จุมพล ลุมพิกานนท์ ชี้แจงความจำเป็นในการร่างพระราชบัญญัติการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล เพื่อบูรณาการการบริหารจัดการทรัพยากรและเสริมสร้างความมั่นคงอย่างเป็นระบบ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และกฎหมาย โดยเน้นการรวมกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้เป็นหนึ่งเดียว พร้อมผลักดันให้มีคณะกรรมการที่ปรึกษาและจัดการความรู้ เพื่อขับเคลื่อนนโยบายอย่างสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ และส่งเสริมความร่วมมือของหน่วยงานต่าง ๆ ภายใต้กรอบ ศรชล. โดยไม่ล้มล้างอำนาจเดิม เพื่อให้การดูแลทะเลของชาติเกิดความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนในระยะยาว
กราบเรียน ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่เคารพครับ ผม พลเรือโท จุมพล ลุมพิกานนท์ รองเสนาธิการทหารเรือ ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานเฉพาะกิจ ในการร่างพระราชบัญญัติการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล พ.ศ. .... สำนักงาน สภาความมั่นคงแห่งชาติขออนุญาตนำเรียนรายละเอียดเกี่ยวกับความต่อเนื่องของ ผลประโยชน์ของชาติต่อมาถึงแผนความมั่นคงแห่งชาติ และต่อมาถึงร่างพระราชบัญญัติ การรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล พ.ศ. .... ดังนี้ครับ จากที่ท่าน พลเรือเอก ชนินทร์ ได้พูดถึงผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ๒๔ ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขทางวิชาการ แต่จริง ๆ แล้วมูลค่ามันมากกว่านั้นมากมายนัก ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ เฉพาะเรื่องของ ทรัพยากรไม่มีชีวิตเรามีอยู่ ๔๖๐ ฐานแท่นในอ่าวไทย ดูแลโรงไฟฟ้า ๖ โรงของประเทศ พลังงานที่ใช้อยู่ในการขับเคลื่อนโรงไฟฟ้าดังกล่าว ๗๐ เปอร์เซ็นต์มาจากอ่าวไทย อีก ๓๐ เปอร์เซ็นต์มาจากอ่าวเมาะตะมะ ท่านอาจจะไม่ทราบว่าเราเป็นรัฐชายฝั่ง ที่เป็นเจ้าของอยู่ในช่องแคบมะละการ่วมกับอีก ๓ ประเทศ คือประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย การเข้าออกของสินค้า ๙๕ เปอร์เซ็นต์เป็นสินค้าจากทางทะเลทั้งสิ้น ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เรามองถึงภัยคุกคามในรูปแบบต่าง ๆ ที่มีผลกระทบจาก ๒๔ ล้านล้านบาท มาถึงภัยคุกคามที่ท่านพูดถึงเมื่อสักครู่นี้ เราจะเห็นได้ว่าขณะนี้ยังมีการดำเนินการในลักษณะกฎหมายใครกฎหมายมัน มีอยู่ประมาณ สักเกือบ ๆ ร้อยฉบับ ๗๐ ฉบับ ๘๐ ฉบับที่เป็นมิติที่เกี่ยวข้องกับทะเล มีอยู่ ๑๖ กระทรวง ที่ทำงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ รัฐบาลชุดนี้ถึงเห็นความสำคัญนะครับ จึงได้กำหนดให้มี การจัดทำแผน จริง ๆ แต่เดิมเรียกว่ายุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติทางทะเล ซึ่งยุทธศาสตร์ดังกล่าวหลังจากเข้าคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๕๗ คณะรัฐมนตรี มีมติให้เปลี่ยนชื่อเป็นแผนความมั่นคงแห่งชาติทางทะเล ฉบับพุทธศักราช ๒๕๕๘ ถึง พุทธศักราช ๒๕๖๔ ทั้งหมดนั้นมีอยู่ ๖ ยุทธศาสตร์ ๓๗ แนวทาง ทั้งหมดนั้นมีการประเมิน นะครับ ไม่ว่าจะเป็นผลประโยชน์ ภัยคุกคาม ใน ๖ ยุทธศาสตร์ดังกล่าวซึ่งเป็นแนวทาง ในการแก้ปัญหา การดูแลผลประโยชน์ของชาติทางทะเลดังกล่าวนั้นประกอบด้วย มิติของความมั่นคงใน ๒ ข้อแรก ข้อที่ ๓ รองรับความมั่งคั่ง ข้อที่ ๔ รองรับความยั่งยืน ข้อที่ ๕ การให้ความรู้กับภาคประชาชน ข้อที่ ๖ การบริหารจัดการ ทั้ง ๖ ยุทธศาสตร์นี้ มีการขับเคลื่อนด้วยแนวทาง ๓๗ แนวทาง ใน ๓๗ แนวทางดังกล่าวมีความชัดเจนว่า ให้หน่วยงานไหนเป็นหน่วยงานหลัก หน่วยงานไหนเป็นหน่วยงานรับผิดชอบร่วม ในยุทธศาสตร์ดังกล่าวข้อ ๖.๔ บอกไว้ชัดเจนนะครับว่าให้มีการบูรณาการความร่วมมือระหว่าง หน่วยงานภาครัฐทั้งหลายให้เกิดมีการบูรณาการด้านกฎหมาย บูรณาการให้เกิดประสิทธิภาพ สูงสุดในการดูแลผลประโยชน์ของชาติทางทะเลร่วมกัน โจทย์ข้อ ๔ รวมต่อไปข้อ ๕.๑ ให้มีการตั้งสถาบันกิจการทางทะเลเพื่อเป็นแกนหลักในการศึกษาหาความรู้เพื่อจะมาดูแล ในกรอบของงานวิชาการเพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล จาก ๒ ข้อดังกล่าวในแผน ความมั่นคงแห่งชาติทางทะเล พุทธศักราช ๒๕๕๘ ถึงพุทธศักราช ๒๕๖๔ ดังกล่าวเป็นที่มา ของการจัดทำร่างพระราชบัญญัติการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล พ.ศ. .... ถามว่าก่อนหน้านี้มีไหมในเรื่องของโครงสร้างในการรองรับ มีครับ คณะกรรมการอำนวยการ และกำหนดนโยบายในการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล เดิมเรียกว่า นอปท. ได้มี คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีในการดูแลในส่วนนี้ โดยสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติเป็น ผู้ดูแลในฐานะเลขานุการ มีท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน แต่ขณะเดียวกันในตัวของ กฎหมายอื่น ๆ ที่จะรองรับตรงนี้ยังเป็นลักษณะของต่างคนต่างทำ ด้วยกรอบดังกล่าวนี้ จึงต้องมีการจัดทำร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ขึ้นมา ถามว่าสาระสำคัญในเรื่องดังกล่าวนี้ มีอะไรบ้าง แน่นอนครับเป็นกฎหมายลักษณะของการบูรณาการเอาภาพของการปฏิบัติ ในทะเล ภาพสำนักนโยบายและวิชาการมาบูรณาการเป็นกฎหมายฉบับเดียว อย่างที่ผม เรียนแล้วว่าคณะกรรมการนโยบายการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลส่วนหนึ่ง คณะกรรมการที่ดูแลเรื่องวิชาการส่วนหนึ่ง และคณะกรรมการที่ดูแลเรื่องการปฏิบัติการ หรือแต่เดิมเรียกว่า ศูนย์ประสานการปฏิบัติในการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล หรือเรียกว่า ศรชล. แต่เดิมมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ ใช้ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีมาแล้ว ๑๙ ปี แล้วก็ยังเป็นลักษณะของการประสานงาน ปัญหาที่เกิดขึ้นในอดีตที่เป็นบทเรียน ไม่ว่าเป็น ปัญหาออยล์สปิล (Oil spill) ก็ตาม เรือจมก็ตาม ปัญหาไอยูยู (IUU) ก็ตาม หรืออื่น ๆ ก็ตาม โจรสลัดต่าง ๆ ทั้งหมดนี้คือปัญหาที่เราพบเจอแล้วยังไม่มีการแก้ไขในลักษณะ ของการบูรณาการเกิดขึ้น กฎหมายตัวนี้ในแผนชาติตัวที่กำหนดไว้ให้มีการบูรณาการจึงเกิด การร่างกฎหมายนี้ เอาทั้ง ๓ ตัวนี้มาบูรณาการร่วมกันเป็นกฎหมายฉบับเดียว เพราะฉะนั้น กฎหมายฉบับนี้จะมีอยู่ ๓๘ มาตรา ใน ๓๘ มาตรา ดังกล่าวรวมไว้ทั้งด้านนโยบาย ความรู้ และการปฏิบัติการ ในเนื้อละเอียดนะครับ ในมาตรา ๕ และมาตรา ๖ จะพูดถึงเรื่องของ กรอบในเรื่องของคณะกรรมการนโยบายการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ซึ่งตรงนี้จะกำหนดนโยบายบูรณาการ ๑๖ กระทรวงไว้ด้วยกัน มีท่านนายกรัฐมนตรีหรือ ท่านรองนายกรัฐมนตรีที่ท่านนายกรัฐมนตรีมอบหมายเป็นประธาน มีเลขาธิการ สภาความมั่นคงแห่งชาติเป็นเลขานุการดูแลในกรอบนโยบาย ถามว่าจะอุ้ยอ้ายใหญ่โตไหม มีแน่นอนครับ แต่ทั้งหมดนี้เป็นกระบวนการที่จะต้องมีการดูแลในกรอบนโยบายร่วมกัน แต่เฉพาะเรื่องเฉพาะทางจะมีกระทรวงที่รับผิดชอบอยู่แล้ว จะเห็นได้ว่าในเนื้อละเอียด นะครับ รัฐมนตรีที่เป็นเจ้าของหน่วยงานที่ปฏิบัติในทะเลจะเป็นตัวกรรมการอยู่ในนั้นด้วย แต่ขณะเดียวกันถ้าไม่ได้เป็นหน่วยปฏิบัติในทะเลหลักก็จะเป็นปลัดกระทรวง นั่นคือ เนื้อละเอียดเรื่องของคณะกรรมการนโยบายการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล
ตัวที่ ๒ เรียกว่า ทจชล. หรือคณะกรรมการที่ปรึกษาและจัดการความรู้ เพื่อผลประโยชน์ของชาติทางทะเล แต่เดิมก็มีอยู่เช่นเดียวกันแต่เป็นในรูปแบบของระเบียบ สำนักนายกรัฐมนตรีออกมาเป็นคณะทำงานแต่ละด้าน ซึ่งตัวผมเองก็อยู่ในฐานะประธาน อนุกรรมการด้านการให้ความรู้เกี่ยวกับผลประโยชน์และความมั่นคงแห่งชาติทางทะเล อาจารย์ชุมพร ปัจจุสานนท์ ซึ่งไม่ได้มาวันนี้ก็เป็นประธานฝ่ายกฎหมาย แต่ยังเป็นลักษณะ อย่างที่บอกไม่มีกฎหมายรองรับ จะคิดจะทำอะไรต่าง ๆ อย่างไรก็ยังไม่สามารถที่จะจัดมา ดำเนินการได้ กฎหมายฉบับนี้จะทำให้คณะกรรมการชุดนี้สามารถมาดำเนินการและวางอยู่ ในกรอบใน ๔ เรื่องหลัก ๆ คือ เรื่องที่ ๑ เรื่องของความมั่นคง เรื่องที่ ๒ เรื่องของความมั่งคั่ง นั่นคือเศรษฐกิจและสังคม เรื่องที่ ๓ ก็คือในเรื่องของสิ่งแวดล้อม และเรื่องสุดท้ายเรื่องของ กฎหมาย แน่นอนครับทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่เราจะต้องรักษาในทะเลเป็นสิ่งที่ต่อเนื่องกับ ชาติอื่น ๆ เรามีพันธกรณี เรามีกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะเราได้ให้สัตยาบันกับ กฎหมายทะเลปี ๑๙๙๒ ยูไนเตด เนชันส์ คอนเวนชัน ออน เดอะ ลอว์ ออฟ เดอะ ซี (United Nations Convention on the Law of the Sea) หรือเรียกว่าอันคลอส ๑๙๘๒ (UNCLOS 1982) ซึ่งพันธกรณีดังกล่าวมีผลทำให้เราจะต้องมีการดำเนินการออกกฎหมาย ภายในเพื่อรองรับและสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศดังกล่าว นอกจากนี้ ยังมีอนุสัญญาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องอีกมากมาย อย่างกรณีของไอยูยู (IUU) ซึ่งปฏิบัติตาม เอฟเอโอ (FAO) ก็มี ต่อไปเราจะเจอเรื่องของไอเอ็มโอ (IMO) อีก หรือไอเคโอ (ICAO) อีก หรือซาร์ ๑๙๗๙ (SAR 1979) อีก ทั้งหมดนี้คือพันธกรณีที่เรามีแล้วจำเป็นจะต้องมีการดูแล นักวิชาการให้มันสอดคล้องต่อเนื่องกับการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลที่เรามี พันธกรณีอยู่กับประเทศต่าง ๆ ในโลกนี้
กลุ่มกฎหมายที่ ๒ เป็นกลุ่มกฎหมายเกี่ยวกับอย่างที่ผมเรียกว่า ทจชล. ตรงนี้ จะมองเข้าไปในรายละเอียดของเนื้อที่จะต้องบูรณาการด้านความรู้ความเข้าใจ งานทั้งหมด ที่เกี่ยวกับทะเลมันจะเป็นห่วงโซ่ที่ต่อเนื่องเกี่ยวข้องกัน เพราะฉะนั้นงานความรู้เป็นสิ่งที่แยก ออกจากกันไม่ได้ อย่างกรณีกฎหมายในการรองรับไปเกี่ยวข้องกับความมั่งคั่งในเรื่องของ เศรษฐกิจและสังคม ไปเกี่ยวกับเรื่องของการป้องกันประเทศ เกี่ยวกับด้านความมั่นคง ทั้งหมดนี้มันจะต้องมีการเชื่อมแล้วก็ความเข้าใจร่วมกันถึงต้องมีคณะกรรมการ ทจชล. เกิดขึ้น ในภาคมิติของการมองโดยภาพรวมครับ
และกลุ่มกฎหมายสุดท้ายเป็นกลุ่มกฎหมายที่ดูแลเรื่องการปฏิบัติล้วน ๆ เลย ดูแลเรื่องศูนย์ประสานเดิมจะกลายมาเป็นศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติ ทางทะเล หรือเรียกว่า ศรชล. ยังเรียกเหมือนเดิมนะครับ ตัวย่อ ซึ่งหน่วยงานนี้จะบูรณาการ ขีดความสามารถของหน่วยงานทางทะเลอย่างที่เรียนให้ทราบแล้ว ไม่ว่าจะเป็นกรมเจ้าท่า กรมประมง ตำรวจน้ำ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ทช. เรื่องของศุลกากรและ กองทัพเรือ รวมกับอีกประมาณเกือบ ๆ ๑๐ หน่วยงาน ๒๐ หน่วยงานจะต้องมาทำงาน ร่วมกัน ตัวอย่างที่เห็นอย่างที่นำเรียนแล้วว่าก็คือลักษณะเหมือนกับคำสั่ง คสช. มาตรา ๔๔ ที่ใช้ในการบูรณาการการแก้ปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย โดยเฉพาะประมง ผิดกฎหมายเรื่องเดียวเราจะต้องใช้คำสั่งแบบนี้มาบูรณาการขีดความสามารถ เพราะฉะนั้น กฎหมายฉบับนี้ในภาคปฏิบัติที่เกี่ยวข้องก็จะเน้นไปในเรื่องของว่า ถ้าหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง เจ้าของกฎหมายที่มีอยู่เดิม ยกตัวอย่างเช่นกรมประมงถ้ายังสามารถทำงานของกฎหมาย ที่ตัวเองดูแลรับผิดชอบได้ด้วยตัวเองก็ทำไป กรมศุลกากร ตำรวจน้ำหรือหน่วยงานใดที่มี อำนาจหน้าที่เฉพาะกฎหมายที่ตัวเองดูแลก็ยังทำต่อไปไม่มีการไปโอเวอร์รูล (Overrule) แต่ถ้าเกิด ๒ หน่วยงานขึ้นเมื่อไร ยกตัวอย่างเช่นกรณีออยล์สปิล (Oil Spill) น้ำมันรั่วไหล ที่เกาะเสม็ด ต้องบูรณาการขีดความสามารถของหลาย ๆ หน่วยงานทำงานร่วมกัน ตรงนั้น ละครับ ศรชล. จะเข้าไปดำเนินการในลักษณะของการบูรณาการเนื้อกฎหมายอำนาจหน้าที่ และทุกอย่างร่วมกันนะครับ และส่วนสุดท้ายเป็นเรื่องของบทลงโทษและบทเฉพาะกาลซึ่งอยู่ ในกรอบของกฎหมายโดยทั่วไปที่จะต้องมีองค์ประกอบของกฎหมายในลักษณะดังกล่าว ครอบคลุมติดตามไป ผมเรียนนิดหนึ่งในตัวภาคปฏิบัติคือ ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ ของชาติทางทะเล เปรียบเทียบง่าย ๆ เพื่อสร้างความเข้าใจนะครับ ขณะนี้เรามี พระราชบัญญัติกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน หรือเรียกว่า พ.ร.บ. กอ.รมน. นะครับ ทางเลือกของการปฏิบัติของ ศรชล. ไม่ได้ต่างกันเลยครับ ท่านยืนอยู่ขอบชายฝั่งหันหน้าเข้า ดูแล ๕๑๔,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร หันหน้าออกดูแลอีก ๓๐๐,๐๐๐ กว่าตารางกิโลเมตร ตรงนั้นคือกฎหมายที่จะมารองรับในลักษณะเดียวกัน แต่ ๓๐๐,๐๐๐ ตารางกิโลเมตรดังกล่าวนั้น ไม่ได้มองในเรื่องความมั่นคงแต่เพียงอย่างเดียวนะครับ มองในเรื่องมิติของความมั่งคั่งและ ความยั่งยืนร่วมกันไปด้วย เป็นการดูแลผลประโยชน์ของชาติทางทะเลโดยภาพรวมร่วมกัน ในทั้งมิติมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนนะครับ ในกรอบดังกล่าวอย่างนี้กฎหมายที่มีอยู่นี้จะทำให้ ครอบคลุมได้ทั้งระดับนโยบาย วิชาการและภาคปฏิบัติรวมอยู่ในกฎหมายฉบับเดียวกันและมี อำนาจในการครอบคลุม เน้นนะครับว่าไม่มีการไปโอเวอร์รูล (Overrule) หน่วยงานใด หน่วยงานหนึ่ง ในกรอบของกฎหมายจะเขียนไว้อย่างชัดเจนว่าในยามปกติถ้า ๑ หน่วยงานทำได้ทำไป นะครับ ถ้าเกินกว่า ๑ หน่วยงาน ท่านหมายถึงว่าหน่วยงานนั้นร้องขอหรือเรื่องที่เกิดขึ้นไม่มี กฎหมายของหน่วยงานใดที่จะไปครอบคลุมได้ ศรชล. ก็จะลงไปดำเนินการ เช่นเดียวกัน ในกรอบของวิชาการถ้าลักษณะนั้นจะต้องทำงานร่วมกัน ศูนย์ศึกษาทั้ง ๔ ศูนย์ก็จะมี การบูรณาการในลักษณะงานเดียวกัน กรอบนโยบายเช่นเดียวกัน ๑๖ กระทรวง ถึงแม้จะมี ในกรอบใหญ่ทั้ง ๑๖ กระทรวง แต่ถ้าเป็นเรื่องเฉพาะกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งเจ้าของ กระทรวงก็จะเป็นเจ้าของเรื่องนั้น ๆ ในการที่จะดูแลโดยภาพรวม เพราะฉะนั้นโดยสรุปแล้ว ในภาพรวมกลางของกฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายลักษณะบูรณาการ ไม่ไปโอเวอร์รูล (Overrule) หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง ลักษณะต้องทำงานร่วมกันทั้งระบบ ถามว่า บทลงโทษมีอยู่ไหม การมีส่วนร่วมมีอยู่ไหม มีอยู่ในกฎหมายเดิมของเจ้าของกฎหมายทั้งสิ้น ผมยกตัวอย่างเช่น พระราชกำหนดประมงที่เพิ่งออกมาใหม่มีคณะกรรมการจังหวัดดูแล ประกอบด้วย ๑๓ ท่าน ใน ๑๓ ท่าน มีทั้งภาคประชาชน มีทั้งวิชาการ มีทั้งเจ้าหน้าที่ภาครัฐ เข้าไปเกี่ยวข้อง เช่นเดียวกับกฎหมายส่งเสริมทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมทางทะเล ของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งก็เป็นลักษณะเดียวกัน ต่อไปกฎหมายขณะนี้ เรามีการทำแผนรองรับเรื่องกฎหมายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ก็จะเป็นลักษณะ กรรมการการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนเข้าทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ ทั้งหมดนี้ คือเกิดการบูรณาการการใช้ประโยชน์และการดูแลปกป้องคุ้มครองทะเลร่วมกันอย่างเป็น ระบบในลักษณะใช้พลังอำนาจของชาติที่มีอยู่ทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคประชาชนร่วมกัน ในการดูแลผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ทั้งหมดนี้มองในกรอบมิติของมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ผมเรียนว่าทั้งหมดนี้เป็นความตั้งใจของคณะทำงานที่ทำงานเรื่องนี้มากว่า ๗ ปี ในการขับเคลื่อนจนออกมาเป็นแผนความมั่นคงแห่งชาติทางทะเล ซึ่งรัฐบาลได้กรุณา ให้ความเห็นชอบมา ๒ ปี แล้วขับเคลื่อนต่อมาถึงการออกพระราชบัญญัติในการ รักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลฉบับนี้ ผมคิดว่าในเวทีสำคัญต่าง ๆ เหล่านี้ ต้องขอขอบพระคุณคณะทำงานของกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่ จะดูแลและผลักดันเรื่องนี้ ซึ่งจากนี้ไปนะครับ ขณะนี้ตัวร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ อยู่ที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติกำลังจะขับเคลื่อนผ่านคณะกรรมการนโยบาย คือผ่านคณะกรรมการนโยบายซึ่งท่านรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานเรียบร้อย รอท่านนายกรัฐมนตรีกำหนดวาระในการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติในเดือนนี้ หรือเดือนหน้า เพื่อจะรับรองตัวนี้ก่อนที่จะนำเข้าสู่ ครม. และจะผ่านการกลั่นกรองของ คณะกรรมการกฤษฎีกาอีกครั้งหนึ่ง แล้วจากนั้นจะเข้าสู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพื่อดำเนินการออกกฎหมายต่อไป ในขั้นตอนขณะนี้เป็นขั้นตอนที่ทาง สปท. ได้กรุณา นำเรื่องนี้มาผลักดันให้เห็นความสำคัญและขับเคลื่อนตรงนี้ทางข้างเพื่อไปสู่กระบวนการ ในการออกกฎหมายของสภานิติบัญญัติแห่งชาติต่อไป ผมขออนุญาตนำเรียนโดยสรุปของ เนื้องานของกฎหมายในเนื้อรายละเอียดเท่านี้ ขอบพระคุณครับ