สรวิศ ลิมปรังษี ชี้แจงแนวทางการกำหนดค่าทนายความตามความร้ายแรงของคดีโดยอ้างอิงระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมปี 2548 พร้อมยกตัวอย่างอัตราค่าทนายความตามประเภทคดี และเสนอให้ปรับปรุงการคัดเลือกทนายความร่วมกับสภาทนายความในพื้นที่ รวมถึงการจ่ายค่าตอบแทนเป็นงวดตามขั้นตอนคดีเพื่อความเป็นธรรม พร้อมหารือปัญหาการตั้งและเบิกจ่ายงบประมาณให้ศาลที่ส่งผลต่อการขาดแคลนเงินจ่ายตามคำสั่งศาล
กราบเรียน ท่านประธานสภา และท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรตินะครับ เมื่อสักครู่ท่านสมาชิกท่านวิทยา ได้กรุณาตั้งคําถาม ๔ ประเด็น
ประเด็นแรก คือเรื่องของดุลยพินิจในการกําหนดค่าทนายความในชั้นศาล
ประเด็นที่ ๒ คือเรื่องของงบประมาณในการเบิกจ่ายค่าทนายความ
ประเด็นที่ ๓ คือเรื่องของการคัดเลือกทนายความในแต่ละคดี
ประเด็นที่ ๔ คือเวลาที่ศาลได้มีคําสั่งจ่ายค่าทนายความในแต่ละช่วงเวลา
ขออนุญาตเรียนชี้แจงทีละประเด็น ในส่วนประเด็นแรกเรื่องของดุลยพินิจ ในการกําหนดค่าทนายความในแต่ละคดี ในส่วนตรงนี้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญาได้มีการกําหนดว่าให้ศาลกําหนดเรื่องของค่าทนายความ ฉะนั้นในอดีตที่ผ่านมา ซึ่งสมัยท่านสมาชิกประกอบวิชาชีพทนายความอยู่ ก็อาจจะมีข้อขัดข้องคือทําคดีที่ร้ายแรง เช่น คดีประหารชีวิต ได้ค่าตอบแทนเพียงแค่ ๑,๕๐๐ บาท ซึ่งในส่วนตรงนี้ทางสํานักงาน ศาลยุติธรรมก็ได้เล็งเห็นความสําคัญของการกําหนดค่าทนายความให้มีความเหมาะสม กับแต่ละคดี ก็เลยมีการออกระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม เมื่อปี ๒๕๔๘ ในระเบียบตัวนี้จะแบ่งหลักเกณฑ์ในการกําหนดค่าทนายความให้มีความเหมาะสมกับความ ร้ายแรงของข้อหาที่มีการดําเนินคดี ก็โดยแบ่งเป็น ๓ ประเภท ถ้าเป็นประเภทที่ ๑ ที่ท่านยกตัวอย่างคือเรื่องของคดีที่มีโทษประหารชีวิต จะกําหนดขั้นต่ํา ไว้เลยว่าต้องไม่ต่ํากว่า ๘,๐๐๐ บาท สูงสุด ๕๐,๐๐๐ บาท ถ้าเป็นคดีที่โทษจําคุก ๑๐ ปี ขึ้นไปถึงประหารชีวิตนะครับ ขั้นต่ํา ๖,๐๐๐ บาท ขั้นสูง ๔๐,๐๐๐ บาท ส่วนที่เหลือ ขั้นต่ํา ๔,๐๐๐ บาท แล้วก็ขั้นสูง ๓๐,๐๐๐ บาท เพราะฉะนั้นในส่วนตรงนี้เพื่อให้ศาลแต่ละศาล ทั่วประเทศที่มีอยู่ ๒๐๐ กว่าศาล สามารถกําหนดค่าทนายความให้มีความเหมาะสมกับ ความร้ายแรงของแต่ละเรื่อง เพราะฉะนั้นปัจจุบันถ้าเกิดท่านไปทําคดี ขั้นต่ําน่าจะ ๘,๐๐๐ บาท เป็นอย่างน้อย
ในส่วนประเด็นที่ ๒ เรื่องของการตั้งงบประมาณเบิกจ่ายว่าเวลาที่ศาลสั่งไปแล้ว จะมีปัญหาในการเบิกจ่ายหรือเปล่าว่าสั่งให้จ่าย ๘,๐๐๐ บาทหรือ ๑๐,๐๐๐ บาทไป แต่ศาล แต่ละศาลอาจจะไม่มีเงินที่จะจ่ายนะครับ จริง ๆ ในช่วงหลังนะครับ ตั้งแต่ท่านประธาน คณะกรรมาธิการเป็นเลขาธิการสํานักงานศาลยุติธรรม ท่านได้กรุณาใช้ระบบการบริหาร งบประมาณสมัยใหม่ที่ว่าจะทําให้ศาลทั่วประเทศรู้ว่างบประมาณแล้วก็เงินที่มีอยู่นี้ ในช่วงเวลาหนึ่งมีเหลือเท่าไร เพราะฉะนั้นสามารถที่จะเบิกจ่ายงบประมาณจากส่วนกลางได้ เพราะฉะนั้นในเรื่องของข้อขัดข้องในการที่จะตั้งงบประมาณตรงนี้ปัจจุบันก็คงจะไม่มาก แต่ว่าที่ท่านเสนอว่าน่าจะมีงบประมาณจากรัฐบาลให้สนับสนุน อันนี้ก็ยินดีนะครับ จะให้ ๑๐๐ หรือ ๒๐๐ ก็ได้นะครับ
ส่วนประเด็นที่ ๓ เรื่องของการคัดเลือกทนายความในแต่ละคดีว่าจะมีการ คัดเลือกให้มีความเหมาะสมกับความร้ายแรงหรือว่าสภาพของแต่ละคดีมากน้อยแค่ไหน จริง ๆ แล้วในตัวระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม เมื่อสักครู่นี้มีการกําหนดไว้ด้วย นะครับ เรื่องของการคัดเลือกทนายความว่ามีการทําบัญชีที่แบ่งประเภทตามประสบการณ์ ของทนายความ ถ้าเป็นคดีที่มีโทษร้ายแรงเราก็จะเลือกจากบัญชี ๑ ที่มีทนายความที่มี ประสบการณ์สูงขึ้น ถ้าคดีที่มีโทษไม่ร้ายแรงนักก็ใช้อีกบัญชีหนึ่ง แต่ในส่วนที่ท่านเสนอว่า น่าจะมีการหารือ มีการปรึกษากันระหว่างท่านผู้พิพากษาหัวหน้าศาลในแต่ละจังหวัด กับหัวหน้าของสภาทนายความในแต่ละจังหวัดก็เป็นเรื่องที่คิดว่าน่าจะอยู่ในวิสัยที่ทําได้ว่า ในเรื่องของการประสานงานเพื่อทําให้ได้ข้อมูลมากขึ้นนะครับ
ประเด็นที่ ๔ ที่ท่านกรุณาแสดงข้อห่วงกังวลก็คือว่าการจ่ายเงินค่าตอบแทน ของทนายความตรงนี้ เนื่องจากระยะเวลาในแต่ละคดีอาจจะใช้เวลาค่อนข้างนาน เพราะฉะนั้น เงินที่สั่งจ่ายไปแล้วทนายความอาจจะได้รับค่าตอบแทนช้าหรือเร็ว ในส่วนตรงนี้ระเบียบ คณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมก็ได้เล็งเห็นความสําคัญเหมือนกันนะครับ ก็ได้แบ่ง การจ่ายเงินเป็นช่วง ๆ เพราะฉะนั้นช่วงแรกสุดพอศาลชั้นต้นมีคําพิพากษา มีคําตัดสินชี้ขาด ศาลชั้นต้นจะจ่ายไปก่อนงวดหนึ่งเลยเพื่อตอบแทนการที่ท่านทํางานในศาลชั้นต้น แล้วนอกจากนั้นจริง ๆ แล้วในระเบียบเพิ่มเติมไว้อีกว่าถึงแม้ก่อนศาลพิพากษานี้ ถ้าเกิด ทนายความไปทํางาน อย่างเช่นไปตรวจพยานหลักฐาน ไปสืบหาอะไรก็แล้วแต่ ศาลก็ สามารถสั่งจ่ายไปก่อนได้เมื่อท่านทํางาน เพียงแต่ว่าไม่เกินร้อยละ ๒๕ ของจํานวน ค่าทนายความทั้งหมด พอคดีมันเดินต่อในชั้นอุทธรณ์ ในชั้นฎีกา เนื่องจากทนายความ ทํางานเพิ่มเติมขึ้นมา ในระเบียบก็ให้อํานาจการจ่ายเพิ่มมาอีกว่าถ้าสมมุติว่าในคดีที่มี โทษประหารชีวิต ซึ่งเมื่อสักครู่บอกขั้นสูงไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาทนะครับ ถ้าเกิดในชั้นต้น จ่ายไปแล้ว ๒๐,๐๐๐ บาท ยังมีช่องว่างเหลืออยู่ ๒๐,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ บาท เราทํางาน ในชั้นอุทธรณ์ ชั้นฎีกาศาลก็สามารถสั่งจ่ายเพิ่มเติมให้ เพราะฉะนั้นในส่วนตรงนี้คิดว่า คงไม่น่ากังวลว่าถ้าทํางานไปแล้วจะไม่ได้รับค่าตอบแทน ก็จะมีการจ่ายให้เป็นช่วง ๆ ตามสเตป (Step) ขั้นตอนในการทํางานครับ ก็ขออนุญาตเรียนเป็นข้อมูลไว้ ขอบคุณครับ