยกับแนวทางการศึกษาของคณะกรรมาธิการ การเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติที่เคยให้กรมสรรพากร มีการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากรเพื่อให้เก็บภาษีจากการโฆษณาและมีการจ่ายค่าบริการ ให้กับผู้ประกอบการสื่อออนไลน์ (Online) ในต่างประเทศ โดยกำหนดให้รายจ่ายจากการส่ง เงินค่าโฆษณาไปยังผู้ประกอบการที่อยู่ในต่างประเทศ กรณีที่บริษัทต่างประเทศไม่ได้ผ่าน การเสียภาษีตามประมวลรัษฎากรเปึนรายจ่ายต้องห้าม มิให้ถือเปึ้นรายจ่ายในการคำนวณ กำไรสุทธิเพื่อนำค่าใช้จ่ายเหล่านั้นมาเปึนตัวเลขภาษีเงินได้นิติบุคคลตามเกณฑ์ ก็หมายความ ว่าในกรณีที่บริษัทผู้ประกอบการออนไลน์ (Online) ต่าง ๆ เหล่านั้นไม่ได้ชำระภาษีให้กับ ประเทศไทยก็เห็นควรให้ผู้ชำระเงินในประเทศไทยไม่สามารถนำค่าภาษีชำระค่าบริการ สื่อออนไลน์ (Online) เหล่านั้นมาหักเปึนค่าใช้จ่าย นี่คือการนำรายได้ภาษีกลับประเทศโดย ทางอ้อมนะครับ
ประการที่ ๔ การใช้มาตรการทางภาษีกับผู้ให้บริการสื่อออนไลน์ (Online) ในต่างประเทศ ประเทศไทยเราคงทำโดยโดดเดี่ยวไม่ได้เนื่องจากจะต้องถูกมาตรการ กีดกันจากประเทศผู้เปึนเจ้าของสื่อออนไลน์ (Online) เหล่านั้น อาทิเช่น มาตรการกีดกัน ทางการค้า มาตรการกีดกันอาหารทะเลแช่แข็ง สิ่งทอ เปึนต้น ควรมีลักษณะของการดำเนินการ ลักษณะของการร่วมกลุ่มในประเทศตามภูมิภาค เช่น กลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN) เปึนต้น เช่นเดียวกับที่กลุ่มประชาคมยุโรปดำเนินการอยู่และได้เปึ้นผลในปัจจุบันนี้
ประการที่ ๕ ประการสุดท้าย เห็นควรให้มีการพิจารณาจัดทำหรือสร้าง ระบบการตรวจสอบข้อมูลการทำธุรกิจออนไลน์ (Online) ของผู้ให้บริการสื่อออนไลน์ (Online) ในต่างประเทศ เพื่อให้สามารถตรวจสอบข้อมูลมูลค่าธุรกิจที่แน่ชัด ซึ่งจะเปึน ประโยชน์ในการคำนวณหารายได้ให้กับประเทศอย่างถูกต้องและลดการสูญเสียให้น้อยที่สุด ในการดำเนินการดังกล่าวจำเปึนต้องได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ในด้านการเงิน การธนาคาร โดยกระทรวงการคลังคงจะต้องมีบทบาทในการดำเนินการ ในเรื่องนี้ นอกจากนี้ควรให้ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดแนวทางให้ธนาคารพาณิชย์หรือ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการชำระเงินแสดงรายชื่อผู้รับเงินปลายทางในใบเสร็จรับเงินเมื่อมี ผู้ใช้บริการโฆษณาหรือทำธุรกิจออนไลน์ (Online) ในต่างประเทศ เพื่อจะได้ทราบจำนวน ในการทำธุรกิจออนไลน์ (Online) ที่แท้จริง ประเด็นนี้เนื่องจากในปัจจุบันกรมสรรพากร ไม่สามารถแหล่งปลายทางที่มีการชำระค่าบริการในต่างประเทศ ก็สมควรให้มี การบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ทราบถึงหน่วยธุรกิจในต่างประเทศที่มีการชำระ ค่าสินค้าและบริการ
ประเด็นต่อไป เรื่องการกําหนดระยะเวลาปฏิรูปนะครับ คณะกรรมาธิการ เราพิจารณาแล้วเห็นว่าควรจะออกเปึน ๓ ระยะ
ระยะที่ ๑ ๘ เดือน ตั้งแต่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๕๘ ถึง ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๕๙ เสนอรายงานผลการศึกษาและข้อเสนอแนะของการปฏิรูปด้านช่องทางการประสานงานกับ ผู้ให้บริการสื่อออนไลน์ (Online) ที่อยู่ในประเทศและต่างประเทศ
ระยะที่ ๒ ๕ เดือน ตั้งแต่ ๑ สิงหาคม ๒๕๕๙ ถึง ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๙ ให้มีการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลกลางในการประสานงานระหว่างพนักงานเจ้าหน้าที่และผู้ให้บริการ ในการระงับการเผยแพร่ข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีการกระทำผิดกฎหมายและไม่เหมาะสม และให้มีวิธีการจัดการที่มีประสิทธิภาพเกิดผลสัมฤทธิ์สูงสุด
ระยะที่ ๓ ภายในระยะเวลา ๙ เดือน ตั้งแต่ ๑ กันยายน ๒๕๕๙ ถึงเดือนพฤษภาคม ป้ ๒๕๖๐ มีการติดตามประสานงานความร่วมมือทั้งภาครัฐ ธุรกิจ และภาคประชาชนให้เกิดลักษณะประชารัฐตามนโยบายของรัฐบาล คณะกรรมาธิการ เราจึงสรุปรายงานเรื่องนี้เสนอต่อสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เพื่อให้ความเห็นชอบ ก่อนส่งไปยังท่านนายกรัฐมนตรีเพื่อให้มีการดำเนินการตามรายงานการศึกษาต่อไป ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ