สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๐ · ๒๖ เมษายน ๒๕๕๙

ไพโรจน์ บุญศิริคําชัย เสนอแนวคิดการปรับปรุงระบบโทรศัพท์ฉุกเฉินให้เหมาะสม โดยเสนอการสร้างศูนย์ฉุกเฉินหมายเลขเดียวสากล เพื่อเชื่อมโยงการปฏิบัติการฉุกเฉินต่าง ๆ ให้ทันที และเพิ่มศักยภาพในการตอบสนองฉุกเฉิน นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการปฏิบัติงานขององค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี และเสนอให้จังหวัดสงขลาใช้มาเป็นแบบอย่างในการปฏิบัติงาน

นายไพโรจน์ บุญศิริคําชัย ผู้ชี้แจงในนามคณะกรรมาธิการ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์ไพโรจน์ บุญศิริคําชัย ขออนุญาตเรียนดังต่อไปนี้ ฉุกเฉินกับด่วนไม่เหมือนกันครับ สายฉุกเฉินไม่ใช่สายด่วนนะครับ เช่น ทางด่วน ห้องด่วน รถด่วนนี้นะครับ คือเวลาเป็นสาระสําคัญนะครับ คือความทันเวลา แต่ทางฉุกเฉินเป็นทาง รอดชีวิต รถฉุกเฉินเป็นรถที่ช่วยชีวิต ห้องฉุกเฉินก็เป็นห้องช่วยชีวิตนะครับ สายฉุกเฉินจึง เป็นสายที่ช่วยให้รอดชีวิตครับ เช่น รถเสียบนทางด่วนนี้เป็นสายด่วนนะครับ ถ้าน้ําไม่ไหล ไฟดับนี้เป็นสายด่วนนะครับ ดังนั้นสายฉุกเฉินนี้จะมีเพียง ๓ เรื่อง ก็คือเหตุอาชญากรรม ๑๙๑ เจ็บป่วยฉุกเฉิน ๑๖๖๙ เหตุเพลิงไหม้ ๑๙๙ เท่านั้นครับ หมายเลขฉุกเฉินนี้มักใช้ผิด ประเภท ถ้าใช้ถูกประเภทเมื่อมีการแจ้งเหตุฉุกเฉินนี้ร้อยละ ๙๐ เป็นเรื่องของการแพทย์ฉุกเฉิน ดังตัวอย่างที่ต่างประเทศนะครับ จากสถิติของอาชญากรรมในประเทศไทยเอง ซึ่งจากสํานักงาน ตํารวจแห่งชาตินี่นะครับ จะมีการออกปฏิบัติการหลังจากแจ้งมานี้ ในเรื่องของอาชญากรรม ประมาณ ๔,๐๐๐ รายต่อปี แต่ถ้าโทรศัพท์เข้ามาแล้วถามเส้นทาง หรือขอความช่วยเหลือ อย่างอื่นที่ไม่ใช่เหตุฉุกเฉิน อย่างไรก็ตามก็จะไม่วางสายนะครับ จะมีการสวิตช์ ถ้าระบบนั้น ดีนะครับ ไปยังเจ้าหน้าที่อีกโต๊ะหนึ่งที่รับเรื่องไม่ฉุกเฉินเพื่อจะบริการอย่างอื่นที่ไม่ใช่ เหตุฉุกเฉิน รวมถึงการจัดการกับสายหลอก สายก่อกวนด้วยครับ

ความสัมพันธ์ระหว่างเครือข่ายการกู้ชีพ กู้ภัยนะครับ เครือข่ายการแพทย์ ฉุกเฉินปัจจุบันมี ๘,๙๐๐ หน่วย ส่วนใหญ่ร้อยละ ๖๓ จะเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น บรรดาอาสาสมัครมูลนิธินี้จะมีประมาณร้อยละ ๙ นะครับ ส่วนน้อยก็จะเป็นโรงพยาบาลรัฐ โรงพยาบาลเอกชน สําหรับงานดับเพลิงอยู่ในความรับผิดชอบขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นในปัจจุบัน ซึ่งสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติมีระบบที่สามารถประสานเป็น รายวันได้อยู่แล้ว ส่วนงานกู้ภัยในปัจจุบันก็เป็นการปฏิบัติการของบรรดาอาสาสมัครมูลนิธิ ทั้งหลายเหมือนกัน ซึ่งสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติก็มีระบบการประสานเป็นรายวัน อยู่แล้ว เช่นเดียวกันหากได้รับอนุญาตให้จัดตั้งศูนย์ฉุกเฉินเลขหมายเดียวสากลนี้นะครับ จะสามารถเชื่อมโยงการปฏิบัติการต่าง ๆ ได้ทันที เพียงเพิ่มส่วนของตํารวจเข้ามาร่วมด้วย นะครับ สําหรับการเพิ่มศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉินหมายเลขเดียวสากลนี้ เพิ่มมาอีก ๑ ศูนย์นี้ ต้องไม่ทําให้เสียเวลาไปอีก ๑ ขั้นตอน ด้วยระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัยในปัจจุบันนี้ ผู้ที่อยู่ที่ศูนย์รับแจ้งเหตุนี้ถามผู้แจ้ง ศูนย์รับแจ้งพื้นที่นี้ก็จะได้ยินด้วยนะครับ เมื่อศูนย์รับแจ้งนี้ คีย์ (Key) ข้อมูลเข้าระบบ ศูนย์จ่ายงานในพื้นที่ทั้ง ๓ ส่วนนี้จะเห็นข้อมูลที่หน้าจอด้วย ซึ่งการจ่ายงานก็สามารถทําได้เลยไม่ต้องถามซ้ํานะครับ ทําให้ไม่เสียเวลาไปอีก ๑ ขั้นตอน ศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉินเลขหมายเดียวจึงไม่ใช่เป็นแค่โอเปอเรเตอร์ (Operator) นะครับ ไม่ใช่รับแล้วส่งต่อนะครับ แต่ยังทําหน้าที่ในเรื่องของการสนับสนุนข้อมูลต่าง ๆ ให้กับศูนย์ จ่ายงานทั้งหลายเหล่านั้นนะครับ เช่นข้อมูลการยืนยันตัวบุคคล ไปถึงจุดเกิดเหตุสามารถ ทําฟิงเกอร์พรินต์ (Fingerprint) แล้วที่ศูนย์จะบอกได้ว่าคนนี้เป็นใคร โดยดึงข้อมูลจาก กรมการปกครอง รู้ข้อมูลสุขภาพ รู้ว่าคนไข้คนนี้มีโรคประจําตัวอะไร แพ้ยาอะไรในขณะนั้นเลย ตั้งแต่จุดเกิดเหตุเลยนะครับ รวมถึงข้อมูลเส้นทางที่ดีที่สุดที่จะไปถึง หรือไปถึงโรงพยาบาล รวมถึงข้อมูลศักยภาพทั้งหลาย เช่น เตียงว่าง เลือด หรือว่าผู้เชี่ยวชาญต่าง ๆ เป็นต้นนะครับ รวมถึงศูนย์จะทําหน้าที่ในการสนับสนุนข้อมูลต่าง ๆ ให้กับทีมต่าง ๆ ที่ออกปฏิบัติการด้วย แล้วก็รับข้อมูลทั้งหลายที่ออกปฏิบัติการเข้ามารวบรวมที่ศูนย์ เพื่อจะทําการสังเคราะห์เพื่อสู่ การตัดสินใจของผู้บริหารหรือการพัฒนาทางวิชาการ รวมถึงการสื่อสารสู่สาธารณะด้วย เรียนท่านประธานครับ คนไข้ฉุกเฉินกับคนไข้ฉุกเฉินวิกฤตไม่เหมือนกันนะครับ คนไข้ฉุกเฉิน วิกฤตจะมีปัญหาเรื่องระบบไหลเวียนหรือระบบหายใจล้มเหลว ซึ่งต้องการการช่วยเหลือ ภายใน ๕ นาทีนะครับ ซึ่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะองค์การบริหารส่วนจังหวัด จะเป็นหน่วยงานที่มีโอกาสปฏิรูปไปสู่การช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตให้สําเร็จ เพราะ บุคลากรผู้ปฏิบัติการในระบบการแพทย์ฉุกเฉินในปัจจุบันนี้แม้จะมีจํานวนถึง ๑๖๔,๐๐๐ กว่าคน แต่ส่วนใหญ่ยังเป็นบรรดามูลนิธิอาสาสมัครเสียเยอะนะครับ ส่วนน้อยมากเลยก็จะมีแพทย์ พยาบาล ซึ่งปัจจุบันนี้มีนักปฏิบัติการฉุกเฉินการแพทย์ที่เรียกว่า พาราเมดิก (Paramedic) จบปริญญาตรีเพียง ๑๙๑ คน ซึ่งสามารถให้น้ําเกลือได้ ใส่ท่อช่วยหายใจได้ เจาะลมออกจาก ปอดได้ ทําหัตถการบางอย่างที่เป็นเวชกรรมได้ ซึ่งมีจํานวนอยู่น้อยมาก แต่เราต้องการ คนเหล่านี้ในทีมปฏิบัติการฉุกเฉินระดับสูง ที่ไปจุดเกิดเหตุแล้วไม่ใช่ไปรีบรับแล้วรีบส่ง แต่หมายถึงว่าสามารถทําหัตถการเหล่านี้ได้ในจุดเกิดเหตุเลยนะครับ ในองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นยังต้องการการกําหนดตําแหน่งบุคคลเหล่านี้ ปัจจุบันนี้มีรถพยาบาลฉุกเฉินแม้ว่า จะมีถึง ๑๔,๕๔๑ คันทั่วประเทศ แต่มีรถพยาบาลระดับสูงอยู่เพียง ๒,๖๐๐ คันเท่านั้นเอง ซึ่งแทบทั้งหมดนี้ต้องจอดสแตนด์บาย (Standby) อยู่ในโรงพยาบาล เพราะเราต้องการ ทั้งทีมนะครับที่ไปสแตนด์บาย (Standby) ที่สามารถเข้าถึงจุดเกิดเหตุได้ครอบคลุมพื้นที่ ภายใน ๕-๘ นาทีนะครับ ในภาพต่อไปนี้แสดงถึงความแตกต่างของการจัดรถพยาบาลฉุกเฉิน ระดับสูงและทีมกู้ชีพระดับสูงให้ครอบคลุมพื้นที่เพื่อให้เข้าถึงจุดเกิดเหตุได้ทันเวลาภายใน ๕-๘ นาที ซึ่งต่างประเทศเขาก็จะมีการกําหนดจุดจอดไว้ด้วยกัน ทั้งรถดับเพลิง รถกู้ภัย แล้วก็รถพยาบาลระดับสูงไว้ด้วยกันที่สถานีดับเพลิงนะครับ

ตัวอย่างที่จังหวัดอุบลราชธานี อบจ. อุบลราชธานีทําหน้าที่เป็นศูนย์จ่ายงาน ๑๖๖๙ แล้ว ปัจจุบันรับแจ้งเหตุฉุกเฉินทุกเรื่อง สําหรับการช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต ในจังหวัดอุบลราชธานีนั้นเป็นโมเดล (Model) ที่ทําได้สําเร็จ คือพื้นที่อําเภอเมืองและอําเภอ วารินชําราบ มีการแบ่งพื้นที่กันระหว่างองค์การบริหารส่วนจังหวัด โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ โรงพยาบาล ๕๐ พรรษามหาวชิราลงกรณ์ โรงพยาบาลค่ายสังกัดกระทรวงกลาโหมและโรงพยาบาล วารินชําราบ เป็นที่แรกในประเทศไทยที่กําหนดให้รถพยาบาลระดับสูงและทีมกู้ชีพระดับสูง ครอบคลุมเพื่อให้เข้าถึงจุดเกิดเหตุให้ได้ภายใน ๕-๘ นาที โดยบูรณาการร่วมกันระหว่าง หน่วยงานต่าง ๆ ดังกล่าวครับ สําหรับในส่วนจังหวัดสงขลาก็ขออนุญาตเรียนเชิญท่านนายก อบจ. สงขลาครับ ขอบคุณท่านประธานครับ