กษิต ภิรมย์ ตั้งข้อสังเกตถึงการตั้งกรมการผังเมือง โดยเสนอให้จัดตั้งเป็นสำนักงานคณะกรรมการผังเมืองแห่งชาติภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรีแทน เพื่อความคล่องตัวและเป็นกลาง พร้อมเรียกร้องให้ลดบทบาทนักการเมืองในคณะกรรมการและเพิ่มผู้เชี่ยวชาญรวมถึงภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการวางผังเมืองอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม
ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สปท. ลําดับที่ ๗ ครับ ท่านประธานครับ จุดประสงค์ของเรื่องนี้ก็คือการแยกฝ่ายโยธาธิการ แล้วก็ฝ่ายผังเมืองออกจากกัน ก็จะมีการตั้งกรมการผังเมืองขึ้นมาในกระทรวงมหาดไทย เป็นหน่วยงานเพิ่มขึ้นอีก แล้วก็จะมีการย้ายบุคลากรที่อยู่ในฝ่ายโยธาธิการและผังเมือง มาอยู่ที่กรมการผังเมือง ผมคิดว่านี่เป็นความเข้าใจที่ถูกต้องนะครับ คราวนี้เมื่อตัวฝ่ายโยธาธิการ และกรมการผังเมืองมีประเด็นปัญหาอยู่ในตัวแล้ว แต่ว่าจะโอนข้าราชการครึ่งหนึ่งมาอยู่ที่ กรมการผังเมือง เป็นข้าราชการชุดเดิมที่ผลงานอาจจะไม่เป็นที่ต้องใจ แล้วจะทําอย่างไร ในการพัฒนาบุคลากรเหล่านี้ให้เป็นนักการผังเมืองมีประสิทธิภาพ มีองค์ความรู้ อันนี้ต้องพูด ให้ชัด ไม่อย่างนั้นมันก็จะเป็นเรื่องของการเพิ่มอธิบดีขึ้นมาอีกคนหนึ่งในกระทรวง มหาดไทย นั่นเป็นประเด็นที่ ๑ คราวนี้ผมก็อยากจะคิดอีกแนวทางหนึ่งนอกกรอบสักนิดหนึ่ง ว่างานการผังเมืองยังจะต้องสังกัดอยู่ในอาณัติของกระทรวงมหาดไทยหรือไม่ เพราะว่า ขอบข่ายของงานมันกว้างกว่ากระทรวงมหาดไทย กระทรวงมหาดไทยควรจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับ ทุกข์สุข คือเกี่ยวกับตัวคนเป็นสําคัญมากกว่าเรื่องของการวางแผนว่าด้วยการผังเมืองหรือไม่ ในขณะเดียวกันผมก็คิดเรื่องสํานักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือว่าที่เรียกกันทั่ว ๆ ไปว่าสภาพัฒน์ เพื่อดูเศรษฐกิจสังคมในภาพรวม แล้วก็ฉันใดฉันนั้น นะครับ เราก็ได้ผ่านการเห็นชอบของแผนการพัฒนาการส่งเสริมวัฒนธรรมทางการเมืองที่จะ มีคล้าย ๆ กับสํานักงานคณะกรรมการพัฒนาขับเคลื่อนการปฏิรูปการเมืองในระบอบ ประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นองค์ประมุข ก็เป็นคล้าย ๆ คู่แฝดของสภาพัฒน์ ผมก็อยากจะเสนอให้แทนที่จะเป็นกรมการผังเมือง ให้เป็นสํานักงานคณะกรรมการผังเมือง แห่งชาติ เอาออกมาจากกระทรวงมหาดไทยมาขึ้นกับสํานักนายกรัฐมนตรีจะดีกว่า มีความคล่องตัวและเป็นกลางกว่าหรือไม่ อันนี้ก็ฝากเป็นข้อคิดไว้ คราวนี้ในกรณีที่ยัง จะเป็นกรมการผังเมืองในสังกัดของกระทรวงมหาดไทย หรือจะเป็นองค์กรที่จะมาขึ้นกับ สํานักนายกรัฐมนตรีนั้น ก็มีคําถามต่อไปว่ามีความจําเป็นที่จะต้องเอาคณะรัฐมนตรี สักครึ่งหนึ่งหรือว่าค่อนคณะรัฐมนตรีมานั่งอยู่ในคณะกรรมการนโยบาย ขณะที่เราต้องการ ที่จะปลดแอกการครอบงําเข้ามาแทรกแซงของฝ่ายการเมืองต่องานที่เป็นเรื่องผลประโยชน์ ส่วนรวม เรากลับที่จะเพิ่มนักการเมืองเข้ามาอยู่ในทุกอณูของการทํางานของภาครัฐ ภาคราชการหรือไม่ มีความจําเป็นหรือไม่ เพราะว่าบรรดานักการเมืองตั้งแต่ตัวท่าน นายกรัฐมนตรีโดยตําแหน่งก็นั่งอยู่ใน ครม. อยู่แล้ว เรื่องอะไรทั้งหมดมันก็จะไปจบที่ ครม. ครม. ก็นั่งรออยู่ดีกว่า แทนที่จะต้องลงมานั่งกํากับการกันทุกคณะกรรมการนโยบาย คณะโน่นนี่เยอะแยะไปหมดเลย ผมว่าไม่มีความจําเป็นในยุคปฏิรูป ควรจะให้ มันน้อยลง แคบลง สั้นลง แล้วก็บทบาทของการเมืองให้ไปกระจุกอยู่ที่คณะรัฐมนตรี ดูเรื่องนโยบาย กํากับ ขับเคลื่อนอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ แล้วก็ตอบสนองต่อประชาชนผ่านทาง รัฐสภาเป็นสําคัญ ผมไม่อยากจะให้มีนักการเมืองต้องมานั่งอยู่ในบรรดาคณะกรรมการ ระดับชาติทั้งหลาย แล้วก็ในเรื่องของผังเมือง ถ้าเผื่อนโยบายมันแน่ชัดแล้วมันต้องมี การจัดโซนนิง (Zoning) แบ่งเขตรักษาสิ่งแวดล้อม ไม่กระทบกับชุมชน รักษาโบราณสถาน โรงเรียนกับวัด กับโบสถ์ทั้งหลายจะต้องไม่ถูกรอบล้อมด้วยสถานเริงรมย์ สิ่งที่ไม่ดีงาม ในสังคมต่าง ๆ เหล่านี้นะครับ ก็น่าจะเอาผู้ที่มีความชํานาญการเข้ามาอยู่ในคณะกรรมการนี้ ให้มากที่สุด ท่านอดีตปลัดได้พูดไปแล้วเมื่อสักครู่นี้ เรื่องจะต้องมีผู้แทนจากสมาคมสถาปนิก สยามหรือวิศวกรรมสถานต่าง ๆ เหล่านี้ แม้กระทั่งสมาคมอุตสาหกรรมการก่อสร้างของทาง ภาคเอกชนนะครับ เกจิอาจารย์ในแวดวงของกรมศิลปากร ศิลปินแห่งชาติก็มากมาย น่าจะ เปิดทางให้ภาคประชาชน ภาคประชาสังคมเข้ามาอยู่ในคณะกรรมการนโยบายให้มากที่สุด แล้วก็ทอนลงไปในระดับจังหวัด ไม่จําเป็นต้องมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน หรือว่า ในระดับท้องถิ่นลงไปว่าเป็นนายอําเภอ มันก็เป็นเรื่องของการกระจุกตัวของอํานาจส่วนกลาง โดยกระทรวงมหาดไทยไม่จบไม่สิ้น ทั้ง ๆ ที่เราอยากจะปฏิรูปประเทศไทยด้วยการ กระจายอํานาจ แล้วก็เพิ่มความมีส่วนร่วม เมื่อสักครู่ก็ได้คุยกับ ขออนุญาตเอ่ยชื่อนะครับ ท่าน พลตํารวจเอก ชิดชัย ก็รู้จักมักจี่กันมานาน ท่านก็เกิดที่จังหวัดอุบลราชธานี ผมก็คิดว่า มีพวกเราหลายคน แล้วก็มีอดีตข้าราชการ แล้วก็อดีตผู้บริหารระดับสูง รวมทั้งภาคเอกชน ที่มาจากต่างจังหวัด แต่ก็ไม่ทิ้งถิ่นฐานเดิม แล้วก็ยังจะกลับไปเป็นบางครั้งบางคราว เราก็น่าจะมีความคิดในการที่จะเอาอดีตผู้หลักผู้ใหญ่ของสังคมไทยกลับไปบ้านเกิด แล้วให้ ไปนั่งอยู่ในคณะกรรมการเหล่านี้ เพราะเขารู้พื้นที่ แล้วก็จะมีความปรารถนาดี แล้วก็มีความ รักหวงแหนจังหวัดหรือว่าถิ่นฐานของตน ไม่อย่างนั้นแล้วจะเป็นคณะกรรมการนโยบาย ระดับชาติ ระดับจังหวัด ระดับท้องถิ่น มันก็จะมีแต่ข้าราชการเสียส่วนใหญ่ แล้วก็ถือว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดท่านก็อยู่ ๖ เดือน ปี ปีกว่า แล้วก็หลายท่านมาแล้วก็อาจจะไม่ค่อยพอใจ กับจังหวัดก็อยากจะโยกย้าย ความผูกพันต่อถิ่นฐานมันก็คงจะมีน้อย เพราะเป็นคนนอก เพราะฉะนั้นเราก็ต้องการคนที่จะมาอยู่ในคณะกรรมการว่าด้วยการผังเมืองที่มีความ ชํานาญการ กับอันที่ ๒ ก็อดีตผู้หลักผู้ใหญ่ที่กลับไปอยู่ที่บ้าน แล้วก็รักถิ่นฐาน แล้วก็จะได้ มีข้อแนะนําในการที่จะสร้างความสมดุลระหว่างตึกรามบ้านช่อง โครงสร้างพื้นฐาน ถนนหนทาง ท่อน้ําประปา กับสิ่งแวดล้อม กับโบราณสถาน แล้วก็ชีวิตความเป็นอยู่อันดีงาม ประเพณีวัฒนธรรมของคนในท้องที่ ก็อยากจะฝากประเด็นเหล่านี้ไว้เป็นข้อคิดเห็น แล้วก็ ขอค้านนะครับว่าอย่าให้อํานาจกระจุกตัวอยู่ที่ส่วนกลาง ที่กระทรวง ทบวง กรม โดยเฉพาะ กระทรวงมหาดไทย แล้วก็ไม่มีความจําเป็นที่จะต้องเอานายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี เข้ามานั่งอยู่ในกรรมการเหล่านี้ ไม่มีความจําเป็นครับ ท่านได้แถลงนโยบายที่รัฐสภาวันที่ เข้ามาเป็นรัฐบาลแล้ว ทุกคนรู้ว่านโยบายคืออะไร จะเล่นเรื่องการผังเมืองหรือไม่ แล้วท่านก็ กํากับได้ แต่ว่าปล่อยให้ผู้ชํานาญการ แล้วก็ผู้ที่รักถิ่นฐานของตนเองนั้นเป็นผู้ดําเนินการ ดีกว่า เป็นการกระจายอํานาจ แล้วก็เป็นการเพิ่มการมีส่วนร่วมในการที่จะนําพาขับเคลื่อน ประเทศไทยให้มีความทันสมัยแล้วก็ให้มีความสมดุลระหว่างชุมชน สิ่งแวดล้อม แล้วก็ เรื่องสมัยใหม่ ผมก็เป็นห่วงอย่างที่กรุงเทพมหานคร ใกล้ ๆ กับเกาะรัตนโกสินทร์ก็จะมี การขุดกันเยอะแยะในเรื่องของรถไฟใต้ดิน ตึกรามบ้านช่องเก่า ๆ มันก็จะหายไปเยอะ เป็นเรื่องที่น่าเสียดายนะครับ หรือว่าวันหนึ่งตื่นขึ้นมาก็จะมีตึก คอนโดมิเนียม ๒๐-๓๐ ชั้น ขึ้นมาค้ําสนามเล็ก ๆ ของบ้านของพวกเราอยู่ มันก็เป็นอลวน ชุลมุนกันไปหมดแล้ว มันเป็น ความล้มเหลวของการผังเมือง ส่วนหนึ่งก็อาจจะความไม่รู้ อันที่ ๒ อิทธิพลมืดมันเข้ามาเยอะ ทําให้การอนุมัติการก่อสร้างต่าง ๆ ไม่เป็นไปตามสิ่งที่ควรเป็น เพราะฉะนั้นนอกเหนือ จากการจะปฏิรูปการผังเมืองแล้วปัญหาเฉพาะหน้ามากมาย อันนี้ต้องเร่งดําเนินการด้วย นะครับ และอะไรที่ สปท. เราจะช่วยได้ ป้องกันความสวยงามของเมืองต่าง ๆ เราก็น่า จะกระทําได้ด้วย แล้วก็ช่วยกันขับเคลื่อนไม่ให้มีการทุจริต เพราะว่าเป็นที่ทราบกันอยู่ว่า จะไปขอต่อบ้าน สร้างบ้าน สร้างห้องแถว ตึกรามบ้านช่องอะไร ก็ค่าป่วยการมันมากมาย เหลือเกิน เป็นการทุจริตคอร์รัปชันอย่างใหญ่หลวง มันก็เลยทําให้ผังเมืองไม่ได้เป็นไปตาม ผังเมือง เพราะว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันต้องโอนอ่อนต่อความทุจริตของเจ้าหน้าที่ แล้วมันก็ขาด การกํากับดูแลของทางฝ่ายการเมือง แต่เราอยู่ตรงนี้ระหว่างกลางก็น่าที่จะทําอะไรที่จะให้ บ้านเมืองเราสวยงามแล้วก็รักษาสิ่งที่สวยงามไว้ให้ได้ ขอกราบขอบพระคุณครับท่านประธาน