สุวัฒน์ จิราพันธุ์ หารือถึงความสำคัญของการพัฒนากลไกการบริหารและการผลักดันร่าง พ.ร.บ. โดยเน้นการบูรณาการกฎหมายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อรับมือกับความผันผวนทางการเมืองโลกและภัยคุกคามที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน พร้อมเสนอให้จัดทำคู่มือปฏิบัติการอย่างชัดเจนและส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน โดยเฉพาะในมิติการรักษาผลประโยชน์ทางทะเลและการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ
กราบเรียนท่านประธานครับ และท่านสมาชิก สปท. ที่ทรงเกียรติทุกท่านนะครับ กระผม นายสุวัฒน์ จิราพันธุ์ สมาชิก สปท. หมายเลข ๑๗๕ วันนี้ก็จะขออนุญาตนำเสนอข้อคิดเห็นใน ๒ ประเด็นหลัก ๆ ก็คือ อันแรกคือ ความสำคัญ ของการพัฒนากลไกการบริหารและการมีร่าง พ.ร.บ. นี้นะครับ และอันที่ ๒ ก็คือเป็นเรื่อง ของข้อคิดเห็นต่อการขับเคลื่อนร่าง พ.ร.บ.
ในประเด็นแรกครับท่านประธาน สิ่งที่จะนำเสนอนั้นอาจจะมีมุมมอง ที่อาจจะแตกต่างไปจากท่านผู้อภิปรายก่อนหน้าผมคือผมอยากจะมองในเรื่องของด้าน การต่างประเทศเป็นหลัก เพราะอย่างที่เรียนได้ทราบว่า ณ ขณะนี้คงจะทราบกันดีว่าโลก ณ ปัจจุบันนี้เต็มไปด้วยความผันผวนทางการเมืองระหว่างประเทศเป็นอย่างยิ่งนะครับ ไม่ว่าจะเป็นกรณีล่าสุดที่มีเบรซิต (Brexit) ถึงแม้จะห่างไกล แต่ในที่สุดแล้วผลกระทบ ก็คงต้องตกมาถึงอย่างไม่ช้าหรือเร็วก็แล้วแต่ ถัดมาความขัดแย้งในทะเลจีนใต้นะครับ ก็อีกประมาณอาทิตย์ สองอาทิตย์ก็คงจะมีคำตัดสินของอนุญาโตตุลาการที่ประเทศฟิลิปปินส์ ได้ไปร้องเรียนเอาไว้ ซึ่งผลกระทบที่ตามมาก็คงจะมีตามมาอย่างแน่นอน หลังจากนี้ ก็ต้องเป็นสิ่งที่เราต้องเฝ้ามองและติดตามว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป หรือแม้กระทั่งล่าสุด ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาที่มีการปฏิบัติการโจมตีที่ร้านอาหารในประเทศบังกลาเทศ มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก หรือแม้กระทั่งในช่วงเมื่อต้นปีนี้ที่มีประเทศเพื่อนบ้านเราทางใต้ ๒-๓ ประเทศให้มีการเฝ้าระวังนะครับ การปฏิบัติการของกลุ่มที่จะทำให้เกิดโศกนาฏกรรม อย่างยิ่ง สิ่งเหล่านี้ประเด็นก็คือว่าความผันผวนความแปรปรวนและภัยที่จะเกิดขึ้นเป็นไป อย่างรวดเร็วฉับพลันนะครับ เราก็ต้องมีการเตรียมความพร้อม การเตรียมความพร้อมนั้น กระผมเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าเราคงต้องเตรียมความพร้อมในเชิงที่มีการบูรณาการสมบูรณ์ มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล คราวนี้เราหันมาดูเรื่องของการเตรียมความพร้อมของเรา ในด้านทางทะเล คณะกรรมาธิการเองก็ได้เรียนให้ที่ประชุมรับทราบว่าในปัจจุบันนี้เรามี กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับลักษณะการรักษาผลประโยชน์ทางทะเลกว่า ๘๐ ฉบับนะครับ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือว่า เรายังไม่มีกรอบกฎหมายหรือมาตรการระดับนโยบายใดที่แน่ชัด เป็นตัวกำหนดทิศทาง บทบาท หน้าที่ของหน่วยงานที่ต้องรับผิดชอบงานด้านเขตทางทะเล ของไทยให้เป็นไปในแนวทิศทางเดียวกัน แต่ละหน่วยงานก็มีกฎหมายเพื่อการปฏิบัติงาน ในขอบเขตของตัวเอง แต่ในโลกปัจจุบันนะครับท่านประธาน ปัญหาภัยและผลประโยชน์ ของประเทศนั้นมีความสลับซับซ้อน อีกทั้งเขตทางทะเลของไทยนั้นก็เป็นพื้นที่ที่ไทยมีอำนาจ อธิปไตยและสิทธิอธิปไตย การตรากฎหมายใช้ในแต่ละพื้นที่ ที่ผ่านมาจึงมีข้อจำกัดทั้งในแง่ ของพื้นที่และการใช้บังคับ ประกอบกับส่วนราชการที่มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบก็มีข้อจำกัด ตามกฎหมายที่ตนเป็นผู้รักษาการ จึงก่อให้เกิดปัญหาช่องว่างในการปฏิบัติหน้าที่ และใน บางกรณีก็มีการทับซ้อนของการใช้อำนาจทางกฎหมาย เป็นผลให้หลายกรณีไม่สามารถ มีหน่วยงานรับผิดชอบหรือเป็นเจ้าของเรื่อง เกิดปัญหาในทางปฏิบัติกับเจ้าหน้าที่รัฐ ที่เกี่ยวข้องในการตอบสนองต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น การที่กรรมาธิการได้เรียบเรียงลำดับ เหตุการณ์ สถานการณ์และปัญหาต่าง ๆ นั้น กระผมเห็นว่านอกจากการที่เราจำเป็นต้อง ปรับปรุงทั้งกลไกการบริหารและ พ.ร.บ. หรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อป้องกันภัยคุกคาม ทุกรูปแบบตลอดจนการพิทักษ์และรักษาผลประโยชน์จากทรัพยากรทางทะเล รวมทั้ง ผลประโยชน์ทางทะเลด้านอื่น ๆ ของชาตินั้น กระผมยังเห็นด้วยว่าข้อเสนอนี้สามารถ ช่วยพัฒนาให้มีการดำเนินกิจกรรมที่สามารถส่งเสริมโอกาสของไทยที่จะแสวงหา ผลประโยชน์ในทะเลหลวงและบริเวณพื้นที่ ซึ่งมีทรัพยากรที่ถือว่าเป็นมรดกร่วมของ มนุษยชาติ ดังนั้นนะครับท่านประธาน ในฐานะสมาชิก สปท. และผู้ที่ดูแลเกี่ยวข้องกับ การกำกับดูแลทางด้านสนธิสัญญาและกฎหมายระหว่างประเทศที่กระทรวงการต่างประเทศ จึงมีความเห็นสมควรอย่างยิ่งที่จะสนับสนุนข้อเสนอนี้ของกรรมาธิการ
ในส่วนของร่าง พ.ร.บ. ที่ทางกรรมาธิการนำเรียนว่าเป็นร่างของ สมช. นั้น กระผมก็เห็นว่าเป็นร่างกฎหมายที่มีวัตถุประสงค์เพื่อบูรณาการอำนาจหน้าที่และการบังคับใช้ กฎหมายในเขตทะเลของไทย และอุดช่องว่างเดิมที่เป็นปัญหา ซึ่งในทางกฎหมายและ สนธิสัญญานั้นถือว่าเป็นคอมพรีเฮนซิฟ ลอว์ เอนฟอร์ซเมนต์ แอต ซี (Comprehensive Law Enforcement at Sea) หรือเรียกว่าการบูรณาการการบังคับใช้กฎหมายอย่างสมบูรณ์ ของประเทศ ในส่วนของการจัดตั้ง นปท. ศรชล. รูปแบบเฉพาะ ศรชล. ภาค และจังหวัดนั้น รวมทั้งการจัดตั้ง ทจชล. กระผมก็เห็นเป็นความจำเป็นยิ่งเช่นเดียวกัน อนึ่งในส่วน ขององค์ประกอบของ ศรชล. และ ทจชล. นั้น กระผมก็ขออนุญาตนำเสนอว่าอาจจะ ประกอบด้วย มิติทางด้านต่างประเทศนะครับ ซึ่งในอดีตผมก็มีโอกาสได้เห็นเรือธงของ ประเทศสหรัฐอเมริกา ของกองเรือแปซิฟิกที่เรียกว่ายูเอสเอส บลู ริดจ์ (USS Blue Ridge) ในการปฏิบัติการนั้นเขาก็จะมีบุคลากรด้านการต่างประเทศซึ่งจะช่วยให้การพิจารณาเรื่อง ที่มีความคาบเกี่ยวนะครับ เพราะว่าเมื่อเราออกไปในทะเลหลวงต่าง ๆ แล้วก็จะมีส่วน ที่เกี่ยวกับเรื่องสนธิสัญญาที่เกี่ยวข้องทางทะเลต่าง ๆ
ประเด็นใหญ่ข้อที่ ๒ ก็คือเรื่องของข้อคิดเห็นต่อการขับเคลื่อน ดังที่ กรรมาธิการได้เรียนไว้แล้วว่า ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ที่นำมาเป็นร่างของ สมช. ซึ่งอยู่ในขั้นของ คณะกรรมการกฤษฎีกา โดยที่ผมเองเป็นกรรมการในวิป (Whip) ๓ ฝ่ายด้วยนั้นก็จะขอ รับทราบความเกี่ยวโยง ข้อแตกต่าง เพราะว่าในรายงานนั้นระบุเพียงสั้น ๆ เพียงแค่ว่า ร่างฉบับที่กรรมาธิการนำมาเสนอนี้มีสาระที่ครอบคลุมมากกว่า หรือผลประโยชน์ของชาติ ทางทะเลในทุกด้านซึ่งแตกต่างจากร่างของ สนช. กรณีนี้ก็ขอเรียนว่าในขั้นของ ถ้าหากว่าที่ประชุมผ่านการเห็นชอบนี้ กลไกการขับเคลื่อนถัดไปก็จะเป็นเรื่องที่จะนำไปสู่ การพิจารณาของวิป (Whip) ๓ ฝ่าย ซึ่งตรงนั้นก็จะมี สนช. ผู้แทน สนช. ร่วมในการ พิจารณาตรงนี้ด้วย เพราะฉะนั้นก็ขอฝากนะครับ กรรมาธิการอาจจะเตรียมประเด็น ซึ่งผมเชื่อว่าคงจะต้องมีการพยายามบูรณาการ
ประเด็นสุดท้ายครับท่านประธาน อันนี้ก็เป็นข้อเสนอแนะในเรื่องของ การปฏิบัติการนะครับ โดยเน้นที่ผมมีโอกาสเป็นผู้ประสานงานในเรื่องเกี่ยวกับเรื่องภัยพิบัติ ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในต่างประเทศนะครับ ก็มีโอกาสได้เห็นวิธีการอย่างหนึ่งในการที่หน่วยงาน ต่าง ๆ ระหว่างประเทศในที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการแก้ปัญหาต่าง ๆ นี้ก็จะมีการทำเอสโอพี (SOP) หรือไกด์ไลน์ (Guideline) ซึ่งจะจำลองสถานการณ์ต่าง ๆ แล้วก็จะระบุให้ชัดเจน เลยว่าในสถานการณ์นั้น ๆ หน่วยงานไหนเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการ หน่วยงานไหน เป็นหน่วยงานสนับสนุนซึ่งก็จะเป็นสิ่งที่ทำให้การประสานงาน โดยเฉพาะที่เรามี ศรชล. ที่เป็นลักษณะองค์กรพิเศษขึ้นมานี้ก็จะทำให้สามารถมีการประสานงานและการปฏิบัติงาน ในการช่วยเหลือหรือการปฏิบัติงานในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นครับ ขอบพระคุณครับ