สุรินทร์ เสนอปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม เน้นป้องกันปัญหาต้นทาง

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๓๐ · ๒๐ มิถุนายน ๒๕๕๙

สุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ หารือการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม โดยเน้นย้ำความสำคัญของการป้องกันปัญหาตั้งแต่ต้นทางผ่านการไกล่เกลี่ยและบทบาทของตำรวจและผู้นำชุมชน แทนการรอแก้ไขเมื่อเกิดคดีแล้ว และเสนอให้กรรมาธิการทบทวนและผลักดันการปฏิรูปในภาพรวมอย่างเป็นระบบ โดยย้ำให้ดำเนินการอย่างกล้าหาญโดยไม่หวั่นต่อผลประโยชน์หรือความรู้สึกของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง

นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ สมาชิก สปท. หมายเลข ๑๗๓ ผมนั่งฟังรายงานของคณะกรรมาธิการ เรื่อง การปฏิรูปทนายความอาสา ทนายความขอแรง และที่ปรึกษากฎหมายของเด็ก หรือเยาวชน ด้วยความรู้สึกว่าท่านกรรมาธิการใส่ใจเรื่องเหล่านี้ โดยเฉพาะใส่ใจเรื่องของ คนจน ถ้าไม่มีคนจนในประเทศนี้ และมีเงินที่จะจ้างทนายความก็ไม่จําเป็นที่จะต้องทําเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นการใส่ใจคนจน ผมถือว่าถ้าให้เกรด (Grade) แล้วยังไม่ต้องพูดถึงเนื้อในนะครับ ก็ต้องให้เอลบ (A-) ไปก่อนแล้ว แล้วเดี๋ยวฟังผมอภิปรายแล้วท่านกรรมาธิการ รวมทั้ง สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศจะให้เอ (A) หรือเอบวก (A+) ก็ว่ากันอีกทีหนึ่ง ผมกราบเรียนว่าสิ่งที่ท่านนําเสนอนี้มันเป็นส่วนนิด ๆ เท่านั้นของกระบวนการยุติธรรม ของประเทศ กระบวนการยุติธรรมของประเทศมันต้องเริ่มต้นจากตํารวจใช่ไหมครับ ตามประมวลกฎหมายอาญา และ ป.วิ.อาญา และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องเยอะแยะมาก ที่เป็นเรื่องของกฎหมายแมนเมด (Manmade) ไม่ใช่กฎหมายธรรมชาติ ต่อไปก็เป็นเรื่องของ อัยการจะฟ้อง ไม่ฟ้อง ให้หาพยานหลักฐานเพิ่มเติม ต่อไปเป็นเรื่องของศาลที่จะฟังความว่า ตํารวจฟ้องว่าอย่างไร อัยการว่าอย่างไร แก้ต่างกันอย่างไร แล้วก็ลงมติหรือเรียกว่า ตัดสิน จากนั้นยังไม่จบนะครับ กระบวนการยุติธรรมมันไปโผล่ที่เรือนจํา เรียกว่า กรมราชทัณฑ์ ก็เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรม นอกจากราชการแล้วก็มีสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องมากมาย ก่ายกอง รวมทั้งเมื่อใดที่ไม่มีทนายความ ศาลก็ขอให้สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ ตั้งทนายความให้กับจําเลย โจทก์ไม่ต้องพูดถึง ถ้าจะเป็นโจทก์แล้วมันจะต้องมีเงิน เสียค่าใช้จ่ายในการฟ้องร้องใช่ไหมครับ และท่านก็พูดเสมอใน ๓-๔ ข้อ ที่ท่านเสนอก็คือว่า เรื่องงบประมาณ เรื่องสํานักงบประมาณ และเรื่องกรมบัญชีกลาง ผมกราบเรียนว่าทั้งหมด ที่ท่านพูดผมไม่มีข้อโต้แย้งเลยในเรื่องของค่าตอบแทน ในเรื่องของการจะให้ประกาศนียบัตร ชมเชย ในเรื่องของให้เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่สรรเสริญยิ่ง ดิเรกคุณาภรณ์ ให้ไป อบรมต่างประเทศ ให้ไปดูงานต่าง ๆ ร้อยแปดจิปาถะ ผมไม่มีความรู้สึกใด ๆ ที่จะโต้แย้ง เห็นด้วยทุกประการ แต่สิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านก็คือว่าระบบของการปฏิรูปทั้งหมดนี้ เรายังไม่ได้พูดถึงภาพรวมเลยว่าเราจะป้องกันไม่ให้เกิดเหตุเภทภัยกันอย่างไร ไม่ให้เกิด คดีความกันอย่างไร ไม่ใช่หมายถึงว่าพอไปแจ้งความกันโรงพัก ลงบันทึกประจําวันไปเรียกมา สอบสวน อย่างนั้นก็ง่ายนะครับ ง่าย เราน่าจะมีกระบวนการในการที่จะเรียกอะไร ใช้คําว่า ปรองดอง มันก็จะรู้สึกว่าไม่ได้ ศาลบางท่านก็จักจี้ เมื่อ ๒-๓ วัน ก็มีเรื่องอย่างนี้มา ศาลท่าน ก็บอกว่าแล้วจะทําหน้าที่แทนศาลหรอ อันนี้ก็ต้องกราบขอประทานอภัย ผมเอาจาก สื่อมวลชนมานะครับท่านประธานกรรมาธิการ ถ้าเริ่มจากการที่จะทําให้ไม่มีคดีความ รกโรงพัก ไม่มีรกศาล ไม่มีรกสํานักงานอัยการสูงสุด คุกก็ไม่ต้องมีมากมาย ยกตัวอย่าง ให้เห็นชัดเจนเลยท่าน ถ้าเราไม่ป้องกันให้เด็กแว้นมันขี่มอเตอร์ไซค์แข่งกันแล้วทําให้ คนบาดเจ็บล้มตาย รบกวนประชาชนทีละ ๒๐๐-๓๐๐ คน ถามว่าถ้าไม่มีการแข่งมันมีคดีไหม ไม่มี แล้วเด็กที่แข่งรถครับ แล้วทําความผิดกฎหมายให้บ้านเมืองนี้ มีทั้งเด็กรวย พ่อแม่รวย กับเด็กจนก็คือเกาะหลังเขาไป แต่โดนหมด ใครอยู่ในวงนั้นก็ต้องว่าไป ในที่สุดเราก็จะต้อง หาที่ปรึกษาให้เด็กหรือเยาวชนเมื่อมีการฟ้องร้องใช่ไหมครับ แล้วก็หาค่าตอบแทนให้ ถ้าเรา ป้องกันไม่ให้เกิดเหตุเภทภัยอย่างนี้เสียก่อน น่าจะอยู่ในกระบวนการของกระบวนการ ยุติธรรมด้วยไหม ผมเสริมนะอันนี้ ไม่ได้เห็นแย้งอะไรกับท่านเลย เห็นด้วยทุกประการ แต่ผมกําลังจะเสริมว่า ถ้าตํารวจทําหน้าที่ด้วยความเมตตาธรรม ข้างบ้านมันส่งเสียงดัง หรือมันร้อยแปดจิถาปะ มาบอกตํารวจ ตํารวจก็ไปเรียกมาคุยกัน ยังไม่ต้องลงบันทึก แจ้งความอะไรร้อยแปดจิถาปะ กระบวนการยังไม่นับ ๑ นะครับ ปัญหาก็จะน้อยลง แล้วลึกไปกว่านั้นผมจําได้ว่าในอดีต ปัจจุบันมีไหมไม่แน่ใจ กระทรวงยุติธรรมเขาลุกขึ้นมา ทําเรื่องของกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท คือเชิญตํารวจกระทรวงมหาดไทย แล้วก็ เจ้าหน้าที่ของกระทรวงยุติธรรมมาคุยกันว่าในกรณีที่ถ้ายังไม่เกิดคดีเหตุความร้อยแปดจิถาปะ ก็ให้ไกล่เกลี่ยกันเสีย หรือเมื่อสมัยผมเป็นเด็ก ๆ เราเรียกว่า ศาลหมู่บ้าน หรือว่าโบราณ ไปกว่านั้น ผู้ใหญ่บ้าน กํานัน เขาทําหน้าที่อะไรรู้ไหม ไกล่เกลี่ย โดยที่ไม่พูดถึงเรื่องไกล่เกลี่ย โดยไม่พูดถึงเรื่องประนอมข้อพิพาทร้อยแปดจิถาปะ ไม่มี สมัยโบราณที่ผมเป็นเด็ก ๆ อยู่บ้านนอก ตีหัวกันแตกปั๊บ ชกปากกัน เรียกมาคุยกันผู้ใหญ่บ้าน กํานัน ลูกเอ็งยายแดง นี่ลูกเอ็งทําเกินเลยไปหน่อยนะ เอ็งเสียค่าทําขวัญเสียหน่อยไหม จบ ไม่ต้องลงบันทึก ที่โรงพัก แต่ก่อนนี้ไม่เรียก สน. นะครับ เรียกโรงพัก ตอนผมเป็นเด็ก ๆ ไปไหน ไปโรงพัก คนก็เบื่อ ขยาด เพราะเมื่อไรก็ตามที่เป็นความก็กินขี้หมาดีกว่า อันนี้ตามภาษิตโบราณ ผมอยากกราบเรียนท่านประธานว่า ถ้าเราทํากันเป็นเรื่องเล็ก ๆ อย่างนี้ เมื่อไรจะเป็นจิกซอว์ (Jigsaw) อะไรก็ตามถ้าเราไม่มีการป้องปราม ไม่มีการป้องกันก่อน เหมือนโรคภัยไข้เจ็บ ปล่อยให้มันเป็นเยอะ ๆ มันก็ระบาดไปทั่ว แต่ถ้าป้องกันให้ร่างกายแข็งแรง ไม่นอนดึก กินอาหารถูกต้องครบ ๕ หมู่ ปัญหาหมอก็ไม่ต้องมาก ขับรถก็ไม่เกิน ๙๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง ปัญหาอุบัติเหตุก็ไม่มาก กินเหล้าแล้วก็ไม่ขับรถ อย่างนี้เป็นการป้องกัน ตํารวจก็ทําเป็น การป้องกันอยู่แล้ว แต่ก็ถูกด่า เช่น เป่าปาก ไม่เป่า ทั้งวันทั้งคืนนอนถึงเช้าก็วัดไม่ได้ ก็กําลัง เป็นปัญหาอยู่ แกไม่ยอมอ้าปากให้เป่า ก็ไม่รู้ว่าแอลกอฮอล์เท่าไร ก็ยังต่อสู้กันอยู่ไม่จบ

สุดท้ายนี้ผมอยากกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการด้วยความ เคารพว่าการเสนอข้อคิดความเห็นของท่านผมเห็นด้วยทุกประการ ไม่มีข้อโต้แย้ง แต่ผม อยากเห็นท่านกรรมาธิการลุกขึ้นมาทําภาพรวมใหญ่ ๆ ของการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม น่าจะดีไหมครับ ผมเสนอนะครับ แล้วท่านอย่าไปคิดว่าคนนั้นจะเสียผลประโยชน์ คนนี้จะ โกรธหรือไม่โกรธ เหมือนผมลุกขึ้นมาพูดผมก็ไม่ได้โกรธอะไร ไม่คิดว่าใครจะโกรธผม เพราะ ผมคิดว่าผมเสนอในสิ่งที่เป็นมงคลต่อท่านประธานไปยังกรรมาธิการด้วยความเคารพ ผมก็กราบเรียนมาด้วยความเคารพเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ