กษิต ภิรมย์ หารือความจำเป็นในการจัดทำสถิติจำนวนคดีและทนายอาสา รวมถึงค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำมาวิเคราะห์การสนับสนุนทนายความอาสาอย่างมีประสิทธิภาพในอนาคต เสนอให้โอนภารกิจการจัดหาทนายความอาสาให้สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ combustible พร้อมจัดสรรงบประมาณเพียงพอ โดยกระทรวงยุติธรรมยังคงกำกับดูแลและร่วมฝึกอบรม รวมทั้งเน้นย้ำการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะการตั้งข้อกล่าวหาที่มักเกินจริงต่อผู้ถูกกล่าวหาที่ไร้โอกาสช่วยเหลือตนเอง และเสนอให้ประสานองค์กรระหว่างประเทศเพื่อนำองค์ความรู้จากต่างประเทศมาประกอบการพิจารณา
ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สปท. ลําดับที่ ๗ ครับ ก่อนอื่นต้องขอกราบเรียนท่านประธานผ่านไปที่ประธานกรรมาธิการ ว่าจําเป็นที่จะต้องมีสถิติของคดีที่ต้องการทนายอาสาในช่วง ๓ ปีหรือว่า ๕ ปีที่ผ่านมา กับอันที่ ๒ สถิติของบรรดาทนายความอาสาทั้งหลาย ทั้งที่ผ่านทางกระทรวงยุติธรรมแล้วก็ สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ อันที่ ๓ ก็ค่าใช้จ่ายที่ได้จ่ายไปแล้ว ทั้งหมดนี้จะได้ มาประมวลได้ว่าตั้งแต่ปีหน้าต่อ ๆ ไป ๕ ปี ๑๐ ปี โดยเฉลี่ยแล้วจากจํานวนคดีต่าง ๆ นั้น เราจะใช้ทนายความอาสามากน้อยแค่ไหน อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญยิ่ง ถ้าไม่มีสถิติมันก็พูดกัน ลอย ๆ กันไปเสียทั้งหมด
ส่วนอันที่ ๒ มันเป็นเรื่องหลักการครับท่านประธาน ว่าในเอกสารแล้วก็ ในการชี้แจงในเรื่องนี้ก็ได้ระบุมาแล้วว่าเรามีพันธกรณีต่ออนุสัญญาต่าง ๆ ของสหประชาชาติ โดยเฉพาะเรื่องสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานของการที่จะได้รับความคุ้มครองจากรัฐ อันนี้ ต้องแจงครับว่ากี่อนุสัญญาของสหประชาชาติ อาจจะเป็นในส่วนของอาเซียน (ASEAN) ด้วยเพราะเรามีกฎบัตรอาเซียน (ASEAN) และเราก็มีคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาล อาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชนมาเกี่ยวข้องด้วยครับ ในขณะเดียวกันในร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับของท่านมีชัย ฤชุพันธุ์ ก็ได้พูดไว้มากในเรื่องของนโยบายรัฐ แล้วก็หน้าที่ของรัฐ เมื่อเป็นทั้งพันธกรณีระหว่างประเทศโดยเฉพาะกับสหประชาชาติ แล้วก็เป็นหน้าที่ของรัฐ ในการที่จะดูแลปกป้องคุ้มครองประชาชน ผมคิดว่าในการทํางานของเราที่นี่ต้องบอกเสียก่อน แล้วมันหน้าที่ของรัฐบาลโดยเฉพาะ ของกระทรวงยุติธรรม จะต้องเป็นหน้าที่ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ที่จะต้องไปจัดหาทนายอาสา เข้ามาให้มันครบหรือไม่ ถ้าเผื่อต้องการ ๑,๐๐๐ คน คดีอาญาเท่าไร คดีแพ่งเท่าไร แล้วมัน ก็ต้องแจงออกไปใช่ไหมครับตามลักษณะของคดี แล้วเราก็มาวางเป้าหมายกันว่าภายใน ๕ ปี ๑๐ ปีข้างหน้า สมมุติว่าเราต้องการทนายอาสา ๑,๐๐๐ คน เราจะฝึกอบรมเตรียมการได้ ภายในปี ๒ ปีข้างหน้าหรือไม่ แล้วก็ควรจะเป็นหน้าที่ของกระทรวงยุติธรรมหรือไม่ กระผมเอง ส่วนตัวเห็นว่าน่าจะเป็นหน้าที่ของกระทรวงยุติธรรม อย่าโบ้ยไปที่โน่นที่นี่เลยครับ แต่ว่า ถ้าเผื่อจะคิดนอกกรอบสักนิดหนึ่ง ขอเสนออีกนิดหนึ่งนอกกรอบ ก็มีอีกวิธีหนึ่งก็เป็นข้อเสนอ ของ สปท. ไปที่รัฐบาลได้ ขอให้กระทรวงยุติธรรมโอนภารกิจของการจัดหาทนายอาสา ทั้งหมดนี้ให้กับสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ พวกกระผมได้มีโอกาสพบกับ สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อ ๓-๔ เดือนที่แล้ว มีความชื่นชมต่อความเสียสละ แล้วก็การอุทิศตนเพื่อส่วนรวม แต่การสนับสนุนจากรัฐเป็นปัญหา ผมทราบว่าเท่าที่ผ่านมา ต้องการเงินสนับสนุนประมาณสัก ๒๐๐-๓๐๐ ล้านบาท แต่ที่ผ่าน ๆ มามันก็ตกมาประมาณ ๕๐ ล้านบาทต่อปี มันไม่เป็นการเพียงพอ ตัวเลขผมอาจจะผิดนิดหน่อย แต่ว่าคงจะ ไม่คลาดเคลื่อนนัก คราวนี้ถ้าเผื่อคิดนอกกรอบ ให้รัฐบาลโดยกระทรวงยุติธรรมโอนงานของ ทนายอาสาทั้งหมดทุกประเภทไปให้กับสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ มันก็เป็น การกระจายอํานาจครับ เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูป แล้วเมื่อจะโอนภาระหน้าที่ไปให้แล้ว ก็ต้องโอน แล้วก็จัดหางบประมาณไป จะเป็น ๑,๐๐๐ ล้านบาท ๒,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อผู้ที่ ยากไร้ไม่สามารถที่จะคุ้มครองตัวเองต่อหน้ากระบวนการยุติธรรมได้ ทําไมเราจึงจะ ไม่ทําเช่นนั้น ผมว่าเงิน ๑,๐๐๐ ล้านบาท ๒,๐๐๐ ล้านบาท ๓,๐๐๐ ล้านบาท ไม่ได้เป็น ประเด็นปัญหาอะไร ผมก็เห็นว่ามีการใช้งบประมาณกันครึกโครมมาทุกยุคทุกสมัยนะครับ อันนี้ เพราะฉะนั้นเงินมีในประเทศไทย ไม่ได้เป็นปัญหาที่จะจัดหามา แล้วก็ถ้าเผื่อเรา คิดนอกกรอบกัน มอบเรื่องทั้งหมดไปให้สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ แต่ว่า กระทรวงยุติธรรมก็สามารถที่จะกํากับการปฏิบัติได้ ดูแลควบคุมต่าง ๆ เหล่านี้ แล้วก็ ในขณะเดียวกันก็สามารถจะเป็นแกนกลางในการที่จะฝึกอบรมทนายอาสาเป็นระยะ ๆ ด้วยกระทรวงยุติธรรมเองหรือว่าด้วยการร่วมมือกับสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์
ส่วนอีกประเด็นหนึ่ง ก็คือว่าน่าจะประมวลไว้ด้วยนะครับ หลักเกณฑ์ กฎเกณฑ์ แล้วก็สหประชาชาติให้ความช่วยเหลือบรรดาประเทศกําลังพัฒนาอย่างไร ที่ประเทศไทยก็มีสํานักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ ยูเอ็นดีพี (UNDP) เขาเป็น หน่วยงานประจําประเทศไทยเป็นการเฉพาะ ยูเอ็นดีพีไทยแลนด์ (UNDP Thailand) ก็น่าจะ ปรึกษาหารือกับท่านผ่านทางเครือข่ายของสหประชาชาตินั้นเขาจะให้ความร่วมมือช่วยเหลือ กับเราอย่างไรได้บ้างในเรื่องของทนายความอาสา แล้วก็โดยเฉพาะองค์ความรู้ ประสบการณ์ ความชํานาญการ ในขณะเดียวกันก็อาจจะพูดกับทางมูลนิธิของพรรคการเมืองของประเทศ เยอรมนีทั้ง ๕ ที่อยู่ที่ประเทศไทย หรือจะพูดกับมูลนิธิของพรรคของที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ๒ พรรค เขาก็มีสํานักงานที่นี่ หรือจะพูดกับแม้กระทั่งเอเชียฟาวน์เดชัน (Asia Foundation) ซึ่งหน่วยงานต่าง ๆ เหล่านี้นอกเหนือจากสหประชาชาติ ก็พร้อมที่จะให้ความร่วมมือ ผมคิดว่าไหน ๆ จะทํากันแล้ว ผมว่าดูให้รอบ ๆ เสียหมดว่าอะไรมันอยู่ที่ไหนแล้วจะดึง เข้ามาร่วมมือช่วยเหลือกับเราได้อย่างไร ในขณะเดียวกันก็น่าจะมีการมอบหมายให้ คณะนิติศาสตร์ในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ช่วยประมวลเสียนิดหนึ่งว่าวิธีการว่าด้วย การจัดหาทนายความอาสาในประเทศเยอรมนี ประเทศญี่ปุ่น หรือแม้กระทั่งเพื่อนบ้าน ของเรา จะเป็นประเทศสิงคโปร์ ประเทศมาเลเซีย เกาะฮ่องกง เขาทํากันอย่างไรบ้าง แล้วก็ นําเอาองค์ความรู้เหล่านั้นมาประกอบการพิจารณา เรามักจะทําอะไรกันง่าย ๆ ว่าวิธีที่จะ แก้ปัญหาก็ให้เครื่องราชอิสริยาภรณ์เสียดีกว่า เพิ่มเงินสักอีกนิดหนึ่ง คือเราไม่ใช่เด็กนะครับ แล้วก็คนที่เป็นทนายความอาสาผมคิดว่าเขามีเกียรติภูมิ เกียรติยศ ไม่จําเป็นต้องมีทอฟฟี่ มาคอยล่อต่าง ๆ เหล่านี้ อย่ามองหรือว่าแก้ปัญหาด้วยวิธีการเหล่านี้เลยครับ มาคิดกันเป็นระบบ แล้วก็ช่วยกัน ดําเนินการเพื่อการตอบสนองต่อผู้ที่ยากไร้เป็นไปอย่างเป็นกิจจะลักษณะ แต่ว่าคู่ขนานกันไป ก็อยากจะฝากไว้ด้วยครับ การตั้งข้อกล่าวหาของทางฝ่ายตํารวจบางทีมันเกินข้อเท็จจริง แล้วก็ผู้ที่ถูกเป็นจําเลยไม่ได้มีโอกาสชี้แจงตั้งแต่ต้นว่าที่ตั้งครอบจักรวาลมานั้นมันไม่ได้โยงใย กับข้อเท็จจริงหรือสิ่งที่ได้เกิดขึ้น อันนี้ผมต้องขอฝากไว้ด้วยนะครับ เพราะว่าผู้ที่ไม่สามารถ จะช่วยตัวเองได้ต่าง ๆ เหล่านี้มักจะเจอข้อหาครอบจักรวาลกันมากมาย ผมก็ต้องปฏิรูป กระบวนการยุติธรรม วิธีพิจารณาความอาญาต่าง ๆ เหล่านี้ ก็ขอฝากไว้ด้วยครับท่านประธาน ขอขอบคุณมากครับ