นิพนธ์ บุญญามณี หารือประเด็นการปฏิรูกระบบการแพทย์ฉุกเฉินโดยผลักดันให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามามีบทบาทเพื่อสร้างความทั่วถึงและลดช่องว่างบริการระหว่างเมืองกับชนบท พร้อมเรียกร้องให้ชัดเจนในอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายและระเบียบรองรับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายนิพนธ์ บุญญามณี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ขออนุญาตที่จะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกว่าการที่ท้องถิ่นจะเข้ามาทํา เรื่องการแพทย์ฉุกเฉินของประเทศนั้น ผมถือว่าเป็นการปฏิรูประบบการแพทย์ฉุกเฉินของ ประเทศอย่างหนึ่ง นั่นก็คือเราปฏิรูปลดความเหลื่อมล้ําระหว่างเมืองกับชนบท เพราะว่า ถ้าเราไม่เร่งรัดในการปฏิรูปโดยให้ท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมนั้นจะทําให้มีความรู้สึกว่า การให้บริการของรัฐในเรื่องการแพทย์ฉุกเฉินนั้นมี ๒ มาตรฐาน นั่นก็คือมาตรฐานแรกคนที่อยู่ ในเมืองมีโอกาสได้รับการบริการที่ดี ก็คือมีระบบการแพทย์ฉุกเฉินมารองรับเวลาเจ็บป่วย กับมาตรฐานที่ ๒ ก็คือคนที่อยู่นอกเมืองหรือที่เราเรียกกันว่าในชนบทก็จะได้รับบริการจากรัฐ อีกมาตรฐานหนึ่ง เพราะที่เหล่านั้นไม่มีระบบการแพทย์ฉุกเฉินไปรองรับ นั่นก็คือการสร้าง ความเหลื่อมล้ําระหว่างชุมชนเมืองกับชุมชนในชนบท เพราะฉะนั้นท่านจะสังเกตเห็นได้ว่า เมื่อปี ๒๕๕๑ สนช. สภานิติบัญญัติแห่งชาติในขณะนั้นได้ออกกฎหมายฉบับหนึ่งที่เรา เรียกกันว่า พระราชบัญญัติการแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๕๑ ผมขออนุญาตท่านประธาน เพื่อจะอ่านบันทึกท้ายพระราชบัญญัตินะครับว่าเหตุผลที่ออกกฎหมายฉบับนั้นก็เพราะว่า หมายเหตุในกฎหมายฉบับนั้นนะครับ เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่การปฏิบัติการด้านการแพทย์ฉุกเฉินในปัจจุบันยังขาดระบบบริหารจัดการด้านบุคลากร อุปกรณ์ และเครื่องมือช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉิน รวมทั้งยังขาดหน่วยงานรับผิดชอบ ประสาน การปฏิบัติการ ทําให้มีผู้ป่วยฉุกเฉินต้องสูญเสียชีวิต อวัยวะ หรือเกิดความบกพร่องในการ ทํางานของอวัยวะสําคัญ รวมทั้งทําให้การบาดเจ็บหรืออาการป่วยรุนแรงขึ้นโดยไม่สมควร เพื่อลดและป้องกันความสูญเสียดังกล่าว สมควรกําหนดให้มีคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉินขึ้น เพื่อกําหนดมาตรฐาน หลักเกณฑ์ และวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการแพทย์ฉุกเฉิน ตลอดจนกําหนด ให้มีสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติขึ้นเพื่อเป็นหน่วยรับผิดชอบในการบริหารจัดการ การประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน และการส่งเสริมให้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามามีบทบาทในการบริหารจัดการเพื่อให้เกิดความร่วมมือ ในการปฏิบัติงานด้านการแพทย์ฉุกเฉินร่วมกัน อันจะทําให้ผู้ป่วยฉุกเฉินได้รับการคุ้มครอง สิทธิโดยการเข้าถึงระบบการแพทย์ฉุกเฉินอย่างทั่วถึง เท่าเทียม มีคุณภาพมาตรฐาน โดยได้รับการช่วยเหลือและรักษาพยาบาลที่มีประสิทธิภาพและทันต่อเหตุการณ์มากขึ้น จึงจําเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ นี่คือบันทึกท้ายพระราชบัญญัติที่บัญญัติถึงความจําเป็น ในการที่จะต้องออกพระราชบัญญัติการแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๕๑ ในขณะนั้น เมื่อมาถึง ในทางปฏิบัติ ผมขออนุญาตที่จะกราบเรียนต่อท่านประธานว่าการที่จะให้ประชาชนเข้าถึง ระบบการแพทย์ฉุกเฉินของประเทศได้นั้น ผมคิดว่าการที่กฎหมายในขณะนั้นบัญญัติให้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วม นั่นก็คือการมองในแง่ของความทั่วถึงว่าเราจะ ทําอย่างไรให้การแพทย์ฉุกเฉินเป็นไปอย่างทั่วถึง ถ้าเราสามารถที่จะบูรณาการท้องถิ่น ร้อยเรียงเอาท้องถิ่น เอา อบต. เอาเทศบาล และ อบจ. เข้ามาทําเรื่องการแพทย์ฉุกเฉินได้ เราก็จะครอบคลุมพื้นที่ของประเทศ นั่นก็คือเราทําให้เกิดความทั่วถึงของระบบการแพทย์ ฉุกเฉินได้ แล้วขั้นตอนต่อไปเมื่อทั่วถึงแล้วเราก็ค่อย ๆ พัฒนาจากความทั่วถึงให้เป็นคุณภาพ ให้มีประสิทธิภาพมีมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ มันก็จะเพิ่มขีดความสามารถในการที่จะทํา ระบบการแพทย์ฉุกเฉินของประเทศให้พัฒนาก้าวหน้าไปสู่ระดับสากลได้ องค์การบริหาร ส่วนจังหวัด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปกครองท้องถิ่น ผมขออนุญาตที่จะเรียนว่าหลายองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นตั้งใจที่จะมาทําเรื่องนี้ แต่ว่าด้วยความไม่ชัดเจนของกฎหมาย ของระเบียบข้อบังคับ ของภารกิจก็ทําให้มีหน่วยตรวจสอบก็บอกว่าเรื่องนี้ยังไม่ใช่ภารกิจของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อันนี้เป็นปัญหาในทางปฏิบัติ เพราะฉะนั้นก็พยายามที่จะได้ไปดู อํานาจหน้าที่ของท้องถิ่น แต่ว่าถ้าเราไปดูในกฎหมายแผนและขั้นตอนการกระจายอํานาจ จะไม่ได้เขียนเรื่องการแพทย์ฉุกเฉินเอาไว้ เพราะกฎหมายแผนและขั้นตอนการกระจาย อํานาจนั้นออกเมื่อปี ๒๕๔๒ แต่ว่ากฎหมายเรื่องการแพทย์ฉุกเฉินนี้เป็นกฎหมายที่ออกมา ภายหลังคือออกปี ๒๕๕๑ เมื่อกฎหมายแผนและขั้นตอนกระจายอํานาจได้บังคับใช้ไปแล้ว หรือกฎหมายการจัดตั้งท้องถิ่นนั้น ๆ ออกไปแล้ว วันนั้นไม่ได้เห็นความสําคัญที่ต้องมีระบบ การแพทย์ฉุกเฉิน แต่ว่าในภายหลังสภานิติบัญญัติแห่งชาติในขณะนั้นเห็นว่าการแพทย์ ฉุกเฉินควรจะเปิดโอกาสให้ท้องถิ่นเข้ามาร่วม ก็จึงได้บัญญัติเอาไว้ในส่วนนี้ แต่ว่ามันไม่มี ในระเบียบหรือว่าหนังสือสั่งการของกระทรวงที่จะทําให้เห็นว่าท้องถิ่นมีภารกิจหลักเรื่องนี้ อยู่ด้วย นี่คือปัญหาที่หลายท้องถิ่นไม่สามารถที่จะเข้ามาร่วมแบกรับภารกิจการแพทย์ฉุกเฉิน ได้ ผมในฐานะที่พอมีประสบการณ์ในเรื่องกฎหมายอยู่บ้างก็พยายามที่จะไปดูว่ากฎหมาย ปี ๒๕๕๑ เปิดโอกาสให้ท้องถิ่นเข้ามาร่วมในภารกิจนี้ได้มากน้อยแค่ไหนเพียงไร ก็จึง พยายามที่จะได้เชิญชวนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดสงขลา โดยอาศัยประกาศของ คณะกรรมการการกระจายอํานาจ ปี ๒๕๕๘ เมื่อเดือนพฤษภาคมนะครับว่า เป็นการมา บันทึกความร่วมมือกันในการที่จะทําปัญหาที่เรียกว่า บริการสาธารณะ ในด้านสาธารณสุข ร่วมกันนะครับ ก็ใช้ช่องว่างตรงนั้น ซึ่งบางท้องถิ่นเองก็ไม่มั่นใจอีกนะครับ เพราะว่าทําไม ต้องให้ท้องถิ่นเข้ามาร่วม เพราะว่าอย่างโมเดล (Model) ของจังหวัดสงขลานี่นะครับ หรือว่ารูปแบบที่ผมทําก็คือ อบจ. สงขลาเริ่มในการจัดหารถพยาบาล ที่จริงเริ่มมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ ครับก่อนที่จะมี พ.ร.บ. ฉบับนี้แล้วก็เพิ่มขึ้นมาเรื่อย จนกระทั่งผมเข้าไปบริหารผมก็ตั้งเป้าว่าทุกตําบลจะต้องมีระบบ การแพทย์ฉุกเฉินไว้รองรับประชาชน นั่นก็คือ ๑๒๗ ตําบลในจังหวัดสงขลา ทุกตําบลจะต้อง มีรถการแพทย์ฉุกเฉินไว้ในพื้นที่ แล้วบัดนี้ก็ได้จัดรถไปให้กับท้องถิ่นต่าง ๆ แล้ว ๑๑๘ คัน ก็ปีนี้จัดอีก ๑๐ คันก็จะครบ ๑๒๗ ตําบล นั่นก็คือว่าทุกตําบลของจังหวัดสงขลาเราจะมี รถระบบการแพทย์ฉุกเฉิน เบื้องต้นที่เราเรียกกันว่ารถเอฟอาร์ (FR) อยู่ครอบคลุมทุกตําบล แล้วเมื่อมีเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้น การที่เราได้เอารถแพทย์ฉุกเฉินไปไว้ในที่ตําบลนะครับ มันจะทํา ให้คนเข้าถึงระบบการแพทย์ฉุกเฉินภายในเวลาที่เรากําหนดก็คือ ๕ นาทีหรือ ๘ นาทีที่เรา พยายามตั้งเป้ากันเอาไว้ ถ้าเราให้รถแพทย์ฉุกเฉินอยู่เฉพาะโรงพยาบาลในตัวอําเภอ หรือในตัวจังหวัด ยากที่คนในตําบลแต่ละตําบลเวลาเขามีเหตุวิกฤตหรือว่ามีเหตุฉุกเฉิน เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเจ็บป่วยฉุกเฉินหรือว่าอุบัติเหตุเกิดขึ้น ยากที่จะให้ระบบแพทย์ฉุกเฉิน ไปถึงที่เกิดเหตุ ออกไปจากโรงพยาบาลกว่าจะไปถึงที่เกิดเหตุในตําบลไกล ๆ ออกไปภายใน ๕ นาทีมันเป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นการที่ให้มีรถอยู่แล้วในทุกตําบลมันจะทําให้เวลาไปถึง ที่เป้าหมายที่เกิดเหตุได้ภายในเวลาที่กําหนด การที่ต้องร่วมมือกันระหว่าง อบจ. เทศบาล หรือ อบต. นั้นก็เพื่อที่จะให้ไม่ต้องเป็นภาระในการที่จะเอารถไว้ที่ อบจ. เราไปเอารถไปไว้ ที่เทศบาลหรือไปไว้ที่ อบต. แล้วให้ อบต. หรือเทศบาลนั้นเป็นคนดูแลนะครับ แล้วเขาก็จะ จัดคนขับรถให้ เขาจะออกเรื่องค่าน้ํามัน เรื่องเบี้ยเลี้ยงที่จะมีขึ้น นี่คือการบูรณาการ เข้าด้วยกันทั้งหมดนะครับ เพราะฉะนั้นถือเป็นรูปแบบหนึ่ง นอกจากนั้นเองจังหวัดสงขลา เองนอกจากจะทําเรื่องศูนย์ ๑๖๖๙ แล้วก็ทําศูนย์ซีซีทีวี (CCTV) ติดตั้งซีซีทีวี (CCTV) ไว้ ทุกอําเภอในจังหวัดสงขลาแล้วดึงศูนย์เฝ้ามองมาไว้ที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดนะครับ ในขณะนี้ติดตั้งไปแล้ว ๑๓ อําเภอ ก็ได้รับความกรุณาจากทางตํารวจซึ่งไปดูแล้วก็คิดว่าอันนี้ มันจะเฝ้าเหตุระวังได้ ท่านก็ให้ตํารวจ ๑๙๑ มาเฝ้าระวังมาเฝ้าศูนย์ซีซีทีวี (CCTV) นี้ไว้ด้วย มันก็จะมี ๒ ศูนย์อยู่ที่นี่ ก็คือศูนย์ ๑๖๖๙ กับศูนย์ ๑๙๑ นะครับ ใช้บูรณาการร่วมกัน แล้วบางครั้งยังเกื้อกูลกันได้ เวลาที่ต้องนําส่งคนป่วยส่งโรงพยาบาลเวลาจราจรติดขัด หรือว่าในเวลาที่เช้ากับเย็นซึ่งมีรถเยอะ เราก็สามารถที่จะขอความร่วมมือเวลาแจ้งเหตุ ต้องนําคนป่วยส่งโรงพยาบาลจากที่ต่าง ๆ ต้องผ่านเข้ามาในเมือง แล้วไปโรงพยาบาล หาดใหญ่ก็จะสามารถประสานการระบบจราจรให้เปิดไฟเขียวให้กับรถพยาบาลได้ด้วย เพราะศูนย์นี้อยู่ในที่เดียวกัน เพราะฉะนั้นการที่เราได้ศูนย์อยู่ที่เดียวกัน แต่ว่าการสั่งการ ยังอยู่กับเจ้าหน้าที่ตํารวจเหมือนเดิมนะครับ รถ ๑๖๖๙ ที่มาอยู่ที่ อบจ. คนที่จ่ายก็คือ นายแพทย์โรงพยาบาลเหมือนเดิม แต่ว่าใช้เทคโนโลยีมาเป็นเรื่องประสานว่าเวลามีเหตุแล้ว ใครจะเป็นคนจ่ายเหตุอย่างไร เพราะฉะนั้น อบจ. มีหน้าที่อํานวยความสะดวกให้นะครับ จัดห้องให้ จัดที่ทําการให้ เครื่องไม้เครื่องมืออุปกรณ์ที่ไม่มี อบจ. จัดให้ นี่คือการบูรณาการ เรื่องเหตุด่วนเหตุฉุกเฉินเข้าด้วยกันนะครับ ก็เหลืออย่างเดียวที่ทําอยู่ในขณะนี้ก็คือว่าเรื่อง รถดับเพลิงถ้าจะมาอยู่ที่เดียวกันได้ เวลาเราเกิดเหตุฉุกเฉินเราจะได้ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องจะได้ออกไปยังที่เกิดเหตุพร้อมกันแล้วก็ส่งเจ้าหน้าที่ไปดูแลพร้อมกัน ก็แก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชนได้โดยด่วน มันก็จะไปเพิ่มประสิทธิภาพ แล้วที่สําคัญคือ ลดปัญหาความเหลื่อมล้ําระหว่างเมืองกับชนบทลงได้ นี่คือหัวใจสําคัญที่สุดเพราะว่าคน ในชนบทหรือว่าคนที่อยู่ห่างไกลออกไป เขาก็มีความรู้สึกว่าเขาก็จ่ายภาษีให้รัฐเวลาไปซื้อของ ในห้างต่าง ๆ เขาก็จ่าย ๗ เปอร์เซ็นต์เท่ากับคนในเมือง แต่เวลาการให้การบริการทางสาธารณสุข ทําไมคนในเมืองอาจจะได้รับบริการที่ดีกว่าคนในชนบท อันนี้คือเป็นคําถามที่ต้องมีคําตอบ เพราะฉะนั้นการที่เราจะทําให้ทุกพื้นที่ได้มีความรู้สึกว่าถ้ารัฐจะดําเนินการจัดระบบ การแพทย์ฉุกเฉิน แล้วทําให้ทุกพื้นที่มีความรู้สึกว่าเท่าเทียมกันในทางการได้รับบริการจากรัฐ นี่คือการลดความเหลื่อมล้ําของสังคมนี้ ขอบคุณครับท่านประธานครับ