คุรุจิต วิจารณ์เบอร์ฉุกเฉินซ้ำซ้อน ห่วงงบบาน ชี้ อบจ.ต้องได้งบชัดหากดูแลบริการ

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๐ · ๒๖ เมษายน ๒๕๕๙

คุรุจิต นาครทรรพ แสดงความเห็นต่อข้อเสนอการจัดตั้งหมายเลขฉุกเฉินเบอร์เดียว โดยเห็นด้วยในหลักการแต่กังวลว่าการเพิ่มเบอร์ 112 อาจทำให้เกิดความสับสนและซ้ำซ้อน พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความไม่คุ้มค่าของการย้ายศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉินไปอยู่ใต้สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติเนื่องจากใช้งบประมาณสูง จึงเสนอให้รัฐบาลพิจารณาการจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ สนับสนุนการสอดแทรกหลักสูตรปฐมพยาบาลในกิจกรรมลูกเสือและอนุกาชาดมากกว่าการเพิ่มในระดับมัธยม พร้อมเน้นย้ำความจำเป็นในการกำหนดบทบาทขององค์การบริหารส่วนจังหวัดให้ชัดเจน โดยเฉพาะการโอนงบประมาณและความรับผิดชอบจากหน่วยงานส่วนกลาง โดยพิจารณาความแตกต่างของขีดความสามารถระหว่างจังหวัดใหญ่และจังหวัดเล็กอย่างรอบคอบ

นายคุรุจิต นาครทรรพ

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพ กระผม คุรุจิต นาครทรรพ ต้องขอขอบคุณคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมที่นําเสนอรายงานระบบการแพทย์ฉุกเฉิน ช่วงก่อนถึงโรงพยาบาล ท่านประธานครับ ผมก็ได้นั่งฟังแล้วก็ได้นั่งศึกษานะครับเรื่องนี้ก็ได้ นําเสนอในวิป (Whip) เมื่อวันพฤหัสบดีที่แล้วนะครับ ท่านเสนอข้อสรุปมา ๓ เรื่อง ในสไลด์ (Slide) หน้าก่อนสุดท้ายนี่นะครับว่า

ข้อ ๑. เสนอให้คณะรัฐมนตรีมีมติให้สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข เป็นหน่วยงานหลักในการดําเนินจัดตั้งศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน หมายเลขเดียวสากล และให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องสนับสนุนจนประสบความสําเร็จ

ข้อ ๒. ให้ ครม. มีมติให้กระทรวงศึกษาธิการบรรจุรายวิชาการปฐมพยาบาล ฟื้นคืนชีพ เฟิสต์ เอด รีซัสซิเทชัน (First Aid Resuscitation) ในหลักสูตรมัธยมศึกษา

ข้อ ๓. ก็ให้ ครม. มีมติให้ อบจ. เป็นผู้ดําเนินการบริหารจัดการ เรื่อง การแพทย์ฉุกเฉินนอกโรงพยาบาลในพื้นที่ เรื่องรับแจ้งเหตุต่าง ๆ นะครับแล้วก็นําส่ง รถพยาบาลต่าง ๆ

ท่านประธานครับ ผมก็มีความเห็นและข้อสังเกตด้วยความเคารพและความ ห่วงใยนะครับ ในประเด็นแรกเรื่องที่จะให้มีเบอร์แจ้งเหตุฉุกเฉินเบอร์เดียว ผมเห็นด้วย นะครับ เพราะว่าท่านก็ได้อธิบายมาในรายงานว่าปัจจุบันมีหลายเบอร์คนเขาสับสน คือ ๑๙๑ ของตํารวจ แจ้งเหตุด่วนเหตุร้าย อาชญากรรมต่าง ๆ ๑๙๙ เรื่องเพลิงไหม้ และ ๑๖๖๙ เรื่องของการแพทย์ฉุกเฉิน แต่สิ่งที่ท่านแนบมาในรายงาน ท่านเสนอเป็นสากล ท่านเสนอมา อีกเบอร์หนึ่งคือเบอร์ ๑๑๒ ผมเป็นห่วงจริง ๆ ครับว่าจะยิ่งทําให้คนสับสนใหญ่เลยนะครับ คือจริง ๆ มีอยู่ ๓ เบอร์ ก็เลือกเบอร์ใดเบอร์หนึ่ง ๑๙๑ ๑๙๙ หรือ ๑๖๖๙ ถ้าต่างประเทศ สากลจริง ๆ ก็คือไนน์ วัน วัน (Nine One One) ๙๑๑ นี่ก็จะเสริม ๑๑๒ เข้าไปอีก

อันที่ ๒ ในข้อเสนอข้อแรกของท่าน ก็บอกว่าจะให้สถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน แห่งชาติ เป็นผู้รับผิดชอบเรื่องนี้ อันนี้ก็ด้วยความเคารพนะครับ ผมก็เป็นห่วงจริง ๆ ว่าท่านก็ พยายามแยกว่าคําว่า เหตุด่วน กับ เหตุฉุกเฉิน ไม่เหมือนกัน แต่ทางชาวบ้านมันเหมือนกัน นะครับ แล้วผมเองก็อยู่ในกรรมการกฤษฎีกา แล้วก็มีเรื่องนี้เข้ามาเมื่อต้นปี มีการพิจารณา เรื่องหมายเลขโทรศัพท์เบอร์เดียว ซึ่งกรรมการกฤษฎีกาก็เสนอว่าไม่เอาทั้งของตํารวจ ทั้งของแพทย์ ก็คือให้ไปแก้อยู่ใน พ.ร.บ. กสทช. ผมเองก็ในฐานะเข้าไปใหม่ก็สอบถามด้วยว่า อยากจะทราบจริง ๆ ว่าเหตุที่โทรศัพท์ฉุกเฉินนี่ตํารวจรับปีละเท่าไร สถาบันการแพทย์ ฉุกเฉินแห่งชาติที่มาชี้แจงรับปีเท่าไร ก็พบว่าในปี ๒๕๕๘ ถ้าผมจําความไม่ผิดนะครับ ก็คือ เหตุด่วนเหตุร้าย ๑๙๑ ๑๐.๘ ล้านครั้ง แล้วก็ของการแพทย์ฉุกเฉินประมาณ ๑.๑ ล้านครั้ง ถ้าท่านเอา ๑๒ หารก็เท่ากับว่าของตํารวจเขาแจ้งเดือนละ ๙๐๐,๐๐๐ ครั้ง ของหมอแจ้ง เดือนละ ๙๐,๐๐๐ ครั้ง มันก็เท่ากับ ๙ ต่อ ๑ หรือ ๑๐ ต่อ ๑ เลยทีเดียว เพราะฉะนั้นการที่ ท่านเสนอจะมีศูนย์รับแจ้งเหตุเบอร์เดียวโดยย้ายไปอยู่ที่แพทย์ฉุกเฉิน มันไม่ใช่ย้ายเบอร์เฉย ๆ นะครับ มันจะต้องมีองคาพยพ เครื่องอัฐบริขาร กําลังคน กําลังงบประมาณอีกมากมาย ผมถามตํารวจว่าเขาใช้เงินเท่าไร บอกเป็นพันล้าน เพราะฉะนั้นผมเป็นห่วงนะครับ เราสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศมีหน้าที่ที่จะต้องส่งเสริมการปฏิรูป แต่การใช้งบประมาณ หรือไฟแนนเชียลรีซอร์ซ (Financial Resource) ที่ประเทศมีอยู่จํากัดมันก็ต้องใช้อย่าง มีประสิทธิภาพ แล้วจริง ๆ เรื่องนี้ผมเห็นว่าเป็นหน้าที่ของฝ่ายบริหาร ของคณะรัฐมนตรี ที่จะไปดูว่าหน่วยงานไหนเหมาะสมแล้วจะใช้รีซอร์ซ (Resource) ได้คุ้มค่าที่สุด เพราะฉะนั้น ผมอยากจะขอว่ากรรมาธิการ เบอร์เดียวผมเห็นด้วยนะครับ แต่บอกว่าให้ ครม. เขาไปตัดสิน ได้ไหม ให้ใครรับผิดชอบเรื่องนี้ แล้วต้องดูความคุ้มค่าของงบประมาณด้วยนะครับ ในเอกสาร เพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ที่ท่านนําเสนอหน้า ๖ ก็ได้ไอเดนทิไฟ (Identify) ของระบบ ความบกพร่อง ของระบบการแพทย์ฉุกเฉิน ซึ่งน่าชมเชยนะครับ ผมก็เชื่อว่าเป็นเช่นนั้น มีถึง ๔ ประเด็น เรื่องการแจ้งเหตุ การจ่ายงาน ปัญหาระบบฉุกเฉินโรงพยาบาล การป้องกันต่าง ๆ แต่เรื่องเบอร์เดียวนี่มันเป็นเรื่องเพียงข้อ ๑ เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นท่านจะใช้เงินพันล้าน หรือ ๒,๐๐๐ ล้านเพื่อทําเรื่องข้อ ๑ แล้วจริง ๆ มันไม่ใช่ว่าคน ๖๐,๐๐๐ คน หรือ ๒๐,๐๐๐ คน ที่ท่านอ้างว่าส่งโรงพยาบาลช้าแล้วตาย มันไม่ใช่ตายเพราะว่าเบอร์โทรศัพท์ ไม่มีละ มีหลายเบอร์ ความคริทิคัล (Critical) ของเหตุฉุกเฉินในเรื่องการเจ็บป่วย อุบัติเหตุ มันไม่เหมือนกัน บางคน อย่างไรตายแน่ ๆ ไม่ใช่ส่ง ๖๐,๐๐๐ คนได้ทันเวลาแล้วก็จะรอดหมด อันนี้มันก็ต้องดูเหตุ ของมันว่ามันเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นผมคิดว่าการแก้ที่ถูกต้องที่ท่านเสนอในข้อ ๒ ผมสนับสนุนเต็มที่ ให้มีการบรรจุหลักสูตรปฐมพยาบาล เพราะจริง ๆ แล้วเหตุฉุกเฉินเวลานี้ คนที่ไปถึงก่อนป่อเต็กตึ๊งกับร่วมกตัญญู ถ้าเข้าไปอุ้มผิด หันหัวผิด มันก็พิการไปตั้งแต่ก่อนถึง โรงพยาบาลแล้ว แล้วจริง ๆ ทําไมท่านต้องไปบรรจุในมัธยมศึกษาครับ ในสมัยเด็ก ๆ ผม เรียนมา ปฐมพยาบาลนี้เรียนในลูกเสือนะครับ อนุกาชาด ลูกเสือ เขามีอยู่แล้วครับ ท่านก็ไป ส่งเสริมให้ลูกเสือกับอนุกาชาดเป็นหลักสูตรบังคับ ใครไม่จบไม่ได้เหรียญเลย เรื่องปฐมพยาบาล จะคุ้มค่ากว่าที่จะไปบรรจุเป็นวิชาเพิ่มในมัธยมศึกษา ซึ่งรัฐบาลเขาอยากให้เลิกเรียนเร็ว ๆ ด้วย เพราะฉะนั้นวิชาปฐมพยาบาลควรจะให้ทุกคนของประเทศไทยได้มีส่วนรู้ และหลักสูตรนี้ มีอยู่แล้วในวิชาลูกเสือและวิชาอนุกาชาดนะครับ

สําหรับเรื่อง อบจ. รับผิดชอบผมก็เห็นด้วย แต่อยากจะเรียนเช่นเดียวกับ เรื่องขยะเมื่อวานนี้นะครับ ขยะของ อบจ. ทั่วประเทศมี ๗,๐๐๐ กว่าแห่ง อบจ. ก็มี ผมอยากจะเรียกว่าเอสเอ็มแอล (SML) ครับ อบจ. อย่างจังหวัดสงขลาหรือจังหวัดอุบลราชธานี ต้องเรียกว่าเอกซ์แอล (XL) ด้วยซ้ําไป มีความพร้อม แต่ท่านจะไปเทียบกับ อบจ. จังหวัดบึงกาฬ หรือจังหวัดหนองบัวลําภูมันไม่ได้ แล้วจริง ๆ ถ้าท่านอยู่อําเภอห่างไกลอําเภอศีขรภูมิ ที่ไหน แล้วโรงพยาบาลท่านอยู่ในอําเภอเมืองเดินทางชั่วโมงมันอย่างไรก็ช่วยไม่ได้ ต้องดูความ คุ้มค่าด้วย เพราะฉะนั้นรายงานนี้ผมเห็นด้วยในข้อ ๓ แต่ท่านไม่ได้พูดถึงภาวะเรื่อง งบประมาณ ความผูกพันเรื่องงบประมาณ อบจ. มีงบประมาณทําได้หรือเปล่า อบจ. จังหวัด สงขลามีสตางค์เยอะทําได้อยู่แล้ว อบจ. จังหวัดเล็ก ๆ จังหวัดนครนายก หรือว่าจังหวัด บึงกาฬอย่างนี้ทําได้หรือเปล่า หรือว่าต้องการเงินสนับสนุนจากส่วนกลาง ถ้าอย่างนั้นก็รับ ความรับผิดชอบไปด้วย ต่อไปนี้ถ้ามีเหตุฉุกเฉินเวลาคนตายก็อย่ามาโทษกระทรวงสาธารณสุข ก็ต้องบอกว่าเป็น อบจ. เพราะโอนอํานาจไปแล้ว ก็โอนงบประมาณความรับผิดชอบไปด้วย ต้องมีความชัดเจนในข้อเสนอนี้ ขอบพระคุณครับ