กอบศักดิ์ ชี้ทุนดินร้างต้องแก้ด้วยภาษี-ธนาคารที่ดิน

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๐ · ๒๖ เมษายน ๒๕๕๙

กอบศักดิ์ ภูตระกูล ชี้ปัญหาที่ดินรกร้างและปัญหาที่ดินทำกินของเกษตรกรที่ล้มเหลวจากข้อจำกัดของกองทุนเดิม จึงเสนอให้จัดตั้งธนาคารที่ดินในรูปแบบองค์กรภาครัฐไม่แสวงหากำไร เพื่อช่วยให้เกษตรกรรายย่อยเข้าถึงที่ดินและแหล่งเงินทุนอย่างยั่งยืน พร้อมผลักดันกฎหมายที่ดินเป็นกลไกสำคัญในการคุ้มครองที่ดินของประชาชน ลดความเหลื่อมล้ำ และเป็นทางออกให้กับผู้มีรายได้น้อยทั่วประเทศ

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมาธิการ

ขอบคุณครับท่านประธานครับ กระผมขอเรียนตอบท่านสมาชิกดังนี้นะครับ ท่านวิทยาได้กล่าวถึงที่ดินที่รกร้างของนายทุน ถามว่าจะดําเนินการอย่างไร ตัวธนาคารที่ดินด้วยตัวมันเองนะครับ ไม่สามารถบังคับให้เข้า มาได้ แต่กลไกที่เราจะทํางานเสริมกันก็คือกลไกที่ทํากับเรื่องของกฎหมายภาษีที่ดิน และสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งกฎหมายฉบับนั้นทางรัฐบาลกําลังดําเนินอยู่ในปัจจุบันนี้ ซึ่งในกฎหมาย ดังกล่าวจะมีภาษีสําหรับที่ดินรกร้าง ซึ่งในจุดนั้นคนที่มีที่ดินมากแล้วก็ทิ้งไว้รกร้างนี่ก็จะต้อง กลับมานั่งคิดว่าจะถือไว้เช่นนั้นหรือไม่ ตัวธนาคารที่ดินก็จะเข้ามาเสริมโดยมาตราที่เราได้ เล่าไปแล้วก็คือมาตราที่จะเอื้อให้สามารถปล่อยเช่าได้โดยที่ไม่ติดเงื่อนไขว่าต้องปล่อยขาย ให้กับคนที่เช่าเป็นรายที่ ๑ ก่อน อันนี้ก็จะเป็นกลไกที่นําเอาที่ดินที่รกร้างโดยเฉพาะของ กลุ่มทุนมาใช้ประโยชน์เพื่อภาคการเกษตรของเรา

ในประเด็นที่ ๒ ที่ท่านกล่าวถึงองค์กรต่าง ๆ ที่บอกว่าจะมีความซ้ําซ้อน ผมขอตอบกลับไปถึงหลายท่านที่ได้พูดกลับมานะครับ ทางกฎหมายฉบับนี้ได้ทํางานใกล้ชิด กับตัวของสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดินที่ตั้งขึ้นมาเพื่อจัดตั้งองค์กรแห่งนี้ กฎหมายนี้ เขียนมาด้วยกันครับ ทํางานด้วยกัน เพียงแต่ว่าเราตั้งใจว่าจะออกไปทั้ง ๒ ข้าง คือข้างหนึ่งก็ขึ้น ทางฝั่งของสถาบันบริหารจัดการ ทางฝั่งหนึ่งก็ขึ้นจากที่สภาปฏิรูปของเรา แล้วก็จะไปเจอกัน ในตัวของ สนช. แล้วก็ดําเนินการร่างกฎหมายฉบับนี้ขึ้นไป แล้วกฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมาย ที่ทําด้วยใจ ทํามาเป็นเวลานานแล้วครับ โดยที่กลุ่มของคนจนได้คิดกฎหมายฉบับนี้มาเป็น เวลาหลายปีแล้ว แล้วก็พยายามขับเคลื่อน เรามีหน้าที่ขับเคลื่อนต่อในสิ่งที่ประชาชน เรียกร้องครับ ในส่วนขององค์กรที่ผมได้ไปหารือด้วยนะครับ อย่างเช่น ตัวของกองทุนหมุนเวียน ก็เป็นองค์กรหนึ่งที่ตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยประชาชนที่มีปัญหาเรื่องของที่ดินจะหลุดมือ แต่หัวใจ ของตัวกองทุนหมุนเวียนที่พบก็คือว่า หลังจากเขาช่วยแล้วนะครับ ถ้าเกิดไม่สามารถจ่ายคืนได้ สุดท้ายก็เอาไปขายทอดตลาดอยู่ดีครับ กองทุนหมุนเวียนผู้บริหารบอกว่า เรามีทุนจํากัด เพราะฉะนั้นถ้าเกิดเราไม่สามารถที่จะคลี่คลายหนี้เก่าได้ เราก็ไม่สามารถช่วยคนต่อไปได้ เพราะฉะนั้นพอเข้าถึงอาการขั้นสุดท้ายแล้วก็จบด้วยการขายทอดตลาดอยู่ดี ซึ่งในจุดนี้ กองทุนดังกล่าวก็ไม่สามารถตอบโจทย์ที่เราตั้งใจไว้แต่แรกอย่างไรครับว่าเราต้องการสร้าง องค์กรใหม่องค์กรหนึ่งที่ภาคเกษตรกรของเมืองไทยภาคเกษตรกรรมของเมืองไทยยังขาดอยู่ ก็คือเอเอ็มซี (AMC) ของภาคการเกษตรที่มีความสามารถในการถือที่ดินได้เป็นเวลานาน ไม่จําเป็นต้องขายแล้วรอจนกระทั่งคนดังกล่าวสามารถที่จะกลับมารับที่ดินของตนเองไปได้ ซึ่งนี่คือหัวใจสําคัญของธนาคารที่ดินแห่งนี้ที่จะมีการจัดตั้งขึ้น

อีกกองทุนหนึ่งครับ คือกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ซึ่งในปัจจุบันนี้ได้มี การจัดตั้งขึ้นมาแต่ถ้าเกิดท่านสมาชิกติดตามก็จะพบว่ากองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ทํางานแล้วก็มีอุปสรรคต่าง ๆ มากมาย อย่างล่าสุดนี่เพิ่งจะมีการจัดตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ ไปเมื่อไม่นานนี้เองครับ เพราะมีปัญหาข้อตกลงกันไม่ได้ว่าจะตั้งกรรมการอย่างไร แต่ปัญหา ที่สําคัญไม่ใช่จุดนั้นครับ ปัญหาที่สําคัญก็คือว่ากระบวนการการทํางานของกองทุนฟื้นฟู และพัฒนาเกษตรกรในปัจจุบันนี้จะไม่สามารถเดินต่อได้ถ้ารัฐบาลไม่ใส่เงินเข้าไป ถ้าจะขยาย กิจการของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรก็ต้องถมงบประมาณลงไป เพราะอะไรครับ เพราะว่ากองทุนแห่งนี้ทําไปแล้วสิ่งที่ทําไปนี่พูดง่าย ๆ ว่าเป็นการช่วยเกษตรกรในอัตราดอกเบี้ย ประมาณ ๒ เปอร์เซ็นต์ ๒ เปอร์เซ็นต์นี่ไม่คัฟเวอร์คอสต์ (Cover cost) เพราะฉะนั้นคนที่จะ หาเงินมาให้ได้ไฟแนนซิง (Financing) ได้ก็ต้องเป็นคนที่มีต้นทุนของเงินจํานวนมากก็คือ รัฐบาลเท่านั้นเองที่พร้อมจะเอาเงินไปให้กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรแล้วก็ไปช่วย ประชาชนในลักษณะดังกล่าว แนวความคิดที่เราจัดตั้งธนาคารที่ดินแห่งนี้ขึ้นมาจะเป็น องค์กรที่ไม่แสวงหากําไรนะครับ ไม่ตั้งใจแสวงหากําไรเลย เพราะเป็นองค์กรของรัฐ แล้วขณะเดียวกันเงินที่ได้ทุกบาททุกสตางค์ก็เพื่อตอบโจทย์ของภาคเกษตรกรรมเท่านั้น แต่เป็นการจัดตั้งขึ้นมาเพื่อที่ว่าจะเป็นองค์กรที่สามารถดําเนินการได้อย่างต่อเนื่องโดยอาศัย การเข้าถึงแหล่งเงินแทนประชาชนทั่วไป คิดง่าย ๆ ครับเกษตรกรทั่วประเทศไทยปัญหา เขาคืออะไรครับ ปัญหาก็คือว่าเขามีปัญหาว่าจะสูญเสียที่ดินของบรรพบุรุษ แต่เขาไม่รู้ จะเข้าหาแหล่งเงินได้อย่างไรเพราะไปหาใครที่ไหนก็ไม่มีแหล่งเงินให้ อันนี้ก็คือหัวใจที่ธนาคาร แห่งนี้จะจัดตั้งขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ของคนเหล่านั้น เพราะว่าเราจะเป็นคนไปหาเงินจากทาง ตลาดทุนแล้วก็ดอกเบี้ยไม่มากนัก แล้วก็เอาไปกระจายให้กับคนจนจํานวนมากในประเทศไทย ถ้าสามารถดําเนินการได้ในช่วงแรกนะครับเราก็สามารถขยายกิจการได้อย่างต่อเนื่อง แล้วกิจการก็จะสามารถดําเนินไปจนตอบโจทย์ของคนจํานวนมากในประเทศไทยได้ ซึ่งนี่คือ ความแตกต่างที่ธนาคารแห่งนี้ได้จัดสร้างขึ้นมา แล้วจะมีความแตกต่างจากองค์กรต่าง ๆ ที่ดําเนินการอยู่ในปัจจุบันนี้ แล้วก็จะเป็นจุดเสริมที่สําคัญ

สําหรับท่านวิรัชครับ กระผมคิดว่าข้อคิดเห็นต่าง ๆ นี้เดี๋ยวทางเราไปเอา ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมนะครับ เพราะว่าเป็นข้อคิดเห็นที่มีประโยชน์ เรื่องของ ตัวเจ้าหน้าที่เอง ความจริงในกฎหมายที่เราเขียนฉบับนี้เขียนไว้ว่า การเช่าที่ดินของธนาคาร ที่ไปจะต้องอยู่ภายในกฎเกณฑ์ของตัวกรรมการที่ตั้งขึ้นมา ในส่วนนั้นเราก็สามารถ เขียนต่อไปได้ว่าเรื่องของการเช่าช่วงต่าง ๆ หรือถ้าเกิดหารือแล้วจําเป็นต้องเขียนใน พ.ร.บ. เราก็จะได้ปรับปรุงตามนั้นครับ

สําหรับประเด็นสุดท้ายก็คือท่านกษิต กระผมคิดว่ากฎหมายฉบับนี้ครับ เป็นความหวังของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ ผมคิดว่าเราไม่ได้ทําเร็ว ๆ ผมคิดว่าเราได้ทํา เรื่องนี้มานานพอสมควร และเราก็พิจารณาถึงกลไกต่าง ๆ ที่จะสร้างขึ้นมา เพียงแต่กฎหมาย ฉบับนี้เป็นหนึ่งในหลาย ๆ กลไกที่เราสร้างขึ้นมาพร้อม ๆ กันครับ ที่จะตอบโจทย์เรื่องของ ที่ดินให้ประเทศไทย แล้วผมคิดว่ากฎหมายฉบับนี้ครับ จะเป็นกฎหมายที่ต่อลมหายใจ เป็นความหวังสุดท้ายให้คนจนทั่วประเทศไทย ในปัจจุบันกลไกที่เรามีอยู่ ถ้ามันทํางาน ถามว่าทําไมถึงมีผู้คนจํานวนเป็นหลายแสนคนครับที่ลําบากขณะนี้ ไม่สามารถรักษาที่ดิน ของบรรพบุรุษเขาไว้ได้ กฎหมายฉบับนี้คือกฎหมายที่จะช่วยตอบโจทย์นั้นให้กับทุก ๆ คน ช่วยรักษาที่ดินให้เขา ช่วยรักษาเกษตรกรให้กับประเทศ แล้วก็ช่วยลดความเหลื่อมล้ําให้กับ สังคมไทย ซึ่งกฎหมายฉบับนี้ผมคิดว่าจะเป็นรากฐานสําคัญของความปรองดอง ความอยู่ดี กินดีของทุก ๆ คนในประเทศต่อไป ขอบคุณครับ