สุรชัย ดนัยตั้งตระกูล แสดงความเห็นสนับสนุนแนวคิดธนาคารที่ดินในฐานะนวัตกรรมใหม่เพื่อแก้ปัญหาที่ดินทำกิน แต่เสนอให้ปรับโครงสร้างให้กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นและไม่ผูกพันกับรูปแบบสถาบันการเงินมากเกินไป
ขอบคุณครับท่านประธานครับ ท่านประธาน ท่านสมาชิกครับ ก่อนที่จะเข้าเนื้อหา ท่านประธานกรุณาบวกเวลาให้ผมนิดหนึ่งนะครับ ผมตอบท่านที่เพิ่งอภิปรายเสร็จไปว่า ธนาคารเฉพาะกิจ อย่างธนาคาร ธอส. ที่ผมเป็น ประธานอยู่มีค่าตอบแทนกรรมการเดือนละ ๒๐,๐๐๐ บาท ประชุมกี่ครั้งก็แล้วแต่ครับ ให้คิดครั้งเดียว ผมเป็นประธาน ผมได้ ๑๒,๕๐๐ บาท ขออนุญาตใช้เวทีแห่งนี้ชี้แจงครับ เพราะว่าทางเราที่อยู่รัฐวิสาหกิจเองเราก็ตระหนักว่าที่เราไปทํางานกันนี้เราทํางานเพื่อที่จะ รับใช้บ้านเมืองนะครับ ผมก็ต้องขออนุญาตเข้าเนื้อหาครับว่า ด้วยความยินดีจริง ๆ สําหรับ ความเห็นของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ ในเรื่องธนาคาร ที่ดินและร่างพระราชบัญญัติธนาคารที่ดิน พ.ศ. .... ผมเป็นคนอภิปรายในเนื้อหาครั้งแรก ในสภาแห่งนี้ ผมก็เรียนด้วยความยินดีอย่างที่เรียนครับว่าเป็นแนวความคิดที่เป็น แนวความคิดที่เป็นนวัตกรรมใหม่อย่างที่ท่านประธานพูด เรื่องที่ดินนะครับ เป็นปัญหา พื้นฐานของประเทศไทย การมีที่ดิน การเป็นเจ้าของที่ดินนี้ผมอยากจะเรียกว่า เป็นหน้าที่ของรัฐที่สมควรที่จะต้องจัดให้ ไม่ว่าจะเป็นที่ดินเพื่อที่อยู่อาศัยหรือที่ดิน เพื่อการทํามาหากินก็ตาม การที่ประชาชนพลเมืองในรัฐนั้นมีโอกาสได้เป็นเจ้าของที่ดิน จะโดยการเงินผ่อน เงินเช่าซื้อหรืออะไรก็แล้วแต่ ผมเรียนว่าถ้าเราแก้ปัญหาอย่างที่ แนวความคิดของกรรมาธิการได้ประเทศไทยเราจะแก้ปัญหาภาพรวมทางด้านเศรษฐกิจ แม้กระทั่งการเมืองนะครับ การซื้อสิทธิขายเสียงของประเทศไทยที่เป็นปัญหา ที่มันเกิดขึ้น จนเรื้อรังมาจนขณะนี้ก็จะหมดไป ถ้าประชาชนทุกคน ทุกครอบครัวมีที่ดินทํากินของตัวเอง สามารถที่จะแก้ปัญหาหนี้ไม่ว่าในระบบหรือนอกระบบได้ ดังนั้นแนวความคิดนี้จึงเป็น แนวความคิดที่ผมเรียน ผมเห็นด้วยกับท่านประธานว่าเป็นนวัตกรรมใหม่ แต่สิ่งที่ผมอยากจะ ออกความเห็นนิดหนึ่ง อย่างที่ท่านสมชัย ฤชุพันธุ์ ท่านได้พูดขึ้นมาว่าสาเหตุที่จะต้องใช้คําว่า ธนาคาร ในชื่อ พ.ร.บ. อันนี้ก็เพื่อความเข้าใจเบื้องต้นเท่านั้นเอง แต่ผมเรียนอย่างนี้ครับ ท่านประธานครับ ฝากเรียนถึงท่านกรรมาธิการว่า แนวความคิดนี้ก็ดีร่างกฎหมายก็ดี มันมี กลิ่นอายของธนาคารอยู่มากเกินไปนะครับ มองออกมาแล้วมันก็คือสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ในอนาคตนั่นเอง ซึ่งต่อไปในอนาคตมันก็จะต้องมีหน่วยกํากับ หน่วยดูแลเข้ามาเพื่อจะ ตรวจสอบ อย่างน้อยที่สุดในที่สุดก็จะต้องตกอยู่ในธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งจะต้องเข้ามา กํากับดูแล แต่มีส่วนหนึ่งซึ่งเป็นหลักการใน พ.ร.บ. ฉบับนี้ก็คือการแก้ปัญหาของชาวนา ชาวสวน ผู้ที่จะประสงค์ที่มีที่ดินทํากิน หลักการของธนาคารแห่งประเทศไทยก็ดี หลักการ ของการกํากับก็ดีมันจะนํามาใช้ไม่ได้ ผมก็เห็นด้วยนะครับว่าแลนด์แบงก์ (Land Bank) ก็ดี คําว่า ธนาคารที่ดิน ก็ดี มันฟังแล้ว มันเข้าใจนะครับ แต่มันก็มีอีกส่วนหนึ่งซึ่งนอกจากการระดมเงิน การหาเงินเข้ามา การจัดการบริหารเรื่องการทั้งหมดนี้ มันจะต้องใช้ส่วนที่เป็นรากหญ้าเข้ามาช่วยด้วย ท่านมีโครงสร้างของคณะกรรมการออกมาจากเกษตรกร จากอะไรก็แล้วแต่ ผมเรียน ให้ทราบนะครับว่ามันยังขาดส่วนหนึ่ง ส่วนหนึ่งก็คือการปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งไหน ๆ ท่านก็ได้เสนอนวัตกรรมใหม่มาแล้ว ผมอยากเปิดใจให้กว้าง เราอยากจะใช้ข้างบนลงไป ให้ใช้การกระจายอํานาจมาประกอบด้วย การปกครองส่วนท้องถิ่นนี้เป็นคนที่รู้ปัญหา ในท้องที่ จังหวัดเพชรบุรีกับจังหวัดร้อยเอ็ดนี้ ปัญหาในท้องถิ่นนี้แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ไม่ต้องพูดถึงภาคกลางกับภาคอีสาน ภาคใต้ ภาคเหนือ ความแตกต่างกันเหล่านี้ท่านสามารถ ที่จะใช้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามา สมัยแยกออกไปว่าแต่ละท้องถิ่นนี้ต้องการ แตกต่างกันอย่างไร ผมฝากท่านประธานผ่านไปยังท่านกรรมาธิการนะครับว่า สิ่งที่ท่าน สามารถที่จะลงไปได้นี้ก็โดยผ่านมาตรา ๗ ตามร่าง พ.ร.บ. มาตรา ๗ นี้เป็นสิ่งที่จํากัดตัวท่าน ตัวองค์กรนี้เกินไป อย่างกรณีสํานักงานใหญ่นี้ ผมว่าในอนาคตต่อไปสํานักงานใหญ่ของ สถาบันอะไรก็แล้วแต่ มันไม่จําเป็นจะต้องอยู่ที่กรุงเทพฯ หรือปริมณฑล เรากระจายออกไป อาจจะไปอยู่ที่ทุ่งกุลาร้องไห้ก็ได้ การบริหารจัดการเราอย่าไปกําหนดไว้ แม้กระทั่งขั้นต้นนี้ ท่านอาจจะให้อยู่ในกรุงเทพฯ หรือปริมณฑล ถ้าต่อไปมันจําเป็นที่จะต้องเอาสํานักงานใหญ่ ไปอยู่ต่างจังหวัดหรืออะไรท่านจะต้องถึงกับแก้ พ.ร.บ. ซึ่งท่านประธานกรรมาธิการท่านก็ ทราบว่าการแก้ พ.ร.บ. นี้มันสาหัสสากรรจ์นะครับในบ้านเรา จริง ๆ แล้วเป็นเรื่องเล็กน้อย ที่ผมออกความเห็น แต่ประเด็นที่ผมพูดเรื่องมาตรา ๗ มา ก็คือเรื่องสาขา ท่านกรรมาธิการ ลองดีไซน์ (Design) ดูครับว่าโครงสร้างสาขานี้มันจําเป็นจริง ๆ ครับว่าทุกจังหวัด ทุกพื้นที่ ความจริงแล้วมันทุกอําเภอ ทุกตําบลด้วยซ้ํา มีปัญหาเรื่องที่ดินทํากินทั้งสิ้น แทนที่จะจํากัด นะครับ ท่านกําหนดไปเลยว่าสาขาในจังหวัดนี้ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนี้มีส่วนร่วม ท่านจะเอา อบจ. ก็จริง ๆ แล้วควรจะเป็น อบจ. นะครับ แล้วก็ท่านผู้ว่าราชการในจังหวัด จะต้องมีส่วนร่วม เพราะว่าเขาจะเห็นปัญหาที่แท้จริงในพื้นที่จริง ๆ แล้วสิ่งหนึ่งซึ่งผม มองทางสวรรค์นะครับ ก็ขออนุญาตเรียนว่าถ้าเป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจอย่างที่กลิ่นอาย มันออกมานี้ งบประมาณส่วนใหญ่ก็จะมาจากรัฐ ซึ่งทางรัฐบาลเรา พวกเราทั้งหลาย ก็รู้ว่างบประมาณที่จะตกลงไปถึงสถาบันการเงินเฉพาะกิจนี้ไม่ใช่มีจํานวนพอเพียง เฉพาะเงินเดือน ๑๐๐ กว่าคนของท่านนี่ก็หมดแล้วนะครับ แต่สิ่งที่ผมอยากจะได้เห็นก็คือว่า เงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จะเข้ามาช่วยเหลือประชาชนในท้องถิ่นของตัวเอง ซึ่งแต่ละส่วนท้องถิ่นนี้ความจําเป็นก็ไม่เหมือนกัน ถ้าท่านสามารถที่จะได้เงินส่วนนี้เข้ามา ช่วยสาขาของท่านในแต่ละจังหวัดแล้ว งานจะเดินไปได้อย่างดีนะครับ สิ่งที่ผมจินตนาการเห็น ก็คือเมื่อ พ.ร.บ. ฉบับนี้ออกมา ทุกที่ก็จะระดมเข้ามา พนักงานร้อยกว่าคนของท่านกอบศักดิ์ ไม่สามารถทํางานรับได้ เพราะว่าแต่ละปัญหาแต่ละที่แต่ละทางอะไรทั้งหมด สํานักงานใหญ่ซึ่งมี ๑๐๐ กว่าคนทํางาน ภาพใหญ่ ทํางานภาพรวม ประสานงานกับกรม กอง ต่าง ๆ จากสํานักงานการปฏิรูปที่ดิน เพื่อเกษตรกรรม จากกรมที่ดิน จากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จากอะไร ทั้งหลายแหล่นี่นะครับ นั่นเป็นหน้าที่ของสํานักงานใหญ่ แต่ส่วนสาขาทํากิจการทําธุรกรรม เฉพาะท้องที่ของท่าน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นให้ขึ้นตรงต่อสํานักงานใหญ่ ผมเรียนท่านประธานครับว่า แนวความคิดนี้สมัยที่ผมเป็นลูกน้องของท่านประธานกรรมาธิการอยู่นะครับ ท่านสถิตย์ สมัยท่านเป็นปลัดนี่ผมเคยไปดูเรื่อง บสย. บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม ซึ่งที่ประเทศเกาหลีเขาเป็นเจ้าแห่งทางด้านนี้ เขาก็ทําโครงสร้างอย่างนี้ละครับ เพราะว่า เรื่องการประกันสินเชื่อมันเป็นความต้องการของท้องที่เหมือนกัน รูปแบบนี่ท่านกรรมาธิการ สามารถที่จะไปดูจากตรงนั้นได้ครับ ผมขออนุญาตฝากตรงนี้ ไหน ๆ เราก็จะมีนวัตกรรมใหม่ แล้วก็ขอเพิ่มอีกนิดหนึ่งครับ โครงสร้างตัวนี้ถ้าได้นี่เราก็จะได้ความเข้มแข็งของท้องถิ่น ความเข้มแข็งของระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงของเรา ก็ขออนุญาตฝากไว้แค่นี้ครับ ขอบพระคุณครับ