นิกร ชี้ระบบฉุกเฉินล่าช้า ขอปรับโครงสร้าง-เชื่อมหน่วยงานทันที

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๐ · ๒๖ เมษายน ๒๕๕๙

นิกร จํานง หารือปัญหาประสิทธิภาพของระบบบริการฉุกเฉินที่ล่าช้า จนนำไปสู่เหตุการณ์สูญเสียชีวิตบุคคลสำคัญสองราย เสนอให้มีการปรับปรุงระบบอย่างเร่งด่วน โดยเน้นการเชื่อมโยงหน่วยงาน การเปลี่ยนแปลงเลขติดต่อให้ใช้งานง่าย และการประชาสัมพันน์อย่างทั่วถึง เพื่อให้การตอบสนองรวดเร็วและมีประสิทธิภาพเทียบเท่ามาตรฐานสากล

นายนิกร จํานง

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ สมาชิกผู้ทรงเกียรติ ทั้งหลายนะครับ ผมเองคงจะต้องอภิปรายเรื่องประเด็นนี้พอสมควรครับคงไม่ยาวนัก เพราะว่าผมเองเหมือนจะมีปัญหาอยู่กับเรื่องฉุกเฉินค่อนข้างมากในระยะนี้ครับ ที่เรา อภิปรายอยู่เมื่อสักครู่นี้ก็แจ้งไปว่าเดี๋ยวอาจจะไปที่วัดช้าหน่อย เพราะคิดว่าจะมีประโยชน์ต่อ บุคคลอื่นบ้างครับ แต่ผมเรียนว่ามันเป็นปัญหาเรื่องระบบฉุกเฉินจริง ๆ ที่เป็นอยู่นะครับ ผมเอง อาจมีประสบการณ์ว่าเราได้เสียบุคคลที่เป็นที่เคารพของเราไปถึง ๒ ท่าน เรื่องเดียวกัน ท่านแรกก็คือนามสกุลเดียวกันเลย ก็คือท่านหัวหน้าชุมพล ศิลปอาชา ซึ่งลองพิจารณาว่า มันต่างกรรมต่างวาระ แต่มีลักษณะที่เหมือนกันคือไปไม่ทัน มีเหตุในคราวนั้นท่านอาจารย์ ชุมพลอยู่ที่ทําเนียบรัฐบาลในฐานะรองนายกรัฐมนตรี แล้วก็มีอาการแน่นหน้าอก หัวใจ มีปัญหา ก็แจ้งไปที่ฉุกเฉินของโรงพยาบาลหนึ่ง ที่ตรงนั้นก็ดูแลกันที่จริงก็ไม่ไกลโรงพยาบาล ก็อยู่ใกล้ที่สุดแล้วกับทําเนียบ ปรากฏว่ารถฉุกเฉินมาที่สภา แต่สับสนอย่างไรกันไม่รู้แต่มาที่ สภากว่าจะมาถึงตรงนี้เจอรถติดไประยะหนึ่งแล้วก็กลับไปที่ทําเนียบรัฐบาล แล้วก็รับตัว อาจารย์ชุมพล ศิลปอาชา ไปที่โรงพยาบาล ๓๐ นาที ซึ่งท่านที่เป็นหมอคงจะทราบได้ว่า เกิดอะไรขึ้นอย่างนั้น ก็ไปปั๊มหัวใจ ที่จริงเรื่องนี้เป็นเรื่องภายในเหมือนจะไม่เหมาะสมที่จะ พูด แต่จําเป็นจะต้องพูดเพราะว่าเพื่อทําให้เกิดประสบการณ์อาจจะมีสิ่งดี ๆ เกิดขึ้นได้ครับ ก็ปรากฏว่ากู้คืนขึ้นมาได้ แต่ว่าหลังจากนั้นก็เอาไปรักษาตัวนะครับอย่างดี ต้องทราบว่าอย่างดี เท่าที่จะทําได้ในประเทศนี้ทีเดียว เพราะพี่ชายของท่านก็คือ ฯพณฯ บรรหาร ศิลปอาชา ก็ดูแลอยู่นานพอสมควร ตอนหลังความนานตรงนี้ไม่ว่าจะยื้อไว้อย่างไรก็ไม่อยู่ สุดท้าย อาจารย์ก็จากไปนะครับ นั่นคือท่านที่ ๑ นั่นมีปัญหาเรื่องเส้นเลือดหัวใจอยู่บ้าง แต่ไม่ได้ไปทํา บายพาส (Bypass) ไม่ได้ไปทําบอลลูน (Balloon) ร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงนัก มาท่านที่ ๒ ก็คือเป็นผู้ที่ผมเคารพอีกท่านหนึ่งคือท่านบรรหาร เมื่อไม่กี่วันมานี้ เดิมท่านก็มีปัญหาเรื่อง เราเรียกว่ากันว่าเป็นโรคภูมิแพ้ก็คือหอบหืดนั่น แล้วก็รักษาตัวอยู่ปีหนึ่งแล้วก็ดีขึ้น ดีขึ้นก็ แข็งแรงมากไปออกกําลังกายทุกสัปดาห์เพื่อจะพัฒนาปอดนะครับ ท่านแข็งแรงพวกเราก็ดีใจ แต่ต้องพ่นยากันอยู่บ้าง เหตุที่เกิดของท่านอาจารย์ชุมพลนี่กลางวัน แต่ท่านบรรหารเอง คือกลางคืนตอนตีสาม ท่านก็รู้ตัวว่าหายใจติดขัดแล้ว มีการป้องกันเป็นอย่างดีที่บ้านมีทั้ง เครื่องช่วยหายใจ มีเครื่องปั๊มหัวใจ มีพยาบาลด้วย อยู่ก็ปรากฏว่าตั้งแต่ตีสามท่านก็ลุกขึ้นมา ใส่เสื้อว่าจะไปโรงพยาบาลเพราะว่ารู้สึกหายใจขัด ๆ แล้วก็หายใจไม่ออก พยาบาลเองก็เอา เครื่องปั๊มหัวใจมาปั๊มแล้วก็รีบติดต่อไปที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งก็คือระบบนี้ ปรากฏว่าจะโดย อะไรก็แล้ว แต่ใช้เวลานานมาก และปรากฏว่ารถที่ติดต่อไปไม่สามารถจะส่งรถมาได้ โดยเชิงระบบหรือว่าอะไรก็แล้วแต่ ผมไม่อยากเอ่ยชื่อว่าที่ไหน อย่างไร รถที่มาเป็นรถ อีกโรงพยาบาลหนึ่งที่อยู่ใกล้ แล้วก็ต้องใช้เวลาซักถามกันอยู่บ้างไม่นานนัก แต่โดยรวมแล้ว กว่าจะไปถึง ตรงนั้นเดิมท่านไปประจําอยู่โรงพยาบาลหนึ่ง ก็ต้องแวะที่โรงพยาบาลศิริราช ๔๐ นาที รวมแล้ว ๔๐ นาทีที่ขาดอากาศแล้วก็ต้องปั๊มหัวใจไปตลอดโดยอย่างที่ผมเรียนแล้ว ก็เหมือนกัน พอไปถึงทางหมอก็บอกกับทางท่านนายแพทย์ซึ่งพยายามกันเป็นอย่างยิ่งแล้ว ดูแล้ว ผมนี่ก็เฝ้าอยู่ตลอดอยู่กันที่นั่นไม่ได้ไปไหน เขาบอกว่าให้ทําใจเราก็ช่วยกันเต็มที่แล้ว แล้วก็มาอีกวันหนึ่งท่านก็จากไป ทั้ง ๒ กรณีนี้ ตอนเช้าอาจจะมีระบบเรื่องอะไร แต่โดยรวม ผมจะไม่พูดถึงว่าเป็นใคร อย่างไร แต่ชัด ๆ คือระบบภัยฉุกเฉินนี่แหละ ที่มันเป็นมัลฟังก์ชัน (Malfunction) ในเชิงระบบเลย เพราะว่าท่านเองก็อย่างที่บอกว่าพยาบาลก็มีอยู่ที่บ้านนะครับ เครื่องก็ครบ เพียงแต่ว่าท่านหนึ่ง เป็นหัวใจมีปัญหา แต่อีกท่านหนึ่งหายใจมีปัญหาแต่มันก็นําไปสู่การหยุดเต้นของหัวใจ เหมือนกันนะครับ นั่นเป็นเรื่องที่ว่าคงจะต้องมีการปรับปรุงกันตามสมควรผมอยากจะเรียนว่า ผมเห็นเรื่องนี้เยอะ ผมไปเรียนอยู่ที่อเมริกา นี่ผมจะพูดถึงความพร้อมที่พร้อมเต็มที่ ผมไป เฉี่ยวชน โดนรถเฉี่ยว พอผมก้าวลงจากรถที่ผมขับที่เท็กซัส ลงมาถึงมีรถมาจอด ๓ คัน มีรถ ตํารวจ ๑ คัน ขนาดเราชนโครมแล้วลงมานะครับรถตํารวจ ๑ คัน รถดับเพลิง ๑ คัน แล้วก็ รถพยาบาล ๑ คัน รถดับเพลิง รถตํารวจก็มาตรวจสอบว่าเกิดอะไรขึ้น เคส (Case) เป็นอย่างไร รถดับเพลิงมาถึงก็มาเปิดกระโปรงหน้ารถแล้วก็ดึงเอาขั้วแบตเตอรี่ออกเพราะว่า เพื่อไฟจะได้ไม่ไหม้ มันเป็นหลักการเขา แล้วก็รถพยาบาล ผมหัวแตกนิดหนึ่ง รถพยาบาล ก็มารับผมเข้าไปในรถพยาบาลผมก็งัวเงียนิด ๆ ก็ไม่ได้มีอาการอะไรหรอก หัวมันเลือดไหล นิด ๆ ก็บอกเขาว่า เขาบอกให้ไปส่งที่โรงพยาบาลไหนแล้วแต่คุณที่ใกล้ที่สุดนี่รถพยาบาล ฉุกเฉิน มาครบที่เราเห็นในหนังนั่น ผมบอกว่าไม่ต้องผมจะกลับบ้านไม่เป็นไรแล้วเพราะว่า เรารู้อยู่ เขาก็บอกว่าเป็นหน้าที่ของเขาที่จะต้องนําคุณไปส่งที่โรงพยาบาล เป็นหน้าที่ ไม่อย่างนั้นเขามีความผิด ผมก็ยืนยัน พอยืนยันเขาก็เอาเอกสารมาให้ผมกรอกว่าผมชื่อนี้ อยู่บ้านเลขที่เท่านี้ อยู่ที่เมืองนี้ แล้วก็ประสบเหตุแล้วก็ยืนยัน หลังจากเขาเทสต์ (Test) ทั้งหมดแล้วเรียกชื่อเรียกอะไรหมดแล้วว่าผมมีความประสงค์จะกลับบ้านไม่ไปโรงพยาบาล ตามหน้าที่ของเขา ผมก็เซ็นชื่อเขาก็ให้กลับ ผมพูดถึงระบบที่มันพร้อมไวมาก คือเป็นระบบ ที่ไวเต็มที่เลยในการดูแล ขนาดผมชนโครมพอลงมาปั๊บรถมาจอดหมดแล้วเป็นไปได้อย่างไร ท่านลองคิดดูว่าไวขนาดไหน มีอยู่ครั้งหนึ่งพูดถึงระบบเซฟตี (Safety) ตรงนี้พูดถึงที่มันพร้อม เราจะได้มองเห็นภาพ มีอยู่ครั้งหนึ่งเกิดสโนว์ (Snow) ลงอย่างรุนแรงที่เท็กซัส เมืองที่ผมอยู่ ที่ดัลลัส เขาออกในทีวี (TV) หมดเลยว่ารถวิ่งไม่ได้เพราะถนนเป็นน้ําแข็งหมด เพราะฉะนั้น ถ้าเกิดเหตุ รถพยาบาลหรือรถดับเพลิงจะออกไปช่วยท่านไม่ได้เพราะมันวิ่งบนถนนไม่ได้ แม้จะใช้โซ่ก็ตาม ระบบถึงขนาดนี้อันนั้นเป็นที่ที่พัฒนาแล้ว ผมเห็นที่ที่ขาดแคลนเป็นอย่างยิ่ง มาแล้วเหมือนกันตอนที่ทําเรื่องความปลอดภัยทางถนนอยู่เรามี ๕ อี (E) ครับ เอนฟอร์ซเมนต์ (Enforcement) มีเอดูเคชัน (Education) มีครบ อี (E) สุดท้ายที่เราเพิ่มเข้าไปโดยใช้ดับเบิลยูเอชโอ (WHO) ก็คืออีเอ็มเอส (EMS) อีเมอร์เจนซี เมดิคัล เซอร์วิส (Emergency Medical Service) คือพอรถชนปั๊บความเร็วในการนําคนไปส่งที่โรงพยาบาลยิ่งเร็วเท่าไรยิ่งรอดเท่านั้นถูกไหม ปรากฏว่าเขาไม่มีรถพยาบาล น้อยมาก หมายถึงทั่วประเทศเพราะผมดูแลทั้งประเทศ เราใช้วิธีอย่างไร ท่านจะเห็นว่ามีมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งกับมูลนิธิร่วมกตัญญูจะไปก่อนเลย ไปถึง รับคนเจ็บ ผมนี่ก็เคย ผม ๓๔ เข็มตรงนี้ ฟันก็ฟันปลอม เคยถูกรถชนแล้วก็ถูกส่งไปโรงพยาบาล อาจจะเป็นบุญที่ผมเคยทํา มานึกถึงตัวเองตอนนั้นตอนเป็น ส.ส. ตอนถูกรถชนแล้วก่อนหน้านั้น ก็จอดช่วยคน ผมเป็นโรคแพ้เลือดเห็นเลือดแล้วเป็นลม ก็ชอบลงไปช่วยคนที่ถูกรถชน ผมเพิ่งมารู้ตอนนั้นตอนที่ว่าเราแอสไซน์ (Assign) ให้หน่วยงานท้องถิ่นที่เป็นอาสาสมัครที่มีอยู่ ประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ คนทั่วประเทศของกระทรวงมหาดไทยบ้าง ใครบ้าง ไปช่วย เราได้รู้ ตรงนั้นเองที่หมอบอกเราว่า รวมกระทรวงสาธารณสุขเข้าไปด้วยว่าการช่วยนี่อันตรายมาก มันจะเป็นภัยกับเขาเลยถ้าเราไปยกพลาดนี่เขาพิการเลย กระดูก หลัง ผมก็หนาวไปทั้งตัว เพราะผมไม่รู้ทําคนพิการมาเท่าไรผมช่วยคนบนถนนมาเยอะ เป็นบุญที่เขามาช่วยตอนผมถูก รถชน เพราะฉะนั้นเราก็เลยมีนโยบายขึ้นมาอย่างนี้ คือเรารู้แล้วว่ารถพยาบาลเราไม่พอ ตอนหลังเราก็พยายามจะซื้อแล้วก็เหมือนมีเรื่องมีราวกันซื้อไม่ได้สักที เราก็เอาที่มีอยู่แล้วก็ คือรถป่อเต็กตึ๊ง ร่วมกตัญญูหรืออาสาสมัครพวกนี้ทั่วประเทศ ผมก็ประสานกับหม่อมราชวงศ์ เจตจันทร์ ประวิตร ซึ่งตอนนี้ท่านเสียไปแล้วท่านเป็นกรรมการดูแลเรื่องความปลอดภัยอยู่ ท่านอยู่ดับเพลิงมาก่อน แล้วก็เอาไปอบรม ผมก็ขออนุมัติงบประมาณจากการประมูลหลายเลขทะเบียนรถสวย กองทุนเพื่อความปลอดภัย ในการใช้รถใช้ถนน ๒๐๐,๐๐๐-๓๐๐,๐๐๐ แล้วเราขอจาก สสส. ด้วย เอาบุคคลเหล่านี้ เพราะว่าเป็นหน่วยที่ประชิดประชาชนแล้วก็เขาวิ่งอยู่ทั่วไป มี ๒๐๐,๐๐๐-๓๐๐,๐๐๐ คน เอามาเทรน (Train) เพราะว่าในเมื่อเรามีไม่พอเราก็ต้องทําเท่าที่เราจะทําได้ เท่าอุปกรณ์ ที่เรามี เอามาอบรมว่าเข้าไปอย่างไร หนีบคอต้องหนีบอย่างไร ล็อกตัวต้องล็อกอย่างไร แล้วเอาไปส่งอย่างไร เบื้องต้นก่อน เพราะว่าหน่วยนี้จะเป็นหน่วยที่มีจริง ที่เมื่อสักครู่ ท่านสมาชิกได้พูดถึงว่าเรากําลังพูดถึงเรื่องไม่จริง ถ้าไม่จริงก็คือไปช่วยมาไม่ได้ เมื่อสักครู่ ผมพูดถึงระบบที่ว่าผมเสียบุคคลที่ผมเคารพไปโดยในเชิงระบบ แต่โดยความขาดแคลน ยังมีการสูญเสียอีกมากมายในประเทศนี้ เราก็ต้องใช้จากที่เรามี ตรงนี้เองที่เป็นระบบอีเอ็มเอส (EMS) อีเมอร์เจนซี เมดิคัล เซอร์วิส (Emergency Medical Service) ที่จะต้องมี ก่อนที่เรา จะมีตรงนี้ เพราะฉะนั้นตรงนี้เลขก็ดี อะไรก็ดี ตอนนี้กลุ่มเหล่านี้เขาจะฟังที่โทร ๑๙๑ อะไร ที่เราพูดถึงกัน เพราะพอใช้ตรงนี้มันก็จะเป็นประโยชน์ว่าเขาก็เข้าไปก่อนเลย ไปช่วยอย่างน้อยก็ ไปกันรถไว้ รถชนบางทีรถอุบัติเหตุซ้ําคือรถที่มาซ้ําอีกทีเลยตายกันไปหมด ตรงนี้จะช่วยได้เยอะ ในเรื่องภัยนะครับ ก่อนที่จะเสนอความเห็นผมเองก็เคยตั้งศูนย์เอง ถ้าท่านจําได้ คุณหมอจําได้ว่า มีนางพยาบาลคนหนึ่งจากศูนย์ลงรถที่จังหวัดสมุทรปราการ จอดไฟแดงแล้วมีรถเมล์มาชน จนตาย น่าเห็นใจมาก เราก็มาดูปรากฏรถคันนั้นไม่จดทะเบียนมา ๑๕ ปีแล้ว เป็นรถเถื่อน ผมก็เลยเห็นว่าตายแล้วระบบขนส่งสาธารณะมีปัญหา ผมก็เลยเสนอให้ตั้งศูนย์คุ้มครอง ผู้โดยสารรถสาธารณะ โทร ๑๕๘๔ นี่ผมตั้ง เพื่อมาดูแล ถ้ามีเหตุการณ์ ป้องกันไว้ก่อน มีขับเซ ขับอะไรของรถสาธารณะโทรไป ๑๕๘๔ รับในทันที แล้วก็เราก็ใช้งบจากกองทุนมาช่วย ผมพบปัญหาอย่างนี้ อย่างที่ท่านสมาชิกได้พูดเมื่อสักครู่ขอเลขยากมาก แล้วต้องได้เลข ๑ นําหน้าชัดเจนนะครับ เราได้ ๑๕๘๔ แต่พอ ๑๕๘๔ กว่าจะได้ เราอยู่จังหวัดระยองพอโทร มันเข้ามากรุงเทพฯ ระยะแรก เพราะมันเป็นสายตรงเข้ามา ถ้าคุณอยู่ที่ไหนมันจะเข้าไปที่ศูนย์ ที่ใกล้คุณที่สุด มันเป็นระบบที่ซับซ้อนมากแล้วใช้เงินอยู่มากเหมือนกัน เพราะว่าไม่อย่างนั้น โทรที่นี่ไปขึ้นจังหวัดอุบลราชธานี จากจังหวัดระยองไปจังหวัดอุบลราชธานี แล้วไม่รู้จะ สั่งงานกันไปที่ไหน มันต้องเชื่อมเข้าไปที่ศูนย์ ขณะนี้ ๑๕๘๔ ผมก็เทสต์ (Test) ระบบอยู่ตลอด บางทีก็ไม่บอกเขาว่าผมเคยเป็นลีด (Lead) คนที่ตั้งขึ้นมา แต่ผมจะเห็นรถโดยสารสาธารณะ แล้วก็โทรไป ดูสิว่าเทสต์ (Test) ระบบแล้วเป็นอย่างไร ปรากฏว่าระบบเวิร์ก (Work) เมื่อเดือนที่แล้วผมโกรธเขาที่ว่านักท่องเที่ยวที่มาแล้วถูกชาร์จ (Charge) ไป ๖,๐๐๐ บาท แล้วเขาบอกว่าโทรไป ๑๕๘๔ ครึ่งชั่วโมง คนประเทศสวิตเซอร์แลนด์ที่ว่ารถแท็กซี่ชาร์จ (Charge) ไป ๖,๐๐๐ บาท แล้วเขาก็บ่นเรื่องศูนย์ ผมก็โทรไปหาอธิบดี เขาบอกว่าโทรไป ตอบสนองใน ๕ นาที แต่ที่รวมเนื่องจากว่าโทรไปที่สถานีตํารวจแล้วเขาบวกเวลาเป็น ๓๐ นาที ก็ยังเวิร์ก (Work) อยู่ เพราะฉะนั้นเรื่องเลขมีนัยสําคัญ การจําได้ตรงนี้จะไปซ้ํากับ ของศูนย์ปลอดภัยของกระทรวงคมนาคม แต่ตรงนี้เป็นของกรมขนส่ง ประเด็นที่ท่านเสนอ ขึ้นมาตรงนี้ผมเรียนว่าผมเห็นด้วยว่าระบบควรจะมีการปรับ แต่รายละเอียดที่เสนอขึ้นมา เป็นเลขตัวเดียวที่ว่ามันเป็นแค่ตัวเลข ผมเสนอว่าให้ทําเถอะกลไกที่มันเชื่อมกัน แล้วขณะนี้ ไอที (IT) มันสะดวกมาก ให้จัดระบบให้มันเวิร์ก (Work) ว่าไปที่ไหน อย่างไร ให้เชื่อมไปแล้ว ไปให้เร็วที่สุด ให้ไปถึงผู้เกิดเหตุหรือผู้ที่ประสบภัยให้เร็วที่สุด ผู้ที่ป่วยให้เร็วที่สุด ส่วนตัวเลข อย่าไปติดใจ เพราะตัวเลขเดิมชัดเจนที่ท่านได้เสนอมาแล้ว มีการอนุมัติเลขไปแล้วจริง เพราะฉะนั้นที่เราเสนอเลข ๑๑๒ ไม่มีทางได้ ผมรับประกันได้ เพราะว่ามันยันอยู่ขณะนี้ ผ่าน ครม. ไปแล้ว กําลังเข้าสู่ระบบแล้ว แล้วก็ยิ่งเขาอ้างว่าเริ่มด้วยเลข ๑ เราไปเริ่มเลขอื่น มันจะลําบากมากนะครับ มีการเสนอ ๙๑๑ มาแล้วด้วย ดังนั้นเรื่องตัวเลขอย่าไปติดใจ ผมไม่อยากให้หยุดเรื่องนี้ไป ให้ไปต่อแต่ว่าอาจจะต้องปรับ

อันที่ ๒ นอกจากเรื่องเลขแล้ว ถ้าเราจะไปตั้งเป็นศูนย์ขึ้นมารวม เราต้องคิดว่า หน่วยอื่น ๆ ที่ผมพูดถึงเมื่อสักครู่ เรามีของทางหลวงก็มีนะ แล้วมันมีเลขอยู่เต็มไปหมด จนมึนไปหมด หน่วยอื่น ๆ ที่เขาตั้ง เราจะทําอย่างไรกับเขาเราต้องเสนอไปด้วยว่า เขาต้อง ยุบไหม ต้องมารวมกันไหม ต้องอยู่กับใคร ผมขอเวลาอีกนิดครับท่านประธาน เรื่องศูนย์ ผมเคยเสนอตั้งอย่างที่ตั้ง ๑๕๘๔ มันมีรายละเอียดเยอะ ท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณตอนนั้น ยังบอกว่าเขาทําเรื่องศูนย์โฟนอิน (Phone in) เขาบอกว่าถึงขั้นว่าต้องใช้กระจกมาวาง ข้างหน้าคนที่รับสาย เพราะถ้าเราคุยเราเห็นหน้าตัวเองแล้วทําหน้าบึ้งเขาบอกเสียงมันจะบึ้ง มันเป็นรายละเอียดมากของคอลเซ็นเตอร์ (Call Center) เพราะฉะนั้นการพัฒนาศูนย์ตรงนี้ ผมเห็นว่า ความเห็นของผมก็คือว่า เห็นด้วยว่าจะมีการปรับระบบเรื่องลักษณะอีเมอร์เจนซี (Emergency) ที่ว่าคือฉุกเฉินขึ้นมา แต่ที่เรากําลังคุย คือเรื่องเลข ท่านเป็นศูนย์เดียว มีการจัด ฟังก์ชัน (Function) ให้มันเชื่อมโยง หลักการวัดกันที่ว่า เอาคนป่วยไปถึงแล้วคนป่วยรอดเท่าไร เป็นหลัก ไม่อย่างนั้นเราจะมาติดอยู่กับปัญหาเรื่องเลข ๑๑๒ ก็มีปัญหาแน่เพราะว่าไปซ้ํา ถ้าจัดระบบในทางนี้ได้ แล้วก็อีกอย่างหนึ่ง มีเลขแต่ประชาชนไม่รู้ก็ไม่มีประโยชน์ เรื่องนี้ ผมเห็นด้วยนะครับในการที่จะทําให้เป็นระบบมากขึ้น แต่เรื่องเลขนี่ผมก็เรียนว่าเป็นปัญหา ภายในที่ว่ามันเป็นปัญหาเล็กที่มีปัญหาจริง ต้องแก้กัน แล้วก็อีกอย่างก็คือว่าการเชื่อมโยง โดยการเชื่อม คือให้มีการเร็วที่สุดและรอดมากที่สุดจะเป็นบุญครับ เป็นบุญมาก ขอสนับสนุน ขอบพระคุณครับ