กฤษณะ บวรรัตนารักษ์ ชี้แจงและเสนอแนวทางการปฏิรูปประเทศผ่านการส่งเสริมความยุติธรรม โดยเน้นบทบาทของทนายความอาสา พร้อมเสนอให้จัดตั้งทนายความสาธารณะในรูปแบบองค์กรรัฐภายใต้การกำกับของกระทรวงยุติธรรม และผลักดันการปรับปรุงคุณภาพทนายความผ่านการอบรมเฉพาะด้าน การเพิ่มเติมเนื้อหาหลักสูตรการฝึกอบรม และการสนับสนุนด้านงบประมาณ ข้อมูลสถิติ ความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อส่งเสริมหลักนิติธรรม จริยธรรม และคุณธรรมให้มั่นคงยิ่งขึ้น
กราบเรียนท่านประธานสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนะครับ กระผม พลโท กฤษณะ บวรรัตนารักษ์ ประธานอนุกรรมาธิการ ขอเรียนตอบที่ท่านสมาชิกได้กรุณา อภิปรายให้ข้อเสนอแนะ ข้อสังเกตที่เป็นประโยชน์ดังนี้นะครับ
เริ่มจากของท่านสุรินทร์นะครับ อันนี้ก็เรียนว่าทางคณะกรรมาธิการ และคณะอนุกรรมาธิการเห็นด้วยกับท่านทุกประการว่าในการปฏิรูปนั้น มันต้องปฏิรูปตั้งแต่ ต้นน้ํา กลางน้ํา ปลายน้ํา แล้วถ้าเป็นไปได้การป้องกันไม่ให้เกิดเหตุ ทุกอย่างมันก็จะราบรื่น อันนี้เห็นด้วยครับ แต่ที่มาทําเรื่องนี้ก็เพราะว่าถ้าท่านสังเกตตัวรายงานจะมีดาว ๓ ดวง คือเป็นเรื่องเร่งด่วนเหมือนกับได้รับมอบหมายมาจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ ซึ่งอันนี้เป็นเรื่อง ที่ส่งต่อมาว่าให้เน้นสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศรับ สปช. มาทําต่อในเรื่องของ การอํานวยความยุติธรรม โดยเน้นในเรื่องทนายความ แต่คณะกรรมาธิการและอนุกรรมาธิการ ก็รับข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ของท่านไปพิจารณาดําเนินการต่อไป
ส่วนของท่านสมพงษ์ ผมก็ขอเรียนว่าในรายงานนี้มีนะครับ ที่บอกว่า ทนายความอาสาในชั้นสอบสวน มี ต้องจัดหาและต้องดําเนินการอย่างไรก็อยู่ในรายงาน นะครับ แล้วก็ต้องขอขอบคุณท่าน พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน ที่ได้กรุณาเพิ่มเติม ในประเด็นนี้ให้ชัดเจนนะครับ ในเรื่องที่ท่านสมพงษ์บอกว่าควรจะตั้งเป็นเหมือนกับ หน่วยงานใหม่หรือว่าให้เป็นข้าราชการ ก็เรียนนะครับว่า คณะอนุกรรมาธิการก็ได้ศึกษาครับ เราทราบว่ากระทรวงยุติธรรมได้จ้างอาจารย์ในมหาวิทยาลัยทําการศึกษาวิจัยของ ต่างประเทศที่เรียกว่า ทนายความสาธารณะ หรือพับบลิกดีเฟนเดอร์ (Public Defender) นะครับ คือรัฐมีอัยการในการดําเนินคดี ขณะเดียวกันรัฐก็จะไปเหมือนกับจัดหาสํานักงาน ทนายความหรือองค์กรมาทําหน้าที่ให้กับจําเลย อันนี้ก็ทราบว่ากระทรวงยุติธรรมศึกษาอยู่ แต่ก็อาจจะติดอยู่ที่ปัญหาประเด็นเรื่องงบประมาณ แต่อันนี้คิดว่ากระทรวงยุติธรรมก็คงจะ ดําเนินการศึกษาต่อ และถ้าเป็นไปได้ในอนาคตก็คงจะมีที่เรียกว่าทนายความสาธารณะ อย่างเป็นกิจจะลักษณะ มิใช่ว่าอาสาไปอาสามานะครับ
ส่วนของท่านวันชัย ก็ขอบพระคุณนะครับ ก็เลยทําให้ท่านสมาชิกได้ทราบว่า ท่านวันชัยนี้เรียกว่าเป็นตัวจริงเสียงจริง แล้วก็ทราบถึงหัวอกในการประกอบวิชาชีพ ทนายความเป็นอย่างดีนะครับ ก็เรียนท่านด้วยว่าจะต้องมีการประเมินผลหลังการฝึกอบรม อย่างจริงจังแล้วก็เข้มข้น แล้วในการอบรมให้ความรู้นั้นที่ได้พิจารณาก็ต้องให้ความรู้เฉพาะด้าน เช่น ต่อไปใครจะเป็นทนายความอาสา จะไปว่าความคดีเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม คดีบุกรุก ป่าสงวนแห่งชาติ คดีผู้บริโภค ก็จะต้องมีการให้ความรู้ทนายความอาสาในเฉพาะด้านด้วย และประการสําคัญนะครับ ตอนนี้ในการประกอบวิชาชีพของทนายความนั้น ประชาชน เรียกร้องว่าทนายความนั้นจะต้องอยู่ในหลักธรรม ๓ ประการ คือ ๑. ในการทําหน้าที่ต้องอยู่ ภายใต้หลักนิติธรรม ๒. อยู่ภายใต้หลักจริยธรรม แล้วก็ ๓. ภายใต้หลักคุณธรรม แล้วก็ ในหลักสูตรเนื้อหาของการอบรมก็จะต้องเน้นในเรื่องนิติธรรม คุณธรรม และจริยธรรม ให้ทนายความนําไปปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรมและจริงจังต่อไป
ในส่วนของท่าน พลตํารวจโท อํานวย นะครับ ก็ขอขอบพระคุณนะครับ ที่ยังขาดอยู่ และท่านก็ได้เสนอแนะให้เพิ่มในเรื่องชั้นจับกุม ควบคุม แล้วก็ปล่อยชั่วคราว อันนี้ก็จะดําเนินการไปเพิ่มเติมในรายงานนี้ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น แล้วก็รวมทั้งเรื่องมารยาท อันนี้ก็คิดว่าสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งเป็นองค์กรวิชาชีพก็ให้ความสําคัญ ในเรื่องมารยาทในการที่ว่าทนายความนั้นจะต้องมีความรับผิดชอบต่อลูกความครับ
ในส่วนของท่านต่อพงศ์ เดี๋ยวผมจะให้ท่านปิติกาญจน์จากกระทรวงยุติธรรม ได้ตอบชี้แจงนะครับ
ในส่วนของท่านกษิต ภิรมย์ ที่กรุณาให้ข้อมูลว่าจะต้องเพิ่มเติมในเรื่องสถิติ ต่าง ๆ ที่ผ่านมาว่าต้องการทนายความอาสาที่ผ่านมาเท่าไร และมีค่าใช้จ่ายจ่ายไปเท่าไร อันนี้ ก็รับไปดําเนินการหามาเพิ่มเติม รวมทั้งควรจะมีข้อมูลในเรื่องอนุสัญญาระหว่างประเทศ ที่เกี่ยวข้องว่ารัฐจะต้องจัดหาทนายความให้กับผู้ด้อยโอกาส ทั้งในส่วนของอนุสัญญาของ องค์การสหประชาชาติและอนุสัญญาของอาเซียน (ASEAN) รวมทั้งรับว่าจะไปเสนอแนะ ในรายงานนี้ว่ากระทรวงยุติธรรมควรจะต้องประสานหรือขอความร่วมมือกับหน่วยงาน ระหว่างประเทศ เช่น ยูเอ็นดีพี (UNDP) หรือมูลนิธิต่าง ๆ มาให้ความช่วยเหลือกับกระทรวง ยุติธรรมในการปรับปรุงคุณภาพของทนายความให้มีคุณภาพดียิ่งขึ้น เป็นที่ยอมรับ และเชื่อถือของประชาชนและสังคม
ในส่วนที่ท่านวิทยาได้กรุณาให้ข้อมูลแล้วก็ข้อเสนอแนะนั้น เดี๋ยวจะให้ ท่านสรวิศจากสํานักประธานศาลฎีกาเป็นผู้ตอบชี้แจง ผมขอเรียนครับ จากข้อมูลที่มีนะครับ ปัจจุบันสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ได้รับเงินสนับสนุนหรืออุดหนุนจากกระทรวง ยุติธรรมปีละ ๕๐ ล้านบาท ซึ่งไม่เพียงพอครับ ซึ่งอันนี้ท่านกษิตก็ได้กล่าวไว้แล้วว่าดูแล้ว ในการทํางานให้ได้ผลควรจะต้องได้รับการสนับสนุน ๒๐๐ ล้านบาทถึง ๓๐๐ ล้านบาท ซึ่งอันนี้ก็เป็นเรื่องที่กระทรวงยุติธรรมจะต้องไปหารือกับสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ แต่ได้เห็นด้วยในหลักการว่า ๕๐ ล้านบาทนั้นไม่เพียงพอ ส่วนรายละเอียดต่าง ๆ เดี๋ยวท่านสรวิศ จากสํานักประธานศาลฎีกาจะได้ตอบชี้แจงท่านครับ ผมขออนุญาตท่านประธานได้ให้ ท่านปิติกาญจน์ จากกระทรวงยุติธรรมได้ชี้แจงในประเด็นที่ท่านต่อพงศ์ได้กรุณาซักถาม นะครับ แล้วก็ตามด้วยท่านสรวิศครับ