อภินันท์ เสนอปรับกลไกช่วยเกษตรกรหนี้ท่วม ย้ำต้องบูรณาการ-มีประสิทธิภาพ

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๐ · ๒๖ เมษายน ๒๕๕๙

อภินันท์ ซื่อธานุวงศ์ อภิปรายประเด็นการช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบปัญหาหนี้สิน โดยเสนอให้กรรมาธิการพิจารณาบูรณาการกลไกการช่วยเหลือที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพและต่อเนื่องมากขึ้น พร้อมเน้นย้ำความสำคัญของการออกแบบธนาคารเพื่อเกษตรกรที่เชื่อมโยงรากหญ้าและสามารถปฏิบัติได้จริง รวมถึงการทบทวนความเพียงพอของกองทุนฟื้นฟูและ อชก. ตลอดจนการประสานงานร่างกฎหมายธนาคารที่ดินให้สอดคล้องกับบริบทของเกษตรกรอย่างแท้จริง

นายอภินันท์ ซื่อธานุวงศ์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพอย่างสูง กระผม อภินันท์ ซื่อธานุวงศ์ สปท. หมายเลข ๑๘๖ ครับ กระผมอยากจะอภิปรายเพียง ๒-๓ ประเด็นนะครับ แต่ก่อนอื่นอยากจะฉายภาพให้ต่อเนื่องจากที่ท่านขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านสุรชัย ดนัยตั้งตระกูล ได้อภิปรายไปก็คือว่ากราบเรียนท่านกรรมาธิการผ่านทาง ท่านประธานว่าความจริงแล้วการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรซึ่งมีหนี้สินนี่ครับมันไม่ใช่ไม่มี มันมีอยู่ในกลไกในปัจจุบันหลายกลไกด้วยกันนะครับ และกลไกเหล่านี้ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะ เสนอแนะให้กรรมาธิการได้ช่วยดูแล้วก็บูรณาการว่าได้เข้ามาประสานช่วยหรือให้ทําเป็น เรื่องเดียวกันได้หรือไม่

กลไกอันแรกนะครับ เรามีกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรตามกฎหมาย พ.ร.บ. ฟื้นฟูนี่ครับ คณะกรรมการฟื้นฟูก็ไปรับเอาหนี้สินพี่น้องเกษตรกรที่จะหลุดจํานํา จํานองอะไรต่าง ๆ มามากมายเหมือนกัน กองทุนนี้ก็ดําเนินการมาระยะหนึ่งนะครับ มีผลดี แล้วก็มีข้อบกพร่องอย่างไรก็น่าจะศึกษา แต่กราบเรียนว่าหลักการในการคิดแก้ไข พี่น้องเกษตรกรนี่ครับ เขาขาติดดินนะครับ เขาคิดแบบขาติดดินคือให้พี่น้องเกษตรกร คือคัดเลือกกันมาดูแลกันเองนะครับ กองทุนฟื้นฟูนี้ก็มีการเลือกตั้งกรรมการเข้ามาดูแล และมีกองทุนเข้ามาช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรนี่ครับ ไม่คิดลอย ๆ เหมือนธนาคารนะครับ เพราะฉะนั้นการออกแบบโครงสร้างต่าง ๆ ก็กราบเรียนว่ากราบเรียนเหมือนท่านสุรชัย อภิปรายนะครับ ขอให้ยึดโยงลงในพื้นที่นะครับ แล้วก็จะเห็นว่าการทํางานเดี๋ยวผมอยากจะ ให้ข้อเสนอแนะในเรื่องของภารกิจของธนาคารที่คิดว่ามันอาจจะต้องพัฒนาในเรื่องอะไร บางประเด็นนะครับ มีวิธีการอีกวิธีการหนึ่งที่เราช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรอยู่เขาเรียกว่า คณะอนุกรรมการ อชก. ครับ อชก. เป็นไปตามระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการ ช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ยากจน มีกองทุนหมุนเวียนอยู่ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อชก. นี่ถ้าระดับจังหวัดมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน มีเกษตรและสหกรณ์เป็นเลขา ในระดับอําเภอมีนายอําเภอแล้วก็มีเกษตรอําเภอเป็นเลขานุการ ชุดนี้ช่วยเหลือพี่น้อง เกษตรกรที่มีหนี้สินนะครับ แล้วก็เราจับมือกับทาง ธ.ก.ส. ระดับเงิน ๓๐๐,๐๐๐ บาทนี้ นะครับ นายอําเภออนุมัติไปไถ่ถอนหนี้สินให้กับพี่น้องเกษตรกรได้ทันทีก็ทํางานกันเป็นทีม นะครับ โดยผ่านธนาคาร ธ.ก.ส. ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันเป็นกลไกที่อยู่ในพื้นที่นะครับ แต่ขณะเดียวกัน เมื่อมาออกแบบเป็นธนาคารโดยความเห็นส่วนตัวนะครับ ผมสนับสนุนครับ เพราะว่า อย่างน้อยที่สุดผมเป็นตัวแทนกระทรวงมหาดไทยไปเป็นกรรมการอยู่ในสถาบันบริหาร จัดการธนาคารที่ดินของรัฐ แล้วก็มีส่วนไปร่างกฎหมายธนาคารที่ดินของสถาบันแห่งนี้ด้วย แต่กราบเรียนว่าความห่วงใยตรงนี้นะครับว่าอย่างน้อยที่สุดการออกแบบการทํางานขอให้ ขาหยั่งลึกลงไปถึงรากหญ้า หยั่งลึกลงไปถึงพี่น้องเกษตรกรด้วยก็จะเป็นการดี แล้วมันมีกลไก ทํางานอยู่แล้วนะครับ สิ่งเหล่านี้มีความเห็นส่วนตัวว่าจริง ๆ แล้วกลไกแบบนี้มันมีอยู่แล้ว มันเพียงพอหรือยัง ไม่อย่างนั้นประเทศไทยเราก็จะเป็นประเทศที่คิดองค์กรซ้อนองค์กร ซ้อนกันเรื่อยจนกระทั่งระบบราชการเทอะทะไปหมดนะครับ ที่จริงมันมีอยู่แล้วนะครับ แล้วจริง ๆ ปัญหามันอยู่ที่ไหน ปัญหามันอยู่ที่ความเพียงพอของกองทุนหรือเงินทุนที่จะไป ช่วยเหลือเกษตรกรหรือปัญหาอยู่ที่ความขาดแคลนขององค์กรที่จะไปช่วยเหลือเกษตรกร ตรงนี้พวกเราต้องตอบโจทย์ให้ได้นะครับ นั่นคือประเด็นที่ ๑ ที่จะขยายภาพในการ ปฏิบัติงานความเป็นจริงในพื้นที่ในขณะนี้นะครับ ขณะเดียวกันอยากจะสอบถามกรรมาธิการ ผ่านทางท่านประธานว่าร่างกฎหมายของสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน ขณะนี้เขา ยกร่างว่าเสร็จแล้วไม่ทราบว่าได้กรรมาธิการของ สปท. เราได้ไปประสานหรือได้ติดตาม ความเคลื่อนไหวของร่างกฎหมายของสถาบันด้วยหรือไม่ อย่างไร เพราะว่าร่างกฎหมายของ สถาบันทราบว่าได้เสนอผ่านไปตามลําดับแล้วเช่นกัน แล้วก็มีเนื้อหาบางประเด็นที่ผมดูแล้ว ผมอาจจะไม่ได้เข้าไปประชุมด้วยแล้ว เพราะพอมีตําแหน่งหน้าที่ประจําอีกฝ่ายหนึ่งก็ไม่ได้ เข้าไปประชุมนะครับ เช่น อย่างที่ท่านกรรมาธิการพูดสถาบันเขายกร่าง เขาจะมีส่วนที่ เกี่ยวข้องกับที่ดินของรัฐบ้าง ก็มีกรรมการออกแบบโครงสร้างเป็นคณะกรรมการ แล้วก็มี กรรมการขับเคลื่อนด้วยแบบนี้ เป็นต้น เป็นคําถามไม่ทราบว่าทางกรรมาธิการเราได้ไป ประสานกับร่างกฎหมายของสถาบันเขาหรือไม่ ทีนี้มีข้อสําคัญที่สุดที่อยากจะอภิปรายในที่นี้ ก็คือบทบาทของธนาคารที่ออกแบบกันนะครับ ผมคิดว่าส่วนสําคัญอยู่ที่ ๒ หัวใจ หัวใจแรก ก็คือพักหนี้สิน พักหนี้สินเหมือนกับต้องเอ่ยชื่ออีกล่ะครับ เหมือนกับท่านสุรชัยพูดนะครับ ท่านมีธนาคารเดี่ยวเป็นสํานักงานใหญ่ แขนขาท่านใช้ใครล่ะครับเป็นห่วงนะครับ เพราะว่าท่าน จะไถ่ถอนอะไรท่านก็ต้องไปประเมิน ราคาประเมินเป็นอย่างไร อะไร ผมเห็นมีมาตราหนึ่ง ที่ท่านจะให้กรรมการไปตั้งอนุกรรมการได้ แต่สุดท้ายมันก็ไม่ตอบโจทย์ลงไปถึงพี่น้องประชาชน นะครับ ในการทํางาน อชก. ระเบียบเรามีคณะกรรมการระดับอําเภอนะครับ แล้วก็เมื่อมาทํา เราก็ได้ช่วยกันไปประเมินไปดูเนื้อที่ที่ดินไปดูพื้นที่ที่ดินและตีราคา แล้วก็ให้ ธ.ก.ส. รับ นะครับ แบบนี้เป็นต้น ประสบการณ์นี่มันต้องทํางานในระดับพื้นที่ แล้วก็จะใช้ใครล่ะครับ ตรงนี้จะใช้ ธ.ก.ส. ท่านอย่าลืมนะครับ ธ.ก.ส. เขามีค่าใช้จ่ายนะครับท่านไม่ใช่ใช้เขาฟรี นะครับ ดังนั้น ธ.ก.ส. เขาก็ต้องมีค่าใช้จ่าย ค่าใช้จ่าย ธ.ก.ส. ใครเป็นคนจ่าย นี่ระบบหนี้สิน ก็เป็นเรื่องที่สําคัญที่จะคิดกลไกในการไปทํางานร่วมกับพี่น้องประชาชนอย่างไร อีกฟากหนึ่ง คือฟากของการฟื้นฟู การไถ่ถอนอย่างเดียวไม่ได้เป็นคําตอบที่ทําให้พี่น้องเกษตรกรหลุดพ้น หนี้สินหรือความทุกข์ยาก มันจําเป็นจะต้องมีงบประมาณอีกส่วนหนึ่งที่ต้องลงไปฟื้นฟูอาชีพ เพื่อให้เขามีรายได้มาไถ่ถอนธนาคารหรือไถ่ถอน ธ.ก.ส. หรืออะไรอีกนะครับ ไม่ใช่ว่าไปเอา ที่ดินกลับมาแล้วกอดที่ดินแน่นไม่ใช่ ดังนั้นแผนการฟื้นฟูนี่ครับมันมีอยู่ในบทบาทหน้าที่ของ ธนาคารอยู่ ดังนั้นคําถามต่อไปว่าสํานักงานใหญ่เพียงสํานักงานเดียวท่านจะทําได้อย่างไร นี่คือคําถามที่อยากจะถามนะครับและในขณะเดียวกันท่านจะใช้กลไกอะไร หรือจะต้องไป ออกกฎหมายลูกกฎหมายอะไร หรืออะไรนี่ครับกลไก ก็คิดให้เบ็ดเสร็จเลย มาเสนอ สปท. ทีเดียวเลยก็จะเป็นการดี แล้วสิ่งหนึ่งก็คือว่าการที่บัญญัติมาตรา ๓๒ ว่า ธนาคารไปจัดหา ประโยชน์จะไม่ขออยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ผมก็อยากจะ ให้ท่านได้พิจารณาแง่นี้ให้ดีนะครับเพราะว่าในที่สุดถ้าสมมุติว่าธนาคารเขาเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แสวงหากําไรไปอีกเรื่องหนึ่งนะครับ การกําหนดมาตรฐานการเช่าที่ดินไม่มีอะไรไปควบคุมเลย ผมอยากจะเห็นมาตรฐานซึ่งมีมาตรฐานการควบคุมการเช่าที่ดินเพื่อดูแลพี่น้องเกษตรกรอยู่ ถ้าท่านไปยกเว้นไม่อยู่ภายใต้บังคับกฎหมายนี้อีกนะครับก็เป็นเรื่องที่จะไปลดทอนมาตรฐาน การดูแลพี่น้องเกษตรกร มีอีกบทบาทหนึ่งใน (๒) ในมาตรา ๖ นะครับ การที่จะนําเอาที่ดิน ที่ผู้มีกรรมสิทธิ์มอบให้แล้วก็ท่านก็เอาไปให้พี่น้องเกษตรกรใช้ประโยชน์ อันนี้เรื่องนี้ดีมาก แล้วเป็นเรื่องที่ขณะนี้เจ้าของที่ดินไม่ได้ใช้ทําประโยชน์สามารถเอาไปให้พี่น้องเกษตรกรใช้ แต่กราบเรียนว่าการที่จะให้พี่น้องเกษตรกรผู้ยากจนใช้มันก็ต้องเกี่ยวข้องกับโครงการที่ต้อง ไปส่งเสริมเขาอีก สมัยผมเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดเคยทําโครงการนี้เยอะนะครับคือทําอย่างไร ให้คนมีที่ดินแล้วก็ไม่ทํากิน กับคนที่อยากจะทํากินแต่ไม่มีที่ดินมาพบกันมันต้องมีจุดเชื่อมครับ จุดเชื่อมนี้ธนาคารอยากจะทําหน้าที่นี้ บัญญัติอยู่ในมาตรา ๖ (๒) แต่กลไกท่านจะไปทําอย่างไร แล้วผมคิดว่าท่านทําได้มาตรการนี้ทําได้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งเพราะขณะนี้ที่ดินว่างเปล่า ที่มีผู้ครอบครอง แล้วก็ในหมู่บ้านตําบลก็เยอะนะครับ แล้วท่านจะใช้กลไกอย่างไรไปทํา ดังนั้นอยากจะกราบเรียนว่ากฎหมายหลักการเป็นเรื่องดีครับแต่มันมีกลไกอื่น ๆ อีกแล้ว ในแวดวงกลไกราชการหรือกลไกกฎหมายฟื้นฟูเกษตรกรนะครับ สุดท้ายเราก็ยังมีธนาคาร ที่ดินอีก ถัดจากธนาคารที่ดินแล้วมันจะเป็นอะไรอีก ผมยังไม่ทราบเลย เหมือนไปรษณีย์เดิม มีด่วน แล้วก็มีด่วนพิเศษ แล้วก็มีด่วน อีเอ็มเอส (EMS) เดี๋ยวไม่รู้มีด่วนอะไรขึ้นมาอีกเหล่านี้ เป็นต้น มันน่าจะมีการบูรณาการแล้วก็คิดกันเป็นระบบในเรื่องการแก้ไขหนี้สินของเกษตรกร ในคราวเดียวกันนะครับ ก็ฝากกราบขอบพระคุณฝากข้อคิดเล็ก ๆ น้อยให้กรรมาธิการด้วย ผมเห็นด้วยนะครับท่านครับ เดี๋ยวจะกดปุ่มเห็นด้วยครับ ขอบคุณมากครับ