กษิต ภิรมย์ หารือประเด็นการจัดตั้งธนาคารที่ดินเพื่อการเกษตร โดยตั้งข้อสังเกตถึงความซ้ำซ้อนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเสนอให้ทบทวนบทบาทเพื่อกำหนดเป็นวาระแห่งชาติ พร้อมเน้นย้ำการป้องกันภาระหนี้ให้เกษตรกร การฟื้นฟูพื้นที่ป่าที่ถูกบุกรุก และการพิจารณาเวนคืนที่ดินจากผู้มีอภิสิทธิ์เพื่อสนับสนุนผู้ขาดแคลนที่อยู่อาศัยอย่างยั่งยืน
ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สปท. ลําดับที่ ๗ ตามเป้าหมายของเอกสารรายงานแล้วก็เนื้อหาของ พ.ร.บ. ธนาคารที่ดิน มีภารกิจ ๓ เรื่องหลัก ๆ ด้วยกัน คือช่วยเหลือทางด้านการเงินกับเกษตรกรที่เสียที่ดินไปแล้ว มีหนี้มีสิน อันที่ ๒ ก็เจรจาความกับทางภาคเอกชนที่มีที่ดินเยอะแยะแล้วไม่ได้ใช้ประโยชน์ให้มีการใช้ประโยชน์ ส่วนอันที่ ๓ คือจัดซื้อที่ดินเข้าธนาคารเพื่อมาปล่อยให้กับทางเกษตรกร แล้วก็ผู้ที่อยู่ในชุมชน แออัด ผมค่อนข้างจะแน่ใจ ณ วันนี้เลยว่าจุดประสงค์ทั้ง ๓ นั้น ธนาคารที่ดินไม่สามารถที่จะ กระทําได้ ผมไม่ใช่หมอดู แต่ผมแน่ใจว่าคงจะกระทําไม่ได้ ด้วยเหตุผลอันใดเดี๋ยวผมจะ ค่อย ๆ แจงไป
ประเด็นที่ ๑ ก็คือว่าที่ได้ฟังกันมาแล้วจากผู้ร่วมอภิปราย โดยเฉพาะ ท่านเพื่อนสมาชิกท่านอธิบดีกรมที่ดินว่า มันมีองค์กรต่าง ๆ ที่ดําเนินการอยู่ในเรื่องเกี่ยวกับ ที่ดินเพื่อการเกษตร และมันก็จะมีความซ้ําซ้อน ไม่ซ้ําเสริม ผมคิดว่ามีความซ้ําซ้อน น่าจะได้มี การทบทวนว่าที่มีอยู่มันมีข้อบกพร่องอะไรในการที่จะนําเอาซึ่งที่ดินต่าง ๆ ไปให้เกษตรกร แล้วก็ ที่สําคัญก็คือว่าจะให้เป็นนโยบายแห่งชาติได้หรือไม่ เป็นวาระแห่งชาติ แล้วก็ถ้าเผื่อในแง่ของ เกษตรกรนั้นมีองค์กรต่าง ๆ มากมาย แต่ที่ไม่ได้กล่าวถึงด้วยอีกอันก็คือทางกรมป่าไม้ กรมอุทยาน ที่ต้องมาเกี่ยวข้อง เมื่อสักครู่ท่านเพื่อนสมาชิก พลเอก ธวัชชัย ก็ได้พูด ก็หมายความว่าทาง กระทรวงกลาโหมก็เกี่ยวข้องในเรื่องของกิจการพลเรือนของทางฝ่ายกองทัพ ทั้งนี้ได้จะมี การประมวลว่าใครทําอะไรอยู่ แล้วมันจะเสริมงานให้เป็นวาระแห่งชาติที่ไหน
ส่วนประเด็นที่ ๒ คือธนาคารที่ดินมันควรจะเป็นธนาคารที่ดินเพื่อการเกษตร เพราะว่าเรื่องชุมชนแออัดเราก็มีธนาคารอาคารสงเคราะห์ มีการเคหะแห่งชาติ และมันก็ น่าจะเป็นภาระหน้าที่ของท้องถิ่น ระดับ อบจ. อบต. เทศบาล เมื่อมีการกระจายอํานาจ ในอนาคตเขาก็ต้องดูแลลูกบ้านของเขาเองในเรื่องของที่อยู่อาศัย แต่ว่าที่มันสําคัญไปกว่านั้น ก็คือ ประเด็นที่ ๒ ว่าจะเป็นธนาคารเพื่อค้ากําไรหรือไม่ แต่นี่มันเป็นงานสังคมครับ มันเป็น งานทางด้านมนุษยธรรม เพราะฉะนั้นจะตั้งองค์กรหรือจะประมวลรวบรวมองค์กรอะไรมาแล้ว มันต้องไม่ค้ากําไรเป็นสําคัญ เพราะนี่มันเป็นงานสังคม ผมขอเน้นนะครับ แล้วก็ยังจะไปกู้หนี้ ยืมสินเพื่อมาทํางานนอกเหนือจากงบประมาณประมาณ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ได้ปีละ ๒,๐๐๐ บาท จากรัฐบาล มันคงไม่เป็นการเพียงพอ แต่ว่าที่สําคัญที่ว่าเป็นงานสังคม จะไปเจรจากับเอกชน ไปซื้อ ที่ดินจากเขา เขามีที่ดินเพื่อจะค้ากําไร ไม่มีทางที่เราจะไปเจรจาได้ เพราะราคาที่ดินมันสูง ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท มันก็ไม่พอ แต่ว่าไม่พูดว่าเราจะเวนคืนไหมครับ ถ้าปล่อยทิ้งอยู่ที่เฉย ๆ แบบนี้ จะเป็นวาระแห่งชาติไหมในการจะเวนคืน เพื่อเอาที่ของเจ้าของที่ดินอภิมหาเศรษฐีทั้งหลาย มาให้กับเกษตรกร มันเป็นการตัดสินทางการเมือง เพื่อผลประโยชน์ของเกษตรกรซึ่งเป็น ประชากรรายใหญ่ของประเทศ แล้วก็ไม่ได้มีการกล่าวถึงเรื่องป่าเสื่อมโทรมรุกล้ําไปนั้น มันควรจะเป็นงานหลักที่จะต้องเอาเข้ามาทํางาน แล้วมันก็คงมีกรมที่ดินมีสํานักงานการปฏิรูป ที่ดินเพื่อเกษตรกรรมอยู่แล้ว ท่านปีติพงษ์ก็เคยเป็นเลขาธิการคนแรกของสํานักงานการปฏิรูป ที่ดินเพื่อเกษตรกรรมก็อยู่ในกรรมาธิการด้วย คงจะให้ข้อคิดเห็นช่วยเหลือได้มากมาย
อีกประเด็นหนึ่งก็คือเรื่องของสถิติ มันต้องรู้เสียก่อนว่า ณ วันนี้มีเกษตรกร ไทยที่มีที่ดินไม่ถึง ๒๐ ไร่ หรือว่าอย่างเก่ง ๓๐ ไร่ กี่คน แล้วก็เกษตรกรที่ต้องเช่าที่ดินทํากิน อยู่ ณ วันนี้กี่คน แล้วก็เกษตรกรที่เป็นแรงงานหาเช้ากินค่ํากี่คน เพราะฉะนั้นเป้าหมายในการ ที่จะหาที่ดินทํากินให้กับเกษตรกรเหล่านี้กี่คน ในระยะเวลากี่ปี แล้วก็จะให้มีการประสานงาน กับอีก ๑๐ องค์กร แล้วก็ ๑๐ กองทุนอย่างไร ไม่ใช่อยู่ดี ๆ ก็โผล่ขึ้นมาแล้วบอกว่าอยากจะ ตั้งธนาคารที่ดิน แล้วก็มีนัยของธุรกิจการค้าขาย เพราะต้องไปซื้อที่ดินเอามาแจก แล้วก็ มาเก็บหนี้ ดอกเบี้ยจากเกษตรกร มันก็เป็นการเสริมสร้างภาระหนี้ เพราะว่าตอนนี้หนี้สาธารณะ ของเราประชาชนก็ประมาณ ๘๕ เปอร์เซ็นต์ ใช่ ไม่ใช่ ของหนี้สินที่มีอยู่ หนี้ครัวเรือนมาก นี่เรากําลังทํางานให้เกษตรกรเป็นหนี้เพิ่มเติมนะครับ ต้องจ่ายค่าที่ดินแล้ว ต้องไปกู้มาในการ ที่จะไปซื้อปุ๋ย เครื่องมือการเกษตร เมล็ดพันธุ์พืชต่าง ๆ ซึ่งมันก็มีลักษณะของการผูกขาดอยู่ ต่าง ๆ เหล่านี้มันต้องคิดให้ครบวงจร คิดครึ่งเดียว ส่วนเดียว แล้วก็ไม่คํานึงถึงหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีอยู่ กองทุนที่มีอยู่ ผมคิดว่างานไม่ครบครับ แล้วก็เป้าหมายสําคัญคือว่าเมื่อมันเป็นเรื่อง ของสังคม เป็นเรื่องของมนุษยธรรม มันต้องเป็นนโยบายแห่งชาติ จําเป็นหรือไม่ที่จะต้องมี ธนาคารในเชิงธุรกิจแบบนี้ ผมอยากจะขอให้มีการถอนเรื่องออกไปก่อน แล้วก็ทบทวนเรื่อง ให้มันครบครับ แล้วก็ต้องตกลงกับรัฐบาลเสียก่อนให้เป็นวาระแห่งชาติว่าเกษตรกรสันหลัง ของชาตินั้นจะต้องมีที่ทํากิน แต่ไม่ใช่จะต้องได้มาด้วยการที่จะต้องไปสร้างหนี้เพิ่มเติม อันนี้ น่าจะเป็นหัวใจที่สําคัญครับ ขอบคุณมากครับ ท่านประธานครับ