สถิตย์ เสนอจัดตั้งธนาคารที่ดิน หนุนเกษตรกร-ฟื้นเศรษฐกิจฐานราก

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๐ · ๒๖ เมษายน ๒๕๕๙

สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ หารือถึงความจำเป็นในการจัดตั้งธนาคารที่ดินเพื่อแก้ปัญหาที่ดินรกร้างและคุ้มครองสิทธิเกษตรกร โดยเน้นบทบาทของภาคเกษตรกรรมในการรองรับวิกฤติเศรษฐกิจ และเรียกร้องให้สภาเร่งพิจารณาให้ความเห็นชอบร่างกฎหมายและรายงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรมและส่งเสริมการฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ และท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ ก่อนอื่นขอกราบเรียนย้ําอีกครั้งหนึ่งว่างานปฏิรูป ที่สําคัญชิ้นนี้ได้เริ่มต้นมาตั้งแต่สมัยสภาปฏิรูปแห่งชาติ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจได้นําเรื่องนี้มาสานต่อ ในขณะเดียวกันมีคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม โดยท่านอโณทัย ฤทธิปัญญาวงศ์ ท่านอําพล จินดาวัฒนะ ได้เริ่มต้นประสานขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างจริงจังด้วยเช่นเดียวกัน นอกจากนั้น ก็ยังมีท่านวิวัฒน์ ศัลยกําธร รวมถึงท่านชูชัย ศุภวงศ์ ที่ได้สนับสนุนเรื่องนี้มาตลอด เมื่อเข้ามา สู่กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจนั้น ท่านดอกเตอร์สมชัย ฤชุพันธุ์ กับท่านกอบศักดิ์ ภูตระกูล รวมถึงอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านการเงินการคลัง ที่ท่านดอกเตอร์สมชัยเป็นประธานอนุกรรมาธิการอยู่นั้น ได้นํามาพิจารณาเพิ่มเติมประกอบกับ ความเห็นของส่วนราชการต่าง ๆ ที่ได้ขอความเห็นล่วงหน้าไปแล้ว เพราะว่าเรื่องนี้ได้เริ่มต้นมาตั้งแต่สมัยสภาปฏิรูปแห่งชาติ แล้วก็สถาบันที่เกี่ยวข้องก็คือ สถาบันการจัดการบริหารที่ดินเพื่อเกษตรกร ได้ดําเนินการมาระยะหนึ่ง ได้ขอความเห็นของ ส่วนราชการทั้งหมด ซึ่งคณะอนุกรรมการการเงินการคลัง นําโดยท่านสมชัย ฤชุพันธุ์ ได้นํา เรื่องเหล่านี้มาประกอบการพิจารณา และได้เพิ่มเติมหักทอนความเห็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทําให้สมบูรณ์ขึ้น และเมื่อนําเข้ามาสู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านเศรษฐกิจ ก็ได้เพิ่มเติมความเห็นที่สําคัญให้รอบด้านมากยิ่งขึ้น กระผมอยากจะ เรียนว่าเมื่อคราวที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจของประเทศไทย ในปี ๒๕๔๐ นั้น เป็นวิกฤติเศรษฐกิจ ที่รุนแรงครั้งหนึ่งของประเทศไทย แล้วก็ปรากฏว่ารากฐานของการรองรับวิกฤติเศรษฐกิจ ในครั้งนั้นที่ทําให้สังคมไทยอยู่รอดและผ่านพ้นไปได้ ก็คือรากฐานของสังคมเกษตรกรรม สังคมที่ได้พัฒนาจากเกษตรกรรมมาสู่อุตสาหกรรม แล้วก็เรื่อยมาจนกระทั่งเกิดวิกฤติ เศรษฐกิจ ปี ๒๕๔๐ นั้น ปรากฏว่าภาคอุตสาหกรรม ภาคการเงินประสบปัญหา คนตกงาน จํานวนมาก สังคมที่รองรับคนเหล่านั้นในเวลานั้น คือสังคมเกษตรกรรม คนที่ไม่มีงานทํา กลับไปสู่บ้านเกิด กลับไปสู่สังคมเกษตรกรรม มีชีวิตอยู่รอดอยู่ได้ในช่วงนั้น และเมื่อค่อย ๆ แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไปคนเหล่านั้นก็กลับมาทํางาน ผมกล่าวเช่นนี้เพื่อที่จะเรียนให้เห็นถึง ความสําคัญของสังคมภาคเกษตรกรรมที่จะต้องคงอยู่ควบคู่ไปกับสังคมภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการที่กําลังเป็นไปอยู่ในทุกวันนี้ ความสําคัญของการดํารงไว้ซึ่งภาคเกษตรกรรมนี้ จําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทําให้เกษตรกรมีโอกาส มีสิทธิ ดังที่ท่านชูชัย ศุภวงศ์ ได้กล่าวไว้ มีกลไกหลาย ๆ ประการที่ดําเนินการในเรื่องนี้ การจัดตั้งธนาคารที่ดินเป็นเพียงกลไกหนึ่ง ที่ทําให้สังคมเกษตรกรรมยังเป็นสังคมที่สําคัญของประเทศนี้ แนวความคิดในเรื่องของ ธนาคารที่ดินนั้น อยากจะเรียนว่าเป็นแนวความคิดของการที่ทําให้ที่ดินที่ไม่ได้ทําประโยชน์ ได้กลับมาทําประโยชน์ได้ ในต่างประเทศ แนวคิดของธนาคารที่ดินนั้น จะเป็นแนวคิด ที่ดําเนินการในระดับท้องถิ่นดังที่หลายท่านได้กรุณาให้ความคิดเห็นว่าเรื่องนี้จะต้องหยั่งราก ลงไปถึงระดับท้องถิ่น ลงไปถึงเกษตรกร ในต่างประเทศ ธนาคารที่ดินจะเป็นธนาคารที่นํา ที่ดินรกร้างว่างเปล่ามาทําให้เกิดประโยชน์ขึ้น เพราะที่ดินที่รกร้างว่างเปล่าที่ทิ้งไว้นั้น นอกจากไม่เป็นประโยชน์แล้ว ยังเสียประโยชน์อีกด้วย เพราะว่าการรกร้างว่างเปล่าของที่ดิน ก็ทําให้ที่ดินที่อยู่ข้าง ๆ นั้นมีมูลค่าที่ต่ําลงไปด้วย เพราะเสมือนหนึ่งว่าที่ดินแถบนั้นเป็นที่ดินที่ไร้ประโยชน์ และนอกจากนั้นเมื่อทิ้งไว้นาน ๆ ก็อาจจะทําให้เกิดผลเสียในเรื่องของมลภาวะ เป็นเรื่องของการไม่ได้ดูแลจัดการที่ดิน ที่เพียงพอ ซึ่งก็นํามาสู่ผลร้ายของชุมชนด้วย ด้วยเหตุนี้เองจึงมีแนวคิดของธนาคารที่ดิน ว่าทําอย่างไรที่จะให้มีการนําที่ดินที่รกร้างว่างเปล่านั้นได้มาพัฒนาขึ้นมาได้ จึงเกิด แนวความคิดของการมีธนาคารที่ดินของภาครัฐขึ้นมาเพื่อดําเนินการในวัตถุประสงค์ดังกล่าว แต่สําหรับกรณีของประเทศไทยนั้นนอกเหนือจากแนวความคิดพื้นฐานดังที่ว่านั้นแล้วยังมี เรื่องที่เกี่ยวข้องกับเกษตรกรที่กําลังจะสูญเสียที่ดินทํากิน และเมื่อสูญเสียไปแล้วดังที่ ท่านกอบศักดิ์ ภูตระกูล ได้กล่าว ที่ดินนั้นเมื่อตกไปอยู่ในมือของผู้ที่มิได้เป็นเกษตรกรก็จะ ทําให้ที่ดินนั้นรกร้างว่างเปล่า แล้วก็จะเกิดผลเสียต่าง ๆ ตามมา การที่มีธนาคารที่ดินจึงเป็น จุดเชื่อมที่สําคัญที่ทําให้เกษตรกรยังมีโอกาสที่จะรักษาความเป็นเจ้าของที่ดินทางด้าน การเกษตร โดยเกษตรกรเองได้อยู่ผ่านทางกลไกของธนาคารที่ดิน ซึ่งก็จะมีวัตถุประสงค์ ในเรื่องของการรักษาไว้ซึ่งที่ดินทางด้านเกษตรและสามารถที่จะนํามาพัฒนาให้ที่ดินทางด้าน การเกษตรนั้นได้มีการใช้ประโยชน์ เพราะความสําคัญในทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับที่นั้น ก็คือว่าที่ดินจะต้องมีการใช้ประโยชน์ให้เกิดประโยชน์ในทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตามกลไก ในเรื่องของธนาคารที่ดินนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นที่ทําให้สังคมเกษตรอยู่ได้ ที่ทําให้เกษตรกร มีสิทธิมนุษยชนอย่างสมศักดิ์ศรี ยังจะต้องประกอบด้วยองค์ประกอบอื่น ๆ หลายองค์ประกอบ อย่างเช่นที่หลายท่านได้กล่าว รวมถึงท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ ซึ่งได้กล่าวว่าจะต้องมีเรื่องอื่น ๆ มาสนับสนุน ซึ่งในกรณีนี้ผมคิดว่าเรื่องที่สําคัญที่จะต้องนํามาสนับสนุนก็คือเรื่องการชลประทาน สําหรับภาคเกษตรอย่างยั่งยืน เรื่องของการส่งเสริมให้เกษตรกรมีจิตวิญญาณของการเป็น ผู้ประกอบการมากขึ้น เพราะว่าเมื่อสังคมเปลี่ยนแปลงไป การดําเนินงานทางด้านภาคเกษตร ก็จะต้องเปลี่ยนแปลงไปตามสังคมที่พัฒนาขึ้น การประกอบเกษตรกรรมจึงจําเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องนําจิตวิญญาณในเรื่องของการประกอบการเข้าไป ซึ่งก็จะทําให้มีทั้งการนําสายพันธุ์ ที่ดี การนําเทคโนโลยีที่ดี การตลาดที่ดีเข้าไปเกี่ยวข้อง นอกจากนั้นก็คงจะต้องสนับสนุนด้วย เกษตรกรรมที่ทันสมัย หรือที่เรียกว่าสมาร์ตฟาร์มมิง (Smart Farming) สิ่งเหล่านี้ก็คง จะต้องทําควบคู่กันไป มิใช่ว่าธนาคารที่ดินจะเป็นยาวิเศษที่จะทําให้ชีวิตของเกษตรกร ดีขึ้นมา แต่ว่าจะต้องประกอบด้วยองค์ประกอบอื่น ๆ ด้วย ทั้งนี้และทั้งนั้นธนาคารที่ดิน จะเป็นองค์ประกอบที่สําคัญไปสู่เป้าหมายนั้น

ในเรื่องของธนาคารที่ดินดังเช่นที่ท่านกฤษฎา จีนะวิจารณะ ได้กล่าว ก็คือ เป็นส่วนหนึ่งของการจัดการสินทรัพย์ในภาคเกษตรที่กําลังจะกลายเป็นสินทรัพย์ที่เกษตรกร จะไม่ได้เป็นเจ้าของอีกแล้ว แล้วก็จะกลายเป็นสินทรัพย์ที่เสื่อมคุณภาพ ซึ่งแต่เดิมเมื่อเกิด วิกฤติเศรษฐกิจในปี ๒๕๔๐ นั้นเราก็ตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์เหล่านี้ขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นบริษัท บริหารสินทรัพย์ภายใต้ธนาคารกรุงไทย ที่เรียกว่า บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท หรือบริษัท บริหารสินทรัพย์ภายใต้ธนาคารกรุงเทพพาณิชยการในขณะนั้น ที่เรียกว่า บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชยการ รวมถึงได้มีการจัดตั้งบริหารสินทรัพย์ไทยเพื่อดูแลสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ เหล่านั้นของสถาบันการเงินทั้งระบบ บัดนี้มีเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ ทางด้านภาคเกษตร ซึ่งถือว่าเป็นภาระหน้าที่ที่สําคัญในการที่จะต้องดําเนินการบริหารจัดการ เพื่อให้สินทรัพย์เหล่านั้นคงอยู่และฟื้นฟูขึ้นมาได้ ซึ่งนํามาสู่การจัดการโดยแนวทางของ ธนาคารที่ดิน อย่างไรก็ตามหลายท่านได้ให้ข้อสังเกตที่ดีมาก แล้วก็เป็นข้อสังเกตที่ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ จะต้องนําไปประกอบการ พิจารณาและปรับปรุงเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นความคิดเห็นของท่านสุรินทร์ ท่านเลิศรัตน์ ที่กล่าวถึงเรื่องที่จะต้องมีองค์ประกอบอื่นเพิ่มเติม ท่านสุรชัย ท่านอภินันท์ที่กล่าวถึงเรื่อง จะต้องหยั่งรากไปถึงภาคเกษตรกร โดยเฉพาะท่านอภินันท์ที่ได้กรุณากล่าวถึงองค์กรอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร หรือคณะอนุกรรมการช่วยเหลือ เกษตรกรและผู้ยากจน อชก. ซึ่งองค์ประกอบของธนาคารที่ดินนี้จําเป็นที่จะต้องเข้าไปประสานงานและร่วมมือ ในการดําเนินการไปสู่เป้าหมายอันเดียวกัน ก็คือเป้าหมายของการทําให้เกษตรกรมีที่ดิน ของตัวเอง และเป้าหมายในการทําให้ที่ดินเหล่านั้นได้รับการฟื้นฟูและพัฒนา ท่านธวัชชัย ได้กล่าวถึงเรื่องที่สําคัญที่สุด ก็คือท่านบอกว่าทําอย่างไรให้เกษตรกรกลับบ้าน ขณะนี้ สังคมไทยมุ่งหน้าไปสู่สังคมอุตสาหกรรม ไปสู่สังคมบริการจนแทบจะลืมไปว่าสังคม เกษตรกรรมนั้น เป็นสังคมที่เป็นรากฐานดั้งเดิมของประเทศ และเป็นสังคมที่ครั้งหนึ่งเมื่อเกิด วิกฤติเศรษฐกิจ ได้รองรับผู้คนทั้งหลายที่บาดเจ็บจากวิกฤติเศรษฐกิจ ในปี ๒๕๔๐ ให้มี ชีวิตอยู่ต่อไปได้ และสามารถที่จะดํารงภาคเกษตรกรให้ยืนยงอยู่ได้ การมีเป้าหมายหลัก ในการทําให้สังคมเกษตรกรรมกลับฟื้นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งจะต้องประกอบด้วยองค์ประกอบ หลายประการดังที่ได้กล่าวแล้ว และที่สําคัญที่สุดเป้าหมายสุดท้ายก็คือว่าทําอย่างไรให้ คนหนุ่มสาวที่ตกอยู่ในกระแสความคิดของวัฒนธรรมภาคอุตสาหกรรม ส่วนหนึ่งจะได้นํา ความเชี่ยวชาญ ได้นําความรู้ความสามารถกลับไปดูแลภาคเกษตร ทําให้ภาคเกษตรนั้น เป็นเกษตรที่ทันสมัย ทําให้ภาคเกษตรนั้นเป็นภาคเกษตรที่มีจิตวิญญาณของการประกอบการ และถ้าได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐในเรื่องของการจัดทําชลประทานเพื่อการเกษตร อย่างทั่วถึงและยั่งยืน รวมถึงกลไกอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ได้นําเสนอในวันนี้ เรื่องธนาคารที่ดิน ที่สําคัญก็คือว่าทุกท่านที่นั่งอยู่ที่นี้ ในวันนี้ที่จะเป็นผู้สนับสนุนที่สําคัญ ที่จะทําให้การปฏิรูปธนาคารที่ดินนี้สําเร็จลงได้ด้วยการกดปุ่มของทุกท่าน เห็นด้วยในข้อเสนอ ที่จะขอให้ท่านเห็นชอบกับรายงานและข้อเสนอของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านเศรษฐกิจ เรื่อง ธนาคารที่ดิน และขอให้ท่านเห็นชอบกับร่างพระราชบัญญัติ ธนาคารที่ดิน พ.ศ. .... ที่ได้ปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมตามข้อเสนอแนะของหน่วยงานภาครัฐ และข้อเสนอแนะของผู้ที่เกี่ยวข้อง ขอให้ท่านได้เห็นชอบกับเอกสารแนบวาระเรื่อง ธนาคาร ที่ดิน และขอให้ท่านได้เห็นชอบในการนําส่งรายงานธนาคารที่ดิน และร่างพระราชบัญญัติ ธนาคารที่ดิน พ.ศ. .... ต่อไป และเห็นควรเสนอแนะให้กับรัฐบาลเพื่อโปรดพิจารณาดําเนินการ ในเรื่องนี้ต่อไป ผมหวังว่าท่านประธาน ท่านกรรมาธิการ และสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศทุกท่านจะได้ร่วมกันปฏิรูปประเทศในเรื่องนี้ เพื่อที่จะทําให้เกษตรกรได้มีสิทธิมนุษยชน อย่างสมบูรณ์เพื่อที่จะทําให้สังคมเกษตรกรรมของไทยได้กลับมารุ่งเรืองอีกครั้งหนึ่ง กราบขอบพระคุณครับ