วิทยา เสนอตั้งกองทุนค่าทนาย หวังจ่ายตอบแทนเป็นธรรม-เพิ่มงบสภาทนาย

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๓๐ · ๒๐ มิถุนายน ๒๕๕๙

วิทยา แก้วภราดัย หารือปัญหาค่าทนายความอาสาและข้อจำกัดด้านงบประมาณของสภาทนายความที่ส่งผลต่อการเข้าถึงความยุติธรรมของผู้ด้อยโอกาส เสนอให้ตั้งกองทุนเฉพาะและการคัดกรองทนายความอย่างเหมาะสม พร้อมเรียกร้องให้รัฐเพิ่มงบประมาณเพื่อสนับสนุนการพิทักษ์สิทธิอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม

นายวิทยา แก้วภราดัย

ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม วิทยา แก้วภราดัย สมาชิก สปท. หมายเลข ๑๔๒ นะครับ ต้องกราบเรียนนะครับว่า เป็นครั้งแรกที่วิชาชีพ ทนายความได้ถูกหยิบยกขึ้นมาหารือในระดับสภาอย่างเป็นจริงเป็นจังนะครับ แล้วก็ต้อง ขอบพระคุณก็คือคนที่เป็นประธานกรรมาธิการ ท่านเป็นถึงรองประธานศาลฎีกา แล้วก็ ยื่นมือลงมาที่จะมาดูแลทนายความด้วยตัวท่านเองกับคณะกรรมาธิการทั้งหมด ต้องขอ ขอบพระคุณครับ แต่เรื่องทั้งหมดนะครับผมคิดว่าผมคงมีข้อคิดเห็นสัก ๒-๓ ประเด็น ที่จะฝากคณะกรรมาธิการไป

ประเด็นที่ ๑ เรื่องทนายความขอแรง เป็นเรื่องความสัมพันธ์โดยตรงระหว่าง ทนายความกับศาลครับ สิ่งที่อยากจะให้ท่านช่วยกรุณาดูต่อไปสักนิดหนึ่งว่า อัตรา ค่าทนายความขอแรงที่ท่านให้มานี้ ผมเคยเป็นทนายความเก่านะครับ เป็นอัตราที่สูงครับ สูงที่จะจูงใจทนายความให้สามารถว่าความอย่างมีกําลังใจ ที่เขาบอกว่าซักความไม่มีฟอง เพราะว่าไม่มีค่าทนายความ ทีนี้ค่าทนายความอาสาก็เป็นระดับที่ดีมากครับ รุ่นผมที่ว่าความ อยู่ครับ คดีอาสาเราจะได้ประมาณ ๑,๕๐๐ บาทครับ คดีโทษถึงตลอดชีวิต ประหารชีวิต ก็ ๑,๕๐๐ บาทครับ คราวนี้สิ่งที่จะต้องเรียนถามท่านต่อไปเพื่อหาแนวทางก็คือ ๑. อํานาจ ในการตัดสินใจที่จะจ่ายค่าตอบแทนทนายความ เป็นดุลยพินิจของศาลครับ เพราะฉะนั้น สิ่งที่ทนายความทุกคนอยากจะได้ก็คือ อย่างน้อย ๆ ศาลเองควรจะมีกระบวนการในการ วางมาตรฐานมากกว่าปล่อยให้เป็นดุลยพินิจของเจ้าของสํานวนคดี เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว ดุลยพินิจของเจ้าของสํานวนคดีแต่ละจังหวัด แต่ละศาล อาจจะเป็นคดีประเภทเดียวกัน ปรากฏว่าค่าทนายความที่เป็นทนายความอาสาออกมาแตกต่างกัน

ประเด็นที่ ๒ เมื่อเป็นงานที่ศาลยุติธรรมเป็นคนที่สั่งอนุมัติค่าทนายความ อาสา คนจ่ายสตางค์ก็เป็นศาลครับ ปัญหาว่าบางศาลสตางค์หมด สตางค์ไม่มี พอเงินไม่มี ก็สั่งได้ค่าทนายความแต่ต้องเข้าคิวรอ คราวนี้จะแก้ปัญหาอย่างไร กรรมาธิการต้องคิดต่อว่า อาจจะต้องตั้งกองทุนเฉพาะสําหรับคดีทนายความอาสาไว้ที่ศาลยุติธรรม ท่านสั่งแล้ว ท่านจะได้จ่ายได้โดยสบายใจ ไม่ใช่สั่งแล้วสตางค์ไม่มี ทนายความก็จะเข้าคิวรอ

ประเด็นที่ ๓ ที่คิดว่าน่าจะมีการหารือกันในกรรมาธิการต่อไปสักนิดก็คือ ทนายความที่จะเป็นทนายความอาสา ควรจะเป็นทนายความที่มีกระบวนการกลั่นกรอง บุคคล ลูกความหรือจําเลยมีสิทธิที่ได้รับการพิทักษ์อย่างเพียงพอ ไม่ใช่คดีโทษประหาร ให้เด็กเพิ่งว่าความปี ๒ ปีขึ้นไปวัดดวงเสี่ยงนะครับ มันก็เอาชีวิตคนเข้าเสี่ยงกับกระบวนการ ซึ่งไม่แน่ครับ ผมก็คิดว่าวิธีทางออกตรงนี้ที่ดีที่สุดก็คือ ต้องเป็นนโยบายของศาลยุติธรรมครับ ในการที่จะกระชับความสัมพันธ์ระหว่างศาลยุติธรรมกับทนายความในแต่ละจังหวัด อย่างน้อยควรจะมีกรอบของการหารือระหว่างหัวหน้าศาลกับสภาทนายความประจําจังหวัด ในการวางกรอบว่าบุคคลที่จะมาว่าความในคดีขนาดไหนควรจะผ่านการกลั่นกรองทั้งจาก ศาลและจากทนายความเอง จากสภาทนายความเอง ไม่ใช่ปล่อยให้เจ้าหน้าที่ศาล เป็นคนเชื่อมกับประธานสภาทนายความที่นั่น แล้วก็ไปนั่งจัดคิวทนายความ ถ้านั่งจัดคิว ทนายอย่างนั้น ท่านก็อาจจะได้คนที่สนิทกับประธานสภาทนายความที่นั่นหรืออาจจะเป็น คนที่สนิทกับเจ้าหน้าที่ศาลของท่านเป็นคนมาว่าความอยู่สม่ําเสมอ

ประเด็นต่อไปครับ ค่าทนายความ ผมไม่แน่ใจว่าเราจะจ่ายให้เมื่อคดีถึงที่สุด หรือศาลชั้นต้นตัดสิน หรือศาลอุทธรณ์ตัดสิน เพราะว่ามันจะมีผลครับ ทนายความบางท่าน ว่าไปครึ่งทาง ศาลชั้นต้นตัดสิน ท่านก็อุทธรณ์ไปเสร็จ หลังจากอุทธรณ์ไปเสร็จ ผลอุทธรณ์ ยังไม่ออก ทนายความท่านนั้นอาจจะเปลี่ยนสถานะไปเป็นอัยการหรือเป็นผู้อาสาเสียแล้วก็ได้ แต่ทีนี้พอถึงที่สุดคดีศาลฎีกาตัดสิน มันถึงจะมาจ่ายค่าตอบแทนกัน เวลาจ่ายค่าตอบแทน ตรงนี้นะครับ จะกระจายเฉลี่ยความสามารถหรือว่าการทํางานที่คุ้มค่าให้กับทนายความ แต่ละชั้นไหน เช่น ทนายที่ว่าความในศาลชั้นต้นอาจจะได้อัตราที่มากกว่าคนที่ทําอุทธรณ์ หรือคนที่ทําฎีกา

ประเด็นสุดท้ายที่ผมคิดว่าต้องพูดให้กับทนายความก็คือ มีเพื่อนสมาชิก ในสภาเรียกร้องให้ทนายความไปช่วยในชั้นพนักงานสอบสวน ชั้นจับกุมหรือชั้นอะไร ก็ตามครับ แต่สิ่งหนึ่งที่สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ รู้สึกอึดอัดมาตลอดครับ สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์เป็นองค์กรที่ก่อตั้งขึ้นโดยกฎหมาย และมีกฎหมาย บัญญัติให้ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐ ผมไม่แน่ใจว่าวันนี้อัตราที่รัฐให้งบประมาณ กับสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ปีละสักกี่ล้านบาท ผมจําได้ครับ เราให้สัก ๖๐-๗๐ ล้านบาทต่อปี แล้วก็อัตรานี้แทบจะไม่เพิ่มขึ้นเลยครับ คณะกรรมาธิการพิจารณา งบประมาณไม่เคยอนุมัติให้กับทนายความ องค์กรทนายความไม่ได้อยู่ในฐานะที่ยืนอยู่ได้ สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์เลยมีรายได้หลักจริง ๆ ไม่ใช่ค่าตีทะเบียนทนายความ ผมตีทะเบียนทนายความผมจ่ายครั้งเดียว ผมว่าความได้ตลอดชีวิต เพราะฉะนั้น สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์กินเงินผมได้รอบเดียวครับคือวันที่ผมตีทะเบียน ครั้งแรก แล้วก็ตีทะเบียนตลอดชีพ สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์เป็นองค์กร ที่หาเงินยากครับ ช่วงหลังดีขึ้นมาหน่อยครับ คนที่จะเป็นทนายความได้ต้องผ่านการอบรม ต้องสอบ พอสอบก็จับสอบบ่อย ๆ สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ก็จะได้ค่าสอบ เป็นค่าใช้จ่ายขึ้นมา แต่สิ่งที่เป็นปัญหาเดี๋ยวนี้ตีตั๋วทนายความไม่ใช่เรื่องง่ายครับ บางคนจบนิติศาสตร์แล้ว สอบเป็นทนายความ ๔ รอบ ๕ รอบยังสอบไม่ผ่าน ก็เลยกลายเป็นว่า สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์จะหาเงินค่าสมัครสอบหรือเปล่า เป็นองค์กรค่อนข้าง จะลําบาก ผมก็คิดว่าเมื่อเรามีองค์กร เงิน เรามีเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ เจตนารมณ์ของ กระบวนการว่าเราอยากจะพิทักษ์สิทธิของประชาชนในเรื่องสิทธิการมีทนายความ เราคิด ที่จะหาเงินกองทุนสําหรับศาลจ่ายค่าทนายความ เราก็ควรจะคิดที่จะให้สภาทนายความ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้รับการจัดสรรงบประมาณระดับที่สามารถยืนอยู่ได้อย่างมีฐานานุรูป ไม่ใช่องค์กร ทนายความเป็นองค์กรที่ต้องดูถูกดูแคลน ผมมีอาชีพทนายความครับ วันหนึ่ง เมื่อคดีชาวนาเดือดร้อนเรื่องที่จะฟ้องเงินจากรัฐค้างค่าจํานําข้าว พวกผมเดินรับบริจาค บนถนนเอาเงินไปให้สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ ให้ท่านไว้เป็นค่าธรรมเนียม สําหรับฟ้องคดีให้คนยากคนจนเหล่านั้น กรณีที่ไม่อาจจะไต่สวนมูลฟ้องเป็นคดีอนาถาได้ เพราะฉะนั้นผมคิดว่ารัฐต้องเข้าไปดูแลองค์กรทนายความเพิ่มขึ้นครับ เพื่อเป็นการเพิ่ม หลักประกันให้กับประชาชนในการที่จะได้รับความคุ้มครองจากองค์กรภาคเอกชน องค์กรเดียวที่จะไปยืนอยู่ในกระบวนการยุติธรรมก็คือองค์กรสภาทนายความ ก็ขออนุญาต ออกความคิดเห็นผ่านไปยังท่านประธานกรรมาธิการครับ ขอขอบพระคุณครับ