อลงกรณ์ พลบุตร หารือประเด็นการใช้เบอร์โทรศัพท์หลายหมายเลขในบริการต่าง ๆ โดยชี้ว่าความซ้ำซ้อนไม่ใช่ปัญหาหลัก แต่ควรเน้นปรับปรุงคุณภาพการให้บริการให้มีประสิทธิภาพจริง พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงปัญหาการบริหารจัดการเหตุฉุกเฉิน โดยเฉพาะการประสานงานระหว่างจราจรและการแพทย์ รวมถึงข้อจำกัดด้านบุคลากรและบทบาทของแพทย์ที่อาจไม่เหมาะสมกับการบริหารวิกฤต ขณะเดียวกันย้ำความสำคัญของศูนย์รับแจ้งเหตุ 191 ของตำรวจที่มีโครงสร้างมั่นคงและดำเนินงานต่อเนื่องกว่า 30 ปี ไม่ควรถูกแทนที่ด้วยศูนย์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่อาจเกิดการทับซ้อน และยืนยันว่าบทบาทของ อบจ. ควรเป็นการสนับสนุน ไม่ใช่การสร้างระบบขนานที่ไม่จำเป็น
ต่อไปขอเชิญ พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติครับ
พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา : กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิกสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศผู้ทรงเกียรติที่เคารพทุกท่าน ผม พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๑๗๖ ก่อนอื่นต้องขอกราบเรียนนะครับว่า ขออนุญาตให้ข้อมูลที่ถูกต้องแล้วก็เป็นจริง แล้วก็เพื่อ ประโยชน์กับประเทศชาติ ท่านผู้เสนอฟังแล้วอาจจะไม่ถูกใจต้องขออภัยนะครับ ขอพูดด้วย ความสัตย์จริงแล้วก็เหตุที่เกิดขึ้นจริง ๆ ในฐานะผู้มีประสบการณ์เคยเป็นผู้บังคับการ ตํารวจภูธรจังหวัดตราด ผู้บังคับการตํารวจภูธร จังหวัดสมุทรปราการ ผู้บังคับการตํารวจทางหลวง เป็นรองผู้บัญชาการตํารวจภูธรภาค ๔ ที่ดูแลภาคอีสานบนทั้งหมด เป็นรองผู้บัญชาการ ตํารวจภูธรภาค ๒ ดูแลภาคตะวันออกทั้งหมดและปัจจุบันเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการตํารวจ แห่งชาติ ที่รับผิดชอบงานป้องกันและปราบปราม ขอนําเรียนเสนออย่างนี้นะครับว่า สิ่งที่ ทางท่านนําเสนอเมื่อสักครู่ บอกว่าเบอร์โทรศัพท์มีหลายเบอร์ ผมอยากจะขอเรียนครับว่า ถึงแม้จะหลายเบอร์ แต่ละเบอร์ก็ทําหน้าที่แตกต่างกันออกไป ยกตัวอย่างนะครับ เบอร์ของ ทางการแพทย์ก็มีตั้งหลายเบอร์นะครับ ๑๖๖๙ มีหลายเบอร์ ๓-๔ เบอร์ และเมื่อสักครู่นี้ ผมทดลองโทรไป ๑๘ ครั้ง ก็ไม่มีคนรับครับ แล้วก็มีคนรับ เดี๋ยวคนรับเบอร์ที่ ๑ พอรับเสร็จ บอกส่งต่อไปเบอร์ที่ ๒ เบอร์ที่ ๒ ส่งต่อไปเบอร์ที่ ๓ เบอร์ที่ ๓ ส่งต่อไปเบอร์ที่ ๔ เมื่อสักครู่นี้ ทดลองแล้วก็เดินเข้ามานี่ครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นสิ่งที่บอกอันหนึ่งว่าของทางการแพทย์เอง ก็มีหลายเบอร์ แล้วก็แต่ละเบอร์ก็ยังไม่มีผู้บริการนะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมอยากให้ กลับไปดูในส่วนของการแพทย์ แล้วทําในส่วนของการแพทย์ให้ดีก่อนนะครับ ทั้งในเรื่องของ การเผชิญเหตุ ในเรื่องของการให้คําปรึกษา อันที่ ๑ ครับ
อันที่ ๒ ที่ท่านบอกว่าเมื่อเกิดเหตุแล้วผู้ที่ประสบเหตุไปถึงที่เกิดเหตุเร็ว ไปถึงโรงพยาบาลเร็วจะรอดชีวิต แต่ท่านลืมมองไปครับว่า เวลาเกิดเหตุแล้วท่านจะเอาคนเจ็บ ไปส่งโรงพยาบาล มันต้องมีการบริหารและการจัดการจราจรครับ ทันทีที่เกิดอุบัติเหตุ ต้องปฏิบัติอะไรบ้างครับ ที่ท่านบอกว่า ถ้าระบบการแพทย์ฉุกเฉินมีประสิทธิภาพดี จะสามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยฉุกเฉินได้เพิ่มอีก ๒๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นจํานวน ๑๒,๐๐๐ คนต่อปี แต่รถพยาบาลหรือรถมูลนิธิไม่สามารถไปถึงโรงพยาบาลได้ครับถ้าไม่มีการบริหารเหตุการณ์ ตํารวจเมื่อรับแจ้งเหตุ จักสั่งการดังนี้นะครับ ๑. กระจายข่าวทุกข่ายความถี่วิทยุสื่อสาร ทั้งหน่วยกู้ชีพ หน่วยกู้ภัย โรงพยาบาล และเจ้าหน้าที่ตํารวจในพื้นที่ให้รับทราบโดยทั่วกันก่อน แล้วก็มากระจายเฉพาะจุดอีกว่า สั่งกําลังเจ้าหน้าที่ตํารวจเข้าเผชิญเหตุทันที โดยดูจาก จอคอมพิวเตอร์ที่แสดงตําแหน่งของสายตรวจขณะนั้นว่าใครตรวจอยู่ตรงไหน วิทยุจากศูนย์ สั่งการไปเลยว่าสายตรวจสายนี้ให้ไปที่เกิดเหตุตรงนี้ จะสั่งการในทันทีเลย แล้วก็ตํารวจที่อยู่ ที่โรงพักก็จะออกไปสนับสนุนการปฏิบัติการทันที ร้อยเวรจราจรต้องออกไปดูที่เกิดเหตุทันที ก่อนที่จะมีการแยกรถ พร้อมกันนั้นตํารวจจะทํางานเป็นทีมในห้องสื่อสาร ประสานไปทาง โรงพยาบาล ประสานโรงพยาบาลก็ยังประสานอีกครับว่าโรงพยาบาลไหนรับได้กี่คนถ้ามีการ เกิดอุบัติเหตุขนาดใหญ่ เรามีการแบ่งว่าโรงพยาบาลนี้กี่คน โรงพยาบาลนั้นกี่คนแล้วก็ ประสานสั่งการในการกระจายโดยประสานกับทางศูนย์ของการแพทย์ฉุกเฉินด้วย แล้วก็ สั่งการจราจรอํานวยความสะดวกทั้งหน่วยกู้ภัยกําลังจะเข้าที่เกิดเหตุถ้ารถติด ตํารวจจะสั่งว่า เปิดสัญญาณไฟอย่างไร และนําผู้บาดเจ็บจากจุดเกิดเหตุไปยังโรงพยาบาล ใช้เส้นทางไหน ถึงตรงไหนแล้ว มีการขานกันเป็นระยะเลยครับ เหมือนการนําขบวนเลย เพราะฉะนั้นตรงนี้ อยากจะบอกว่าหลายท่านที่ไม่ได้อยู่ในงานและไม่เคยอยู่ในเหตุการณ์อาจจะมองภาพผิด และอาจจะเข้าใจผิดครับ เพราะฉะนั้นผมอยู่ในเหตุการณ์ พวกตํารวจอยู่ในเหตุการณ์ และ ผมมั่นใจว่าขณะที่ผมอภิปรายอยู่มีผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์หรือตํารวจฟังอยู่จะรู้ว่าสิ่งที่ผมพูดนี้ พูดจริงแล้วก็พูดตรง แล้วก็เป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้ แล้วก็ตํารวจอีกส่วนหนึ่งถ้าเป็นอุบัติเหตุใหญ่ ต้องสั่งปรับเปลี่ยนช่องทางเดินรถเลย เพราะถ้าไปเส้นช่องทางนั้น สมมุติว่ามี ๔ ช่องทาง อาจจะสับเปลี่ยนเหลือแค่ ๒ ช่องทาง แล้วสวนเลน ต้องสั่งการทันทีเลย ผมอยากถามว่า ถ้าใช้ศูนย์แพทย์ฉุกเฉินสั่งการจราจรสั่งได้ไหมครับ สั่งให้รถจากโรงพยาบาลมารับผู้ป่วย ในที่เกิดเหตุก็ขอให้สั่งให้ทัน มาทันเวลาได้ผมว่าก็ดีแล้วครับ แล้วจริง ๆ แล้วเมื่อสักครู่ตัวเลข ก็เห็นนะครับว่ารถที่ไปช่วยผู้ประสบเหตุผู้บาดเจ็บในที่เกิดเหตุจริง ๆ ผมรับราชการอยู่ก็เจอเหตุ เป็นร้อยเวรเองก็หลายร้อยครั้งนะครับ รถโรงพยาบาลไปรับจาก ๑๐๐ ครั้ง อาจจะไม่ถึง ๑๐ ครั้ง ที่เหลือเป็นรถมูลนิธิ รถร่วมกตัญญู หนักกว่านั้นอีกครับ ผมให้รถร่วมกตัญญูไปส่งคนเจ็บ ที่โรงพยาบาล ผมไปถึงโรงพยาบาลไม่มีแพทย์เลยครับ หนักกว่านั้นอีกครับ โรงพยาบาล หลายแห่งตอนนี้ในปริมณฑลไม่ต้องไกลต่างจังหวัดละครับ เป็นโรงพยาบาลเอกชนแต่ไม่มี แพทย์ครับ บางทีคนอื่นปลอมเป็นแพทย์มาทําตัวเหมือนแพทย์แต่จริง ๆ ไม่ใช่แพทย์ครับ ตรงนี้ละครับสําคัญกว่าครับ เพราะฉะนั้นเหตุจริง ๆ คือแบบนี้ครับ เพราะฉะนั้นการที่จะ บอกว่าจะมีรถโรงพยาบาลไปรับผู้ป่วย เป็นไปไม่ได้ในเชิงปฏิบัติ บอกว่าจะมีพยาบาลไป ประจํารถเพื่อรับคนป่วยมา คนป่วยมาถึงโรงพยาบาลแล้วมีพยาบาลดูแลได้ทั่วถึงได้เพียงพอ ได้ทันเหตุการณ์ก็ดีแล้วครับ ไม่ต้องออกไปข้างนอกละครับ แต่ถ้าวันใดที่ออกไปข้างนอก ได้ดีที่สุด แต่วันนี้บริหารจัดการในโรงพยาบาล รอรับผู้ป่วยที่มาถึงโรงพยาบาลยังทําได้ ไม่ดีเลยครับ จะไปทําข้างนอก แพทย์ในโรงพยาบาลยังไม่มีเลยครับ แล้วจะไปอยู่ในถนน เป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่นําเสนอผมอยากจะให้เห็นสัมผัสจับต้องได้เป็นรูปธรรมนะครับ
แล้วก็เมื่อสักครู่ในส่วนของตํารวจ ที่ทําอีกส่วนหนึ่งก็คือ แจ้งสื่อสารมวลชน หรือวิทยุในเครือข่ายเพื่อประชาสัมพันธ์การจราจรว่าหลีกเลี่ยงเส้นทางการจราจร และให้ผู้ที่ ใช้รถใช้ถนนใช้ความระมัดระวังเพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุซ้ําซ้อน อันนี้เป็นสิ่งที่ตํารวจทํา แล้วก็ ผมอยากเรียนถามว่าถ้าหมอจะมาทําเรื่องนี้ทําได้หรือเปล่าครับ เพราะหมอเชี่ยวชาญในการ รักษา ในการผ่าตัด แต่จะมาอํานวยการในการบริการเหตุการณ์ในภาวะวิกฤต ต้องเรียนมาครับ และต้องมีประสบการณ์
อีกเรื่องหนึ่งนะครับ เมื่อสักครู่ท่านยกตัวอย่าง ๒ จังหวัด ผมก็โทรไปถาม ผู้การ ๒ จังหวัดเลยนะครับ ผมได้ข้อมูลมาดังนี้นะครับ สําหรับที่จังหวัดอุบลราชธานี ปัจจุบันนี้ศูนย์วิทยุตํารวจ ๑๙๑ ยังปฏิบัติตามปกติครับ แต่มีศูนย์ ๑๖๖๙ ของ อบจ. ปฏิบัติ หน้าที่อยู่ มีคนอยู่ ๓ ผลัด ผลัดละ ๘ คน และผู้ที่ตั้งศูนย์นี้ก็คืออดีตตํารวจรองผู้บังคับการ ตํารวจภูธรจังหวัดอุบลราชธานี และศูนย์นี้ก็เป็นศูนย์ที่คอยปฏิบัติตามคําสั่งของศูนย์ ๑๙๑ เพราะศูนย์นี้ทําได้เพียงช่วยเหลือคนไปส่งโรงพยาบาล เข้าไปช่วยเหลือเมื่อมีเหตุ เช่น กรณี ไฟไหม้โรงแรมปทุมรัตน์ ทีมนี้ก็เป็นอย่างดีนะครับ เข้าไปช่วยเหลือลําเลียงคนออกมา แต่ทีมนี้จะไม่มีทักษะในการที่จะอํานวยเหตุการณ์ สั่งการให้จัดการจราจรอย่างนั้นอย่างนี้ สั่งหน่วยต่าง ๆ ให้ไปทําอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะคนที่ปฏิบัติหน้าที่คืออาสาสมัครของ อบจ. ไม่ใช่ผู้ที่มีมืออาชีพ อาจจะมีการฝึกอบรม แต่ไม่ใช่มืออาชีพ ผมต้องขอบคุณทาง อบจ. อุบลราชธานีนะครับ ท่านได้จัดรถไปประจําอยู่ที่ศูนย์นี้นะครับ เหตุที่ อบจ. อุบลราชธานี เขาทําอย่างนี้เพราะว่าจังหวัดอุบลราชธานีไม่มีมูลนิธิร่วมกตัญญู หรือมูลนิธิ หน่วยกู้ภัย เพียงพอ ทาง อบจ. ท่านเลยตั้งขึ้นเองครับ แต่ถ้าจังหวัดใดมีความพร้อมในเรื่องของหน่วยกู้ภัย เหล่านี้ เขาไม่ตั้งครับ และผมคิดว่าอันนี้ไม่ได้บอกว่าอุบลราชธานีไม่ดี อุบลราชธานีนะครับ อยากให้ อบจ. ทุกจังหวัดทําเหมือนอุบลราชธานีและสนับสนุนการปฏิบัติอย่างนี้ครับ เพราะฉะนั้นไม่ใช่ที่ว่าเอาตํารวจไปอยู่ในศูนย์ อบจ. อุบลราชธานีนะครับ ศูนย์ อบจ. อุบลราชธานีเป็นศูนย์สนับสนุนการทํางานของ ๑๙๑ ของตํารวจครับ อันนี้คือข้อเท็จจริง นะครับ อีกแห่งหนึ่งครับ จะเป็นที่จังหวัดสงขลาครับ คุยกับผู้การ ที่เดินเข้ามาช้าเพราะคุยกับ ผู้การอยู่ครับ ก็คือว่าตอนนี้สายตรวจ ๑๙๑ ของตํารวจภูธรจังหวัดสงขลาได้รับการประกาศว่า เป็นอันดับ ๑ ของประเทศ ได้รับรางวัลของตํารวจนะครับ เพราะผู้การเขาจัดให้มีรถสายตรวจ ของตํารวจ เขาเรียกว่าคิวอาร์โค้ด (QR Code) สายตรวจของตํารวจ มีอยู่ ๓ อําเภอ อําเภอเมือง อําเภอหาดใหญ่ และอําเภอสะเดา มีคิวอาร์โค้ด (QR Code) อยู่ ๖๐๐ จุดเสี่ยง และตํารวจ เวลามีเหตุเกิดขึ้น ศูนย์ ๑๙๑ ของตํารวจจะรู้ว่าตํารวจคนไหนอยู่ใกล้ที่เกิดเหตุที่สุดและจะ สั่งไปเลย เพราะดูจากระบบคิวอาร์โค้ด (QR Code) ครับ ส่วนของที่ศูนย์ของที่ อบจ. ของ ท่านนะครับ ขณะนี้ส่งตํารวจไปช่วยอยู่ที่ศูนย์ของท่านอยู่ ๖ คน เพราะฉะนั้นก็ขับเคลื่อน โดยตํารวจอยู่ดีละครับ แต่เป็นตํารวจระดับชั้นปฏิบัติการดังนั้นเมื่อมีเหตุสําคัญหรือเหตุใหญ่ เกิดขึ้น ตํารวจชั้นปฏิบัติการนี่ทักษะการสั่งเขาคงจะสู้ผู้การไม่ได้ สู้ผู้กํากับไม่ได้ เพราะศูนย์ ๑๙๑ ของตํารวจนั้นผู้ที่มีอํานาจสั่งการเมื่อมีเหตุฉุกเฉิน คือผู้การ รองผู้การ ผู้กํากับ ลดลงมา ตามลําดับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ถือว่าศูนย์ซีซีทีวี (CCTV) ก็คือทาง อบจ. ท่านมีงบประมาณมาก ท่านก็ตั้งศูนย์ซีซีทีวี (CCTV) ขึ้นมา พอตั้งศูนย์ซีซีทีวี (CCTV) ขึ้นมาก็มีการรับอํานวยความ สะดวกในเรื่องเหตุต่าง ๆ เป็นสิ่งที่ดีครับ แต่ถ้าบอกว่าจะต้องดึงเอา ๑๙๑ ไปอยู่ที่นั่น เอาตํารวจไปอยู่ที่นั่น มันจะเป็นการซ้ําซ้อน แล้วก็ท้ายที่สุดนะครับศูนย์รับแจ้งเหตุของ อบจ. สงขลาก็ต้องรับเรื่องราวการแจ้งการประสานจาก ๑๙๑ ตํารวจไปอีกทีหนึ่งอยู่เช่นเดียวกัน แต่ไม่ใช่การเอา ๑๙๑ ไปอยู่ใต้ศูนย์นั้น เพราะวันนี้ท่านเป็นนายก ท่านสนับสนุนงบประมาณ แต่วันหนึ่งเปลี่ยนนายกฯ เกิดนายกฯ คนใหม่บอกไม่มีงบประมาณให้ แล้วศูนย์นี้จะต่อไปได้ อย่างไรครับ อบจ. ทั่วประเทศเลยครับ ประมาณอยากบอกว่าอยากจะมีศูนย์ ๑๙๑ ตั้งไว้ที่ อบจ. แต่ อบจ. บางท่านบอกว่าไม่มีงบ ยุบศูนย์ ๑๙๑ แล้วศูนย์นี้จะอยู่ที่ไหนครับ แต่ศูนย์นี้ตอนนี้อยู่กับตํารวจ ไม่ว่าจะยุบอะไร จะเปลี่ยนใครจะเปลี่ยนการเมือง จะเปลี่ยน ผู้บริหาร จะเปลี่ยนผู้บังคับบัญชา ศูนย์นี้ยังอยู่เสมอครับแล้วท่านทราบไหมครับเมื่อสักครู่ ที่ท่านนําเสนอว่าความก้าวหน้า ความทันสมัยเทคโนโลยีว่าไปโทรศัพท์ที่ไหนจะไปติดที่นั่น นะครับ ตํารวจใช้ระบบนี้มาไม่ต่ํากว่า ๓๐ ปีแล้วครับ ท่านไปจังหวัดไหนโทรศัพท์ ๑๙๑ ติดโรงพักที่ใกล้ที่สุด และผมเป็นผู้การทางหลวงเมื่อปี ๒๕๔๘ คนโทรศัพท์อยู่ที่ไหนมันบอก ตําแหน่งเลยว่าอยู่ที่นั่น ใช้มาตั้งนานแล้วครับ เทคโนโลยีที่ท่านบอกเมื่อสักครู่เทคโนโลยีใหม่ ไม่ได้ใหม่เลยครับ เป็นเทคโนโลยีเก่าใช้มานานมากแล้วครับ แล้วตํารวจเขาทําแล้วด้วย แล้ววันนี้ตํารวจ แอดวานซ์ (Advance) ไปมากกว่านั้นอีกครับ ได้รับงบประมาณจากรัฐบาล รัฐบาลชุดปัจจุบันสนับสนุนสูงมากเลยครับ ให้งบประมาณหลายพันล้านบาทในการ สนับสนุนศูนย์รับแจ้งเหตุ ๑๙๑ และศูนย์รับแจ้งเหตุ ๑๙๑ ของตํารวจนี่นะครับโทรศัพท์ ที่ไหน ไปที่ไหนติดที่นั่น และถ้าไม่ติดในระดับพื้นที่นะครับโทรศัพท์ประมาณ ๑๐ กว่าครั้ง มันจะเด้งขึ้นไปสู่ระดับสูงขึ้นเรื่อย ๆ แล้วจนถึงผู้บังคับบัญชา อันนี้คือระบบที่วางไว้ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็ขอเรียนว่าเป็นระบบที่ตํารวจมีความพร้อมในการทํา แล้วก็ขับเคลื่อน อยู่แล้ว แล้วก็ตอนนี้ตํารวจก็ประสานงานเครือข่ายทั้งประเทศอยู่แล้วทําดีอยู่แล้วนะครับ นอกเหนือจากเหตุด่วนแล้วเรายังมีภารกิจถวายความปลอดภัยอีกครับ ท่านจะให้อาสาสมัคร มาอํานวยการเส้นทางเสด็จหรือครับ เพราะฉะนั้นศูนย์นี้ไม่ใช่ศูนย์รับแจ้งเหตุอย่างด่วน อย่างเดียว เวลาอํานวยการทุกอย่างมันจะต้องครอบคลุมในงานเรื่องความปลอดภัยทุกอย่าง ครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านนําเสนอมาเป็นสิ่งที่ดีครับ แต่น่าจะทําในเรื่องของการช่วยเหลือ ผู้ประสบเหตุให้มีความปลอดภัยแล้วก็รวดเร็วในการเดินทางหรือว่าขนย้ายจากที่เกิดเหตุ ไปยังโรงพยาบาล และโรงพยาบาลเตรียมพร้อมช่วยเหลือผู้ประสบเหตุที่เข้าไปใน โรงพยาบาลแล้วให้มีประสิทธิภาพผู้ป่วยก็จะได้รอดชีวิตจึงจะเป็นการดีที่สุดครับมิฉะนั้นแล้ว เอากําลังอันมีจํากัดเอาทรัพยากรอันมีน้อยมาทําข้างนอกแต่ไปถึงข้างในก็ไม่ได้รับ การช่วยเหลือที่ทันท่วงทีก็เสียชีวิตอยู่ดีครับ เพราะฉะนั้นผมอยากจะขอเรียนว่าผิดหน้าที่ ผิดบทบาท แล้วก็เข้าใจผิดหรือเปล่าครับ ก็เลยฝากเรียนให้ทบทวนเรื่องนี้ครับว่าขอบเขต ควรที่จะอยู่ตรงไหน แล้วก็ทําอย่างไรครับ ผมขออนุญาตนะครับ สิ่งที่ผมนําเรียนทั้งหมดนั้น นําเรียนข้อเท็จจริงเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ไม่ได้ยึดถึงหน่วยงานครับ แต่ถ้าใครจะทําดีมีประสิทธิภาพและสามารถอํานวยการได้ทั้งประเทศนะครับ ผมพร้อมเสมอ แล้วก็อยากให้มาช่วยตํารวจด้วย เพราะทุกวันนี้ศูนย์รับแจ้งเหตุตํารวจคนหลายร้อยคนนะครับ รับแจ้งเหตุอยู่รับแจ้งไม่ทันครับ ถ้ามีคนมาช่วยจะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง และถ้ามีใครมีความ พร้อมมาทําหน้าที่นี้ก็จะดีใจมากแต่ขอให้ทําให้ดีที่สุด และประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด ก็แล้วกันครับ ขอขอบคุณครับ