ธานินทร์ ผะเอม เสนอความเห็นว่าการแยกกรมการชลประทานออกจากกระทรวงมหาดไทยจะไม่ส่งผลดี และอาจทำให้เกิดปัญหาการทำงานเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานต่างๆ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการใช้มาตรา 44 ยกเลิกผังเมืองและเรียกร้องให้กรมการผังเมืองเป็นกรอบในการชี้นำและบูรณาการหลักการในการจัดการพื้นที่สีเขียวและปัญหาจราจร
เรียนท่านประธานสภา สปท. แล้วก็ ท่านสมาชิก ผมขออนุญาตเสริมจากที่ท่านประธานอภิชาตได้ชี้แจงไปบางส่วนแล้วนะครับ กรณีของการแยกกรมนะครับ แล้วก็ยังคงให้สังกัดกระทรวงมหาดไทยอยู่นี้ เพราะว่า ประเด็นที่ สปช. ยกขึ้นนี้เราถกแถลงกันมากนะครับ แล้วก็สิ่งที่เราคิดว่าเป็นข้อสรุป ที่เราเห็นตรงกันก็คือว่า มันอาจจะเป็นภาพลวงตานะครับ ว่าการที่เอาอะไรหลาย ๆ อย่างมาสังกัดสํานักนายกรัฐมนตรี แล้วก็ให้ท่านนายกรัฐมนตรีดูแล โดยในทางปฏิบัติ เราก็ทราบกันดีท่านนายกรัฐมนตรีไม่มีเวลาหรอกครับ เพราะว่าหน่วยงานหลาย ๆ หน่วย อย่างเรื่องท่องเที่ยว อพท. องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยว อย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือสํานักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) ก็สังกัดสํานักนายกรัฐมนตรีอยู่นะครับ ตอนนี้ผมเข้าใจว่าทางด้าน เศรษฐกิจ การปฏิรูปด้านเศรษฐกิจนี้ได้เสนอให้ไปอยู่รวมกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา อันนี้ก็จะเป็นประเด็นว่ามันจะทําให้การทํางานแบบคลัสเตอร์ (Cluster) มันเชื่อมโยงกันดีขึ้น ในกรณีของข้อเสนอของ สปช. เราถกแถลงกันมากนะครับว่า การแยกหัวให้มาอยู่กับ สํานักนายกรัฐมนตรี แล้วแขนกับขาไปอยู่กับกระทรวงมหาดไทย ในทางปฏิบัติน่าจะ เกิดปัญหามากกว่าจะเกิดประโยชน์ในการที่จะทํางานเชื่อมโยง โดยเฉพาะเลเยอร์ (Layer) ที่เราแบ่งไว้นะครับ กรรมการนโยบาย กรรมการผังเมือง และกรรมการที่ลงพื้นที่เลยนะครับ จะเห็นว่ามีผังประเทศ ผังภาพ แล้วก็ผังจังหวัดต้องเชื่อมโยงกัน ถ้าท่านอ่านกฎหมายให้ดี ๆ ได้เขียนล้อกัน แล้วตรงนี้ก็ต้องให้เครดิตกับกรมโยธาธิการและผังเมืองด้วยนะครับ เพราะท่านก็คิดของท่านไว้มาดีพอสมควรนะครับ ตรงนี้ก็จะเป็นประเด็นว่า แล้วถ้าเกิดว่า เราจะแยกกันจริง ๆ เวลาที่จะโยงกัน แขนขามันก็จะไปอยู่อีกทางหนึ่ง เพราะว่าตรงนี้ก็จะ เห็นว่ามันก็จะมีหน่วยงานที่เราบอกว่าไม่ควรจะตั้งเพิ่ม ก็จะต้องมีสํานักงานตั้งขึ้นมาอยู่กับ สํานักนายกรัฐมนตรี ประเด็นในทางปฏิบัตินี้ก็เรียนตรง ๆ ว่าตกลงใครจะดูแลสํานักงานนี้ ให้มีพลัง เพราะว่าการบูรณาการที่จะทําในทางปฏิบัติ รวมทั้งเรื่องปัญหาจราจร ในเรื่อง ลุ่มน้ําต่าง ๆ นี้มันต้องเป็นออโทริตี (Authority) ที่นั่งอยู่ในกลไกเดียวกันนะครับ ถึงการที่ เราบอกว่าให้เป็นกรอบชี้นําและบูรณาการถึงจะบังเกิดผลนะครับ แล้วในกลไก แม้กระทั่ง ระดับชาติก็จะมีภาคอื่น ๆ นะครับ ภาคผู้ทรงคุณวุฒิแล้วก็ผู้แทนจากภาคเอกชนก็เข้ามานั่ง ที่จะมีการเช็ก แอนด์ บาลานซ์ (Check and Balance) ให้มันลงตัวนะครับ อันนี้ก็จะเป็น ประเด็นที่อยากจะเรียนตอบท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรตินะครับ
ประการที่ ๒ จะเห็นว่าท่านดุสิตท่านยกขึ้นว่าท่านนายกรัฐมนตรี ใช้มาตรา ๔๔ ยกเลิกผังเมือง อันนี้ไม่ใช่นะครับ มาตรา ๔๔ ที่ออกมานี้เป็นการปลดล็อกให้สิ่งที่เคยถูกห้ามไว้ สามารถดําเนินการได้ แล้วผมเข้าใจว่าเดี๋ยวจะมีประเด็นเรื่องพื้นที่สีเขียวที่เมื่อกี้ท่านสุรินทร์ ก็ยกขึ้นอาจจะเป็นความเข้าใจผิดนะครับ มาตรา ๔๔ นี้เพียงเพื่อให้การใช้ทรัพยากรนะครับ อย่างกรณีของชีวมวลนี้จะเห็นว่ามันมีหลุมขยะที่เราเก็บขยะไว้นาน แล้วพออายุมาก ๆ ก็แห้ง แห้งนี่พออากาศร้อนก็จะเกิดไฟไหม้ อย่างที่เราเคยได้ยินตรงสมุทรปราการนะครับ ซึ่งตรงนั้นก็สุ่มเสี่ยงกับการจะกระทบกับสนามบินสุวรรณภูมิ คราวนี้การที่จะให้โรงงานไปตั้ง อีกที่หนึ่ง การที่จะต้องขนย้ายวัตถุดิบไปหาโรงงานนี้ อันนี้เรื่องคอสต์เอฟเฟกทิฟเนส (Cost Effectiveness) นี่ทําไม่ได้เลยนะครับ แล้วก็จะก่อให้เกิดปัญหาแนวการรั่วไหล แล้วกระทบ กับเรื่องการจราจรแล้วก็สุขภาวะของประชาชนที่อยู่ในเส้นทางของการขนย้ายนะครับ
ผมคงมีหลัก ๆ ๒ ประเด็นนี้ ผมขอเชื่อมโยงกับปัญหาจราจรนะครับ แล้วก็ปัญหาเรื่ององค์กรพัฒนาเมืองว่าใครจะดูแลในตรงนี้ มันจะเป็นอีกสเตป (Step) หนึ่ง กฎหมายที่พูดถึงเรื่ององค์กรพัฒนาเมืองนี้ก็จะแค่ปูพื้นฐานไว้นะครับ เพราะว่าเวลาที่จะ ลงลึกจําเป็นที่จะต้องมีกฎหมาย ที่บอกว่ารูปแบบหรือวิธีการทํางานนี่นะครับ อันนี้ก็จะเป็น อีกประเด็นหนึ่ง เราเข้าใจดีนะครับว่าเราอยากให้กฎหมายที่มีความสําคัญฉบับนี้สามารถ ตอบได้ทุกโจทย์ แต่ในทางปฏิบัติแล้วมันยากที่จะทําอย่างนั้นนะครับ ขอให้กรมการผังเมือง เป็นกรอบในการชี้นําแล้วก็บูรณาการหลัก ๆ ไว้นะครับ แล้วหลังจากนั้นกระบวนการ เชื่อมโยงก็คงต้องอาศัยความร่วมมือตั้งแต่ผังประเทศ ผังภาค แล้วก็ลงไปถึงจังหวัด และพื้นที่เฉพาะนะครับ