กฤษณะ บวรรัตนารักษ์ หารือประเด็นการปฏิรูประบบทนายความอาสาและที่ปรึกษากฎหมายให้เด็กและเยาวชน โดยเน้นปัญหาขาดแคลนบุคลากร คุณภาพของทนายไม่เพียงพอ ค่าตอบแทนต่ำ และการกำกับดูแลที่ไม่เหมาะสม พร้อมเสนอแนวทางการปรับปรุงทั้งในด้านโครงสร้างคณะกรรมการ การเพิ่มค่าตอบแทนและสิ่งจูงใจ การพัฒนาหลักสูตรอบรม และการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลเพื่อยกระดับการเข้าถึงความยุติธรรมอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม โดยเฉพาะสำหรับผู้ด้อยโอกาสและผู้ยากไร้
กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ กระผม พลโท กฤษณะ บวรรัตนารักษ์ สมาชิกสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการปฏิรูปการเพิ่มประสิทธิภาพ ในการอํานวยความยุติธรรมเพื่อประชาชน ของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ขอนําเสนอรายงาน เรื่อง การปฏิรูป ทนายความอาสา ทนายความขอแรง และที่ปรึกษากฎหมายของเด็กหรือเยาวชน ต่อที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศในวันนี้เพื่อกรุณาพิจารณา พร้อมทั้ง ให้ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ ตลอดจนข้อสังเกตเพื่อให้รายงานฉบับนี้สมบูรณ์ครบถ้วนยิ่งขึ้น ก่อนอื่นกระผมขอเรียนว่า ทนายความนั้นมีส่วนสําคัญในการกระบวนการยุติธรรมตั้งแต่ ต้นน้ําให้กับผู้ต้องหาหรือจําเลย ไม่ว่าผู้ต้องหาหรือจําเลยนั้นจะยากดีมีจน สําหรับผู้ต้องหา หรือจําเลยที่ฐานะดี หรือไม่มีปัญหาสถานะทางเศรษฐกิจก็ย่อมจัดหาทนายความได้ ในการต่อสู้คดี แต่สําหรับผู้ต้องหาหรือจําเลยที่ยากไร้หรือด้อยโอกาส การเข้าถึงกระบวนการ ยุติธรรม โดยมีทนายความช่วยเหลือค่อนข้างเป็นเรื่องยากลําบากยิ่ง รัฐธรรมนูญจึงได้มี บทบัญญัติในเรื่องรัฐจัดหาทนายความให้กับผู้ยากไร้หรือผู้ด้อยโอกาส ทั้งในร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับลงประชามติ มาตรา ๖๘ วรรคสาม ในรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ มาตรา ๔๐ (๗) ในรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ มาตรา ๒๔๒ นอกจากนั้นในหลักสากลก็ได้มีการกําหนดไว้ใน มาตรฐานองค์การสหประชาชาติว่าด้วยกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ข้อ ๖ รายละเอียด ตามภาพฉาย ขอเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ด้วยครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
อันนี้เป็นหลักสากล ที่องค์การสหประชาชาติได้กําหนดนะครับ ตามที่ท่านประธานกรรมาธิการได้เกริ่นนําไปแล้ว นะครับ ซึ่งสรุปในส่วนนี้ได้ว่าเป็นหน้าที่ของรัฐต้องจัดหาทนายความหรือที่ปรึกษา ด้านกฎหมายให้กับผู้ต้องหาหรือจําเลย เพื่อประโยชน์ต่อการอํานวยความยุติธรรม และความเท่าเทียมกันระหว่างโจทก์และจําเลยเมื่ออยู่ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ปัญหาสําคัญที่พบได้แก่ประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่ของระบบการช่วยเหลือ ทางกฎหมายด้านทนายความจากรัฐ เมื่อเปรียบเทียบกับการปฏิบัติหน้าที่ของทนายความ ที่ได้รับการว่าจ้างที่มีมาตรฐานแตกต่างกันมาก จึงจําเป็นต้องปฏิรูปเพื่อเป็นหลักประกันสิทธิ ที่จะได้รับความยุติธรรมและความเท่าเทียมกันจากกระบวนการยุติธรรมทางอาญาแก่จําเลย ให้เกิดประสิทธิภาพ การจัดหาทนายความให้อย่างเดียวยังไม่เพียงพอ ต้องปรับปรุงให้จําเลย ได้รับทนายความที่มีคุณภาพ มีความรู้ความเชี่ยวชาญในระดับมาตรฐาน และมีความชํานาญ ในประเภทคดีที่จะช่วยเหลือ จึงจะเป็นหลักประกันสิทธิของผู้ต้องหาหรือจําเลยได้อย่าง แท้จริง ทําให้จําเป็นต้องปฏิรูประบบการช่วยเหลือทางทนายความโดยรัฐในส่วนที่เกี่ยวข้อง กับทนายความอาสา ทนายความขอแรง และที่ปรึกษากฎหมายของเด็กหรือเยาวชน
กระผมขอเริ่มถึงความเป็นมาของทนายความอาสาก่อน ทนายความอาสา เป็นทนายความที่สภาทนายความจัดหาให้กับประชาชนผู้ยากไร้และไม่ได้รับความเป็นธรรม ตามพระราชบัญญัติทนายความ ปี ๒๕๒๘ โดยมีคุณสมบัติเป็นทนายความตามกฎหมาย ว่าด้วยทนายความ และผ่านการอบรมจากสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ มีการ ควบคุม ดูแลโดยสภาทนายความ ส่วนค่าตอบแทน เป็นไปตามระเบียบที่สภาทนายความ กําหนด โดยได้รับตั้งแต่ ๖๐๐ บาท จนถึง ๕,๐๐๐ บาทแล้วแต่กรณี ปัญหาที่พบของ ทนายความอาสา มีดังนี้
๑. ขาดแคลนทนายความอาสา
๒. ยังขาดแคลนประสบการณ์พิเศษเฉพาะในแต่ละประเภทคดียังไม่เพียงพอ
๓. การฝึกอบรมยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ
๔. อัตราค่าตอบแทนไม่เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน และไม่มี แรงจูงใจเท่าที่ควร
ต่อไปขอเรียนเรื่องทนายความที่รัฐจัดหาในชั้นสอบสวน คือทนายความ ร่วมฟังการสอบสวน ซึ่งเป็นไปตามมาตรา ๑๓๔/๑ ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา คุณสมบัติคือต้องเป็นทนายความตามกฎหมายว่าด้วยทนายความ หน่วยงาน ที่ควบคุมดูแลคือสภาทนายความและกระทรวงยุติธรรม หน่วยงานจัดการฝึกอบรม ของทนายความที่รัฐจัดหาในชั้นสอบสวนคือสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ ส่วนค่าตอบแทนเป็นไปตามระเบียบของกระทรวงยุติธรรม มีตั้งแต่ ๕๐๐ บาท จนถึง ๒,๐๐๐ บาท ปัญหาของทนายความที่รัฐจัดหาในชั้นสอบสวนก็คล้ายคลึงกับปัญหาของ ทนายความอาสานะครับ รายละเอียดตามภาพฉาย
ลําดับต่อไปกระผมขอเรียนเกี่ยวกับทนายความขอแรงในชั้นศาล กระผม ขอเรียนว่าคําว่า ทนายความขอแรง นั้น ไม่ได้ถูกกําหนดไว้อย่างชัดเจนในกฎหมาย หรือระเบียบแต่อย่างใด เป็นคําที่เรียกกันหรือภาษาพูดแตกต่างกับคําว่า ทนายความอาสา ที่มีการกําหนดรองรับโดยชัดเจน โดยที่มาของทนายความขอแรงในอดีตแต่ละศาล ทั่วประเทศจะมีบัญชีทนายความที่แสดงความจํานงจะเป็นทนายความไว้ที่ศาล ไม่มีค่าตอบแทน เพราะไม่มีกฎหมายบัญญัติให้ศาลจ่ายเงินรางวัลหรือค่าใช้จ่ายให้แต่อย่างใด ทนายความประเภทนี้จึงไม่มีสิทธิที่จะได้รับเงินรางวัล เป็นการช่วยเหลือในลักษณะที่ เป็นการกุศลหรือการช่วยเหลือโดยไม่มีค่าตอบแทน จึงเรียกทนายความที่ศาลตั้งว่า ทนายความขอแรง แต่ปัจจุบันได้บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๗๓ แห่งประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญาที่บัญญัติว่า ในคดีที่มีอัตราโทษประหารชีวิตหรือในคดีที่จําเลยมีอายุ ไม่เกินสิบแปดปีในวันที่ถูกฟ้องต่อศาล ก่อนเริ่มพิจารณาให้ศาลถามจําเลยว่ามีทนายความ หรือไม่ ถ้าไม่มีก็ให้ศาลตั้งทนายความให้ ในคดีที่อัตราโทษจําคุกก่อนเริ่มพิจารณาให้ศาล ถามจําเลยว่า มีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีและจําเลยต้องการทนายความก็ให้ศาล ตั้งทนายความให้ ให้ศาลจ่ายเงินรางวัลและค่าใช้จ่ายแก่ทนายความที่ศาลตั้งตามมาตรานี้ โดยคํานึงถึงสภาพแห่งคดีและสภาวะทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้ตามระเบียบที่คณะกรรมการบริหาร ศาลยุติธรรมกําหนดโดยความเห็นชอบจากกระทรวงการคลัง
ในส่วนของคุณสมบัติเป็นทนายความขอแรง เป็นทนายความตามกฎหมาย ว่าด้วยทนายความ โดยไม่ต้องมีการอบรมแต่อย่างใด จุดนี้เป็นจุดที่แตกต่างชัดเจน จากทนายความอาสา คืออันนี้มาขึ้นทะเบียนหลังจากมีใบอนุญาตให้ประกอบวิชาชีพ ทนายความ โดยไม่ต้องผ่านการฝึกอบรมเหมือนกับทนายความอาสา หน่วยงานที่ควบคุม ดูแลก็คือ ศาลยุติธรรมกับสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ มีค่าตอบแทนตามระเบียบ ที่ศาลยุติธรรมกําหนด ขั้นต่ําเรื่องละ ๔,๐๐๐ บาท จนถึงขั้นสูงเรื่องละ ๕๐,๐๐๐ บาท ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอัตราโทษ
ในส่วนปัญหาของทนายความขอแรง คณะอนุกรรมาธิการได้พบว่า ๑. ขาดแคลน ๒. อันนี้สําคัญครับ มาตรฐานคุณภาพและประสบการณ์ยังไม่เพียงพอ ทั้งนี้เนื่องจาก ๓. เพราะไม่มีหลักสูตรการฝึกอบรม และประการสุดท้ายของปัญหาที่พบก็คือว่า อัตรา ค่าตอบแทนเงินรางวัลยังไม่เหมาะกับสภาพเศรษฐกิจ แล้วก็ไม่มีแรงจูงใจเพียงพอ
ลําดับต่อไปนะครับ กระผมขอเรียนอีกประเภทหนึ่งที่เรียกว่า ที่ปรึกษา กฎหมายของเด็กหรือเยาวชน ในการสอบสวนคดีอาญาที่เด็กหรือเยาวชนกระทําความผิด พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. ๒๕๓๓ บัญญัติสรุปได้ว่า จะต้องมีที่ปรึกษากฎหมายของเด็กหรือเยาวชนช่วยด้วย ทุกครั้ง และในชั้นศาลจะมีทนายความแก้คดีแทนไม่ได้ แต่ให้มีที่ปรึกษากฎหมายเพื่อปฏิบัติ หน้าที่ทํานองเดียวกับทนายความได้ ในกรณีไม่มี ให้ศาลแต่งตั้งที่ปรึกษาให้ กระผมขอเรียนว่า เหตุผลที่ไม่ใช้คําว่า ทนายความ แต่ใช้ว่า ที่ปรึกษา นั้น เพราะเจตนารมณ์ของกฎหมาย ข้างต้นประสงค์ที่จะให้การดําเนินคดีแก่เด็กและเยาวชนเป็นการให้ความคุ้มครองสิทธิแก่เด็ก และเยาวชนอย่างแท้จริง ไม่ต้องการให้เป็นการเอาแพ้ เอาชนะ ในคดีของคู่ความทั้ง ๒ ฝ่าย แต่เพื่อให้เกิดความเข้าใจในตัวผู้กระทําผิด สามารถแนะนําหาแนวทางให้เด็กหรือเยาวชนนั้น มีการแก้ไขปรับปรุงเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมให้ดีขึ้น ในส่วนเงื่อนไขของผู้ที่จะมาเป็นที่ปรึกษา กฎหมายของเด็กหรือเยาวชนมีดังนี้ครับ
๑. คุณสมบัติจะต้องเป็นทนายความตามกฎหมายว่าด้วยทนายความ
๒. ผ่านการอบรม เรื่อง วิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว รวมทั้งความรู้ เกี่ยวกับจิตวิทยาการสังคมสงเคราะห์ และความรู้อื่นที่เกี่ยวข้องตามข้อบังคับของประธาน ศาลฎีกา ส่วนค่าตอบแทนนั้นเป็นไปตามระเบียบของศาลยุติธรรม ซึ่งมีอัตราตั้งแต่ ๔,๐๐๐ บาท จนถึง ๒๕,๐๐๐ บาท ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอัตราโทษ
ในส่วนปัญหาของที่ปรึกษากฎหมายของเด็กและเยาวชน คณะอนุกรรมาธิการ ได้ศึกษาแล้วก็พบว่าได้มีการแก้ไขสําเร็จลุล่วงแล้วหลายเรื่อง เช่น ในอดีตมีเรื่องการฝึกอบรม แต่ปัจจุบันก็ได้มีความเข้าใจตรงกันระหว่างสภาทนายความกับทางสํานักงานศาลยุติธรรม ในเรื่องการฝึกอบรมปัญหานี้ก็หมดไป ปัญหาปัจจุบันมีปัญหาสําคัญจริง ๆ เพียงเรื่องเดียว คือองค์ประกอบของคณะกรรมการกํากับดูแลที่ปรึกษากฎหมายตามข้อบังคับของประธาน ศาลฎีกาว่าด้วยการอบรมระเบียบปฏิบัติของที่ปรึกษากฎหมาย การจดแจ้งและลบชื่อ ออกจากบัญชี พ.ศ. ๒๕๕๖ ที่มีผู้แทนสภาทนายความเพียง ๑ คน ซึ่งอันนี้พิจารณาแล้ว เห็นว่าน้อยเกินไปและมีกรรมการอื่นอีก ๘ ท่านร่วมเป็นองค์ประกอบ คณะกรรมการ ดังกล่าวนี้มีอํานาจหน้าที่สําคัญในการพิจารณาเพิกถอนชื่อที่ปรึกษากฎหมายออกจาก ทะเบียนที่ปรึกษากฎหมาย ซึ่งในการที่ถูกถอนชื่อถอนทะเบียนเป็นเรื่องสําคัญ ในการประกอบวิชาชีพของทนายความที่ทําหน้าที่ที่ปรึกษากฎหมายของเด็กและเยาวชน ในส่วนของวิธีการปฏิรูปคณะอนุกรรมาธิการก็ได้ศึกษาแล้วก็มีความเห็นดังนี้นะครับ ในการปฏิรูปทนายความอาสาและทนายความขอแรง
เรื่องแรกของการปฏิรูปคือ ๑. การปฏิรูปค่าตอบแทนและสิ่งจูงใจพิเศษ ค่าตอบแทนนะครับ เห็นควรแก้ไขปรับปรุงระเบียบของสภาทนายความของศาลยุติธรรม และของศาลทหารให้มีอัตราที่สูงขึ้นดังนี้ ทนายความอาสาในการให้คําปรึกษามีการกําหนด อัตราค่าวิชาชีพจากที่ได้รับ ๕๐ บาทต่อเรื่อง ไม่เกิน ๑๐ เรื่องต่อวัน แก้ไขเป็น ๑๐๐ บาท ต่อเรื่อง ไม่เกิน ๑๐ เรื่องต่อวัน และค่าเบี้ยเลี้ยงประจําวันนะครับ ก็แก้ไขเพิ่มเติมจาก ๖๐๐ บาทต่อวัน เป็น ๑,๐๐๐ บาทต่อวัน ในส่วนทนายความอาสาที่ว่าความค่าวิชาชีพ ก็ไม่เกิน ๕,๐๐๐ บาทต่อคดี อันนี้ไม่มีการแก้ไขเพราะพิจารณาแล้วเห็นว่าเหมาะสม แก้ไข เฉพาะค่าเบี้ยเลี้ยงประจําวันจาก ๕๐๐ บาท ถึง ๘๐๐ บาทแล้วแต่กรณี เป็น ๑,๐๐๐ ต่อวัน ส่วนทนายความขอแรงที่ศาลยุติธรรมหรือศาลทหารตั้งนั้นก็เห็นควรปฏิรูปโดยการแก้ไข อัตราจาก ๔,๐๐๐ บาท จนถึง ๕๐,๐๐๐ บาทตามประเภทคดี เป็น ๕,๐๐๐ บาท ถึง ๕๐,๐๐๐ บาทตามประเภทคดี อันนี้ผมขอเรียนว่าที่ดูว่ามีการเปลี่ยนแปลงไม่มากนัก เพราะว่าจริง ๆ ก็ปรากฏว่าในศาลเวลากําหนดเงินรางวัลก็ยังกําหนดค่อนข้างต่ํานะครับ ค่ากําหนดที่มีอัตราของขั้นสูงไว้ให้มากกว่าที่อนุมัติเงินรางวัลในปัจจุบัน อันนี้ก็จะเป็นสิ่งจูงใจ ทนายความนะครับ แล้วก็ทนายความที่รัฐจัดหาทุกประเภทมีสิทธิเบิกจ่ายค่าเดินทางไป ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ รวมทั้งสิทธิได้รับ ค่าแสวงข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพื่อให้เป็นไปในแนวทางเดียวกับประกาศของ คณะกรรมการบริหารกองทุนยุติธรรมของกระทรวงยุติธรรม ทั้งนี้ควรมีการทบทวนอัตรา ค่าตอบแทนดังกล่าวข้างต้นทุก ๆ ๕ ปีนะครับ โดยเปรียบเทียบกับอัตราเงินเฟ้อและสภาพ ทางเศรษฐกิจประกอบการพิจารณาแก้ไขปรับปรุงอัตราค่าตอบแทนดังกล่าวข้างต้น
ในเรื่องปฏิรูปเรื่องที่ ๒ เห็นควรปฏิรูปสิ่งจูงใจพิเศษ เรื่องแรกสิทธิประโยชน์ ทางภาษีอันนี้สําหรับสํานักงานทนายความและหรือทนายความที่มีชื่อเสียงเด่นชัด เป็นที่ประจักษ์ที่ไม่อยู่ในระบบที่ทนายความที่รัฐจัดหา แล้วก็ประสงค์จะให้ความช่วยเหลือ ผู้ด้อยโอกาสหรือผู้ยากไร้ที่ตกเป็นผู้ต้องหาหรือจําเลยในคดีอาญาแบบให้เปล่า โดยเห็น แก่ประโยชน์ส่วนรวมที่ภาษาอังกฤษเรียกว่าโพรโบโน (Pro bono) นะครับ รายละเอียดตาม ภาพฉายครับ
ต่อไปนะครับ ในส่วนของสิ่งจูงใจพิเศษก็คือการเสนอรายชื่อทนายความ ที่มีจิตอาสามาช่วยเหลือประชาชนที่เป็นจําเลย ผู้ยากไร้หรือด้อยโอกาส เพื่อขอพระราชทาน เครื่องราชอิสริยาภรณ์ จากการศึกษาตรวจสอบนะครับก็พบว่า ในสภาทนายความ ในพระบรมราชูปถัมภ์ รวบรวมเสนอรายชื่อไปยังกระทรวงยุติธรรมยังน้อยมากนะครับ เมื่อเปรียบเทียบกับจํานวนทนายความอาสาทั้งประเทศ ในเรื่องนี้นะครับเห็นควรให้ สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ ดําเนินการโดยยึดถือแนวทางของกระทรวงยุติธรรม ตามหลักเกณฑ์การพิจารณาคุณสมบัติของบุคคลที่พึงได้รับการเสนอขอพระราชทาน เครื่องราชอิสริยาภรณ์ให้แก่อาสาสมัครของกระทรวงยุติธรรม โดยกระทรวงยุติธรรม ประสานแนวทางการปฏิบัติกับสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อสามารถ ขอพระราชทานให้กับทนายความที่มีคุณสมบัติครบถ้วนให้มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม และให้มี การประชาสัมพันธ์ให้ทนายความทราบว่ามีการขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ได้ด้วย สําหรับผู้ที่มีคุณสมบัติครบถ้วน รวมทั้งจะต้องมีการตรวจสอบและการกลั่นกรอง รวดเร็วในการเสนอเรื่องต่อกระทรวงยุติธรรมเพื่อให้ทันในแต่ละรอบปี นอกจากนั้นในการ ปฏิรูปสิ่งที่จูงใจเป็นพิเศษนะครับ ควรจะมีการให้รางวัลเชิดชูเกียรติทนายความอาสาดีเด่น อาจจะเป็นโล่ ประกาศนียบัตร รวมทั้งให้มีโอกาสไปศึกษาดูงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ในส่วนการปฏิรูปต่อไป เป็นการปฏิรูปหลักสูตรการอบรม ชื่อของหลักสูตร การอบรมเพื่อขึ้นทะเบียนเป็นทนายความอาสาและเพิ่มศักยภาพบุคลากร ผู้ปฏิบัติหน้าที่ ทนายความอาสาในการช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย คุณสมบัติของผู้เข้ารับการอบรม ๑. ต้องประกอบวิชาชีพทนายความตามกฎหมายว่าด้วยทนายความมาแล้วไม่น้อยกว่า ๒ ปี อันนี้เพื่อให้มีประสบการณ์ ไม่ใช่ว่าได้รับใบอนุญาตปั๊บแล้วก็มาทําหน้าที่ได้นะครับ คนที่จะ มารับการอบรมจะต้องประกอบวิชาชีพมาแล้วไม่น้อยกว่า ๒ ปี คุณสมบัติที่ ๒ คือไม่เคย ต้องคําสั่งให้ลงโทษถึงที่สุดตามพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. ๒๕๒๘ ในส่วนระยะเวลา การศึกษาอบรมหลักสูตรดังกล่าวข้างต้นนะครับ คณะอนุกรรมาธิการก็ได้ศึกษาแล้วก็เห็นว่า เพื่อไม่ให้น้อยเกินไปแล้วไม่ให้มากเกินไป เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อการประกอบวิชาชีพ ของทนายความ ก็เห็นควรว่าระยะเวลาที่เหมาะสมคือไม่น้อยกว่า ๔ วัน ทั้งนี้ไม่จําเป็น จะต้องติดต่อกันนะครับ อาจจะเป็นอาทิตย์ละวันหรืออาทิตย์ละ ๒ วัน โดยระยะเวลาก็ให้ เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่คณะกรรมการช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย ของสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์กําหนด
ในส่วนเนื้อหา หลักสูตรนะครับ อันนี้คณะอนุกรรมาธิการก็ได้พยายาม รวบรวมข้อคิดเห็นจากหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม รายละเอียด ก็ตามภาพฉายนะครับ อันนี้ก็จะเป็นหัวข้อวิชานะครับ ก็จะมีการเน้นเรื่องสิทธิมนุษยชน แล้วก็มีหัวข้อให้ความรู้ในการเข้าเป็นประชาคมอาเซียน (ASEAN) ด้วยนะครับอันนี้ รวมทั้ง จะต้องมีความรู้เบื้องต้นในเรื่องภาษาอังกฤษด้วยของทนายความในการทําหน้าที่ ซึ่งจะต้องมี การประเมินผล อันนี้เป็นตัวสําคัญนะครับ ซึ่งที่ผ่านมาอาจจะมีบ้าง ไม่มีบ้าง อันนี้ มีความเห็นว่าจําเป็นต้องมีการประเมินผลก่อนการฝึกอบรมและหลังการฝึกอบรม กับอันนี้ นะครับที่เพิ่มขึ้นเป็นการปฏิรูป คือมีวงรอบการอบรมเพิ่มเติมด้วยนะครับ
การปฏิรูปในเรื่องต่อไปเป็นการปฏิรูปการเข้าสู่ระบบและค่านิยม อันนี้ ก็พิจารณาแล้วว่าเป็นเรื่องสําคัญเหมือนกัน มิใช่ว่าไปปรับปรุงเฉพาะค่าตอบแทนแล้วก็แก้ไข ปรับปรุงหลักสูตรในการเข้าสู่ระบบและค่านิยม ก็สรุปได้ว่าทนายความจาก ๔ ประเภท ก็จะต้องเป็นทนายความกับสําเร็จการฝึกอบรม ซึ่งเดิมทนายความขอแรงไม่มีการฝึกอบรม แล้วเรียกรวมว่า ทนายความอาสา โดยจะไม่มีการใช้คําว่า ทนายความขอแรง อีกต่อไป ทั้งนี้ต้องประกอบวิชาชีพทนายความมาแล้วไม่น้อยกว่า ๒ ปี ไม่ต้องคําสั่งให้ลงโทษถึงที่สุด ตามพระราชบัญญัติทนายความ และได้รับการอบรมแล้วขึ้นทะเบียนให้เป็นทนายความอาสา โดยจะต้องมีการประเมินด้านความทั่วถึง สะดวก และรวดเร็วในการเข้าถึงการบริการ มีการประเมินผลด้านคุณภาพ ประเมินช่องทางรับเรื่องร้องเรียนและกลไกในการตรวจสอบ เรื่องร้องเรียน หากทนายความอาสาไม่ได้อยู่ในจรรยาบรรณหรือไม่ได้ประกอบวิชาชีพ ทนายความที่ดี รวมทั้งมีการประเมินความพึงพอใจของผู้ที่เกี่ยวข้อง และประการสุดท้าย ในการประเมินนั้นจะต้องมีการประเมินความคุ้มค่าของงบประมาณ
ต่อไปจะเป็นการปฏิรูปการประชาสัมพันธ์ เห็นควรให้กระทรวงยุติธรรม และสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ มีหน้าที่หลักในการประชาสัมพันธ์อย่างเต็มรูปแบบ ทั้งในเรื่องของค่าตอบแทน ค่านิยม สิทธิประโยชน์ที่ทนายความที่รัฐจัดหาพึงได้รับ ตลอดจน ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบถึงสิทธิของตนที่จะได้รับบริการทางกระบวนการยุติธรรม และให้ทราบว่าปัจจุบันระบบทนายความอาสาที่รัฐจัดให้นั้นมีคุณภาพและมาตรฐาน ยิ่งกว่าเดิมที่ผ่านมาในอดีต โดยเผยแพร่ข่าวสารการช่วยเหลือประชาชนที่เป็นรูปธรรม ของทนายความที่รัฐจัดหาผ่านสื่อมวลชนเพื่อสร้างภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือและทัศนคติที่ดี ของประชาชน และประชาสัมพันธ์การให้รางวัลการปฏิบัติหน้าที่ดีเด่นแก่ทนายความ ที่รัฐจัดหา
การปฏิรูปการประชาสัมพันธ์ในเรื่องต่อไปนะครับ ให้มีการจัดทําศูนย์ข้อมูล เกี่ยวกับทนายความที่รัฐจัดหาอย่างเต็มระบบในรูปแบบของเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัย เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าสู่ฐานข้อมูลได้อย่างทั่วถึงและประชาชนสามารถ เข้าถึงและเข้าใจได้ง่าย ในส่วนของการปฏิรูปที่ปรึกษากฎหมายของเด็กหรือเยาวชนก็เห็นควร เพิ่มสัดส่วนผู้แทนสภาทนายความในองค์ประกอบของคณะกรรมการกํากับดูแลที่ปรึกษา กฎหมาย จากเดิมที่มีผู้แทนสภาทนายความ ๑ คน เป็น ๓ คน ทั้งนี้เพื่อให้การพิจารณาจะได้ รอบคอบและรัดกุมเหมาะสมยิ่งขึ้นในเรื่องความถูกต้องของการทําหน้าที่เป็นทนายความ และให้มีการแจ้งคําสั่งเพิกถอนชื่อที่ปรึกษาออกจากทะเบียนไปให้สภาทนายความ ในพระบรมราชูปถัมภ์ทราบด้วย ในส่วนของกรอบระยะเวลาการปฏิรูป รายละเอียดปรากฏ ตามภาพฉาย
ประเด็นต่อมา เป็นเรื่องสําคัญในการปฏิรูป คือแหล่งที่มาของงบประมาณ ในด้านงบประมาณ เนื่องจากการปฏิรูประบบทนายความอาสาในรูปแบบใหม่ สภาทนายความ ในพระบรมราชูปถัมภ์ต้องมีภาระเพิ่มขึ้นในส่วนที่เกี่ยวข้องกับวิธีการปฏิรูปด้านหลักสูตร การอบรม การเพิ่มอัตราการจ่ายเงินตามระเบียบที่เกี่ยวข้องกับค่าตอบแทนของทนายความ อาสา ตลอดจนการประชาสัมพันธ์ เงินที่ได้รับการอุดหนุนจากรัฐบาลเดิมนั้น สภาทนายความ ในพระบรมราชูปถัมภ์ต้องรับผิดชอบในหลายส่วน เช่น การช่วยเหลือประชาชนทั้งทางแพ่ง และทางอาญา ทนายความอาสาที่ช่วยเหลือทางด้านกฎหมาย ให้คําแนะนําปรึกษาทางด้าน กฎหมาย และทนายความอาสาประจําส่วนราชการ ดังนั้นเงินที่ได้รับการอุดหนุนจากรัฐบาล เห็นควรเพิ่มขึ้นจากเดิมให้มีจํานวนที่เหมาะสมเพียงพอ เพื่อให้การปฏิรูปตามรายงานนี้ สัมฤทธิผล หน่วยงานหลักในการปฏิรูปเรื่องทนายความนี้ก็จะมี ๒ หน่วย คือ กระทรวงยุติธรรม และสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ กระผมขอเรียนว่าที่กระทรวงยุติธรรม เป็นหน่วยงานหลักในเรื่องนี้ตั้งแต่การเริ่มต้น และการติดตามหรือการผลักดัน เนื่องจาก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติทนายความนี้ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมดํารงตําแหน่งสภานายกพิเศษแห่งสภาทนายความ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ในส่วนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ประกอบด้วยหลายหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม ได้แก่ สํานักงานตํารวจแห่งชาติ สํานักงานอัยการสูงสุด สํานักงานศาลยุติธรรม กรมพระธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวข้องกับศาลทหาร แล้วก็กรมสรรพากร ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการให้สิทธิพิเศษบางประการทางภาษี และหน่วยงานสุดท้ายคือ เนติบัณฑิตยสภา
ในส่วนของข้อเสนอแนะในรายงานฉบับนี้ การปฏิรูประบบทนายความ ที่รัฐจัดหาให้แก่ประชาชนที่ต้องการและตามที่กฎหมายกําหนดนะครับ เสนอแนะให้ กระทรวงยุติธรรมเชิญผู้แทนสํานักงานศาลยุติธรรมและกรมพระธรรมนูญซึ่งดูแลศาลทหาร ร่วมกันพิจารณาหารือเพื่อแก้ไขและปรับปรุงระเบียบหรือข้อบังคับในส่วนที่เกี่ยวข้อง ของแต่ละหน่วยงานให้มีคุณสมบัติเทียบเท่าทนายความอาสาของสภาทนายความ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ก็คือเรียนว่าปัจจุบันในระบบทนายความขอแรงยังไม่มีการกําหนดว่า ต้องผ่านการฝึกอบรม อันนี้เสนอว่าต่อไปคนที่จะมาขึ้นทะเบียนกับศาลยุติธรรมทั่วประเทศ และศาลทหารทั่วประเทศจะต้องผ่านการอบรม ซึ่งในเรื่องนี้จะต้องมีการแก้ไขระเบียบ ข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง ข้อเสนอแนะในการปฏิรูปค่าตอบแทนและสิ่งจูงใจพิเศษ ก็เห็นควรให้ กระทรวงยุติธรรมเชิญผู้แทนสภาทนายความ แล้วก็สํานักงานรัฐและเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ในสังกัดสํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี มาหารือกันในเรื่องการเสนอขอพระราชทาน เครื่องราชอิสริยาภรณ์ แล้วก็จะมีกรมสรรพากรเข้ามาเกี่ยวข้องในการให้สิทธิพิเศษแก่ สํานักงานทนายความ หรือทนายความที่ไม่อยู่ในระบบรัฐจัดหา แต่ประสงค์จะมาช่วยเหลือ จําเลยหรือผู้ต้องหาโดยไม่คิดค่าตอบแทน
ข้อเสนอแนะต่อไป เป็นการปฏิรูปหลักสูตรการฝึกอบรม อันนี้ก็เห็นควรให้ กระทรวงยุติธรรม เชิญผู้แทนสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ สํานักงานตํารวจแห่งชาติ สํานักงานอัยการสูงสุด สํานักงานศาลยุติธรรม เนติบัณฑิตยสภา และกรมพระธรรมนูญ ร่วมกันพิจารณาจัดทําหลักสูตรการฝึกอบรมทนายความอาสา และการประเมินคุณภาพ ทนายความอาสา ซึ่งที่ได้นําเสนอไปข้างต้นอันนั้นเป็นเพียงร่างหรือตุ๊กตานะครับ อันนี้ ที่คณะอนุกรรมาธิการคิดว่าหลักสูตรที่เรายกร่างนั้นมีความเหมาะสม แต่ถ้าเอาเข้าจริงแล้ว ก็ยังไม่เหมาะสม อันนี้ก็สามารถจะปรับเปลี่ยนได้
ในข้อเสนอแนะการปฏิรูปเรื่องอื่น ๆ เห็นควรให้กระทรวงยุติธรรม เชิญ ผู้แทนสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ร่วมพิจารณาหารือปฏิรูปการประชาสัมพันธ์ เกี่ยวกับกิจกรรมของทนายความอาสา รวมทั้งค่าตอบแทน ค่านิยม และสิทธิประโยชน์ ของทนายความอาสา ในส่วนของการปฏิรูปที่ปรึกษากฎหมายของคดีเด็กและเยาวชน เห็นควรให้กระทรวงยุติธรรมเชิญผู้แทนสํานักงานศาลยุติธรรมและสภาทนายความ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมพิจารณาหารือแก้ไขปรับปรุงข้อบังคับของประธานศาลฎีกา เกี่ยวกับองค์ประกอบของคณะกรรมการกํากับดูแลเพิ่มเติมผู้แทนสภาทนายความ ในพระบรมราชูปถัมภ์จาก ๑ คน เป็น ๓ คน
ในส่วนของงบประมาณก็เห็นควรให้กระทรวงยุติธรรม เชิญผู้แทน สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ และสํานักงบประมาณกับกรมบัญชีกลาง ร่วมกันหารือและมีการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ข้อมูลและข้อเสนอแนะสภาทนายความ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ในการจัดทําคําขอเกี่ยวกับการของบประมาณ คณะอนุกรรมาธิการ ได้เชิญผู้แทนจากกรมบัญชีกลางและสํานักงบประมาณ ก็เลยทําให้ทราบว่าในการทํา เรื่องของบประมาณนั้นนะครับ ปรากฏว่าทางสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ ก็ยังไม่มีความรู้ความเข้าใจที่ดีเพียงพอในการยื่นของบประมาณ อนึ่งจากการศึกษาของ คณะอนุกรรมาธิการ ปรากฏว่าในชั้นนี้ไม่จําเป็นต้องแก้ไขปรับปรุงกฎหมายที่เป็น พระราชบัญญัติแต่อย่างใด อันนี้สามารถจะใช้อํานาจฝ่ายบริหารเป็นการประสานงาน ขอความร่วมมือในการแก้ไขระเบียบปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง
กระผมขอเรียนเพิ่มเติมว่าท่านประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ท่านวิรัช ชินวินิจกุล ท่านได้นําคณะกรรมาธิการ รวมทั้งคณะอนุกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องเข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และผู้บริหาร กระทรวงยุติธรรม เมื่อวันพุธที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๕๙ ณ กระทรวงยุติธรรม เพื่อร่วมหารือ ในหลายประเด็น และหนึ่งในนั้นเป็นประเด็นการเพิ่มประสิทธิภาพทนายความอาสา และทนายความขอแรง ซึ่งท่านวิรัชก็ได้เรียนชี้แจงต่อท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมก็ได้แจ้งว่า กระทรวงยุติธรรมเห็นด้วยและพร้อม ที่จะรับเรื่องนี้ไปดําเนินการต่อไป
สุดท้ายนี้กระผมขอเรียนว่าพร้อมที่จะนําข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ ตลอดจน ข้อสังเกตจากท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติไปปรับปรุงให้รายงานฉบับนี้สมบูรณ์ครบถ้วนยิ่งขึ้น วันนี้ถือได้ว่าเป็นวันสําคัญวันหนึ่งที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้เห็นถึงความสําคัญ ของต้นน้ํากระบวนการยุติธรรม คือทนายความที่จะให้ผู้ต้องหาหรือจําเลยที่ยากไร้ หรือด้อยโอกาสได้เข้าถึงกระบวนการยุติธรรม โดยทนายความหรือที่ปรึกษากฎหมาย ที่เพียงพอทั้งปริมาณ คุณภาพ มาตรฐาน และประสบการณ์ กระผมขอจบการนําเสนอ รายงานแต่เพียงเท่านี้ ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพทุกท่านครับ