ชูศิลป์ คุณาไทย หารือปัญหาข้อบกพร่องของระบบการแพทย์ฉุกเฉิน โดยเฉพาะการแจ้งเหตุ การช่วยเหลือในที่เกิดเหตุ และการรับส่งต่อผู้ป่วย ซึ่งส่งผลให้ห้องฉุกเฉินแออัดและคุณภาพบริการลดลง พร้อมเสนอให้มีการปฏิรูประบบอย่างเร่งด่วน ทั้งการจัดตั้งศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉินหมายเลขเดียวสากล การเพิ่มประสิทธิภาพของหน่วยกู้ชีพ การเชื่อมโยงเทคโนโลยีและบุคลากรระหว่างหน่วยงาน และการบรรจุการเรียนปฐมพยาบาลในหลักสูตรโรงเรียน รวมถึงการกำหนดแนวทางชัดเจนด้านงบประมาณให้ท้องถิ่น เพื่อยกระดับการดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินก่อนถึงโรงพยาบาลอย่างมีประสิทธิภาพและลดการสูญเสียชีวิต
การเจ็บป่วยฉุกเฉินจากอุบัติเหตุ ทางจราจรเพียงอย่างเดียวก็เป็นภาระที่หนักสําหรับการรักษาพยาบาลอยู่แล้ว ก็ยังก่อให้เกิด ความสูญเสียของประเทศโดยรวม เป็นมูลค่าในมิติทางเศรษฐกิจไม่ต่ํากว่า ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ต่อปี ทั้งที่เรื่องนี้สามารถจะป้องกันและลดการสูญเสียลงได้ครับ จากข้อมูลของราชวิทยาลัย ศัลยแพทย์แห่งประเทศไทยที่ได้สํารวจสถานการณ์ห้องตรวจฉุกเฉินในโรงพยาบาลของรัฐ ทั่วประเทศ พบว่าในรอบ ๑๐ ปีมานี้จํานวนครั้งของผู้ป่วยที่มารับบริการที่ห้องฉุกเฉินมีจํานวน เพิ่มขึ้นมากกว่า ๑ เท่าตัว จากจํานวน ๑๒ ล้านครั้ง ในปี ๒๕๔๕ เป็นจํานวน ๒๔ ล้านครั้ง ในปี ๒๕๕๕ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยที่ศักยภาพของการบริการฉุกเฉินของ โรงพยาบาลไม่ได้รับการพัฒนาตามไปด้วยจึงสร้างปัญหาจากความแออัดของผู้ป่วยฉุกเฉิน ในห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลทุกระดับ และส่งผลให้เกิดปัญหาของคุณภาพในการบริการ ฉุกเฉินของโรงพยาบาลตามมา ตั้งแต่คุณภาพของห้องฉุกเฉินไม่ดีพอ ห้องผ่าตัดไม่พอ เตียงไอซียู (ICU) ไม่พอบริการ ปัญหาดังกล่าวยังส่งผลให้ประชาชนที่ป่วยเจ็บฉุกเฉินจํานวนหนึ่งต้องไป พึ่งพาโรงพยาบาลในภาคเอกชน โดยเฉพาะในยามฉุกเฉินมีความจําเป็นต้องเข้าโรงพยาบาล ที่อยู่ใกล้ก่อน ปัญหาที่ตามมาคือเรื่องค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลยังเป็นภาระที่สร้าง ความเดือดร้อนแต่มีความจําเป็นของประชาชนที่ต้องเจ็บป่วยฉุกเฉินครับ ข้อมูลจากสถาบัน การแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติพบว่ามีผู้เจ็บป่วยฉุกเฉินที่เสียชีวิตอยู่ภายนอกโรงพยาบาล มีจํานวนประมาณ ๖๐,๐๐๐ คนต่อปีถ้าระบบการแพทย์ฉุกเฉินของประเทศมีประสิทธิภาพ ที่ดีกว่านี้จะช่วยชีวิตหรือรักษาชีวิตของผู้ป่วยฉุกเฉินได้เพิ่มขึ้นอีกประมาณมากกว่า ๒๐ เปอร์เซ็นต์ มูลค่าของชีวิตของประชาชนประมาณ ๑๒,๐๐๐ คนต่อปีที่ยังไม่สมควร จะต้องเสียชีวิตมีมูลค่ามหาศาลครับในประเทศญี่ปุ่นซึ่งเป็นประเทศที่มีระบบการแพทย์ ฉุกเฉินที่ดีที่สุดสามารถช่วยชีวิตผู้เจ็บป่วยฉุกเฉินได้ถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ระบบการแพทย์ ฉุกเฉินเราจะแบ่งเป็น ๒ ขั้นตอนใหญ่ ๆ คือการแพทย์ฉุกเฉินช่วงก่อนถึงโรงพยาบาล และ การแพทย์ฉุกเฉินในโรงพยาบาล การแพทย์ฉุกเฉินช่วงก่อนถึงโรงพยาบาลจะเริ่มจากประชาชน พบหรือทราบภาวะฉุกเฉินร้องขอความช่วยเหลือ โดยการโทรแจ้งเหตุและรับแจ้งเหตุฉุกเฉิน แล้วตามมาด้วยการจ่ายงานให้หน่วยกู้ชีพหรือหน่วยปฏิบัติการฉุกเฉินออกปฏิบัติการ ช่วยเหลือในที่เกิดเหตุและนําผู้บาดเจ็บหรือผู้ป่วยฉุกเฉินส่งโรงพยาบาล
ต่อไปก็จะเป็นขั้นตอนของการแพทย์ฉุกเฉินในโรงพยาบาลที่เริ่มจากการ ช่วยเหลือในห้องฉุกเฉินและบําบัดรักษาในโรงพยาบาล หรือส่งต่อโรงพยาบาลอื่นเพื่อรับไว้ รักษาต่อจนผู้เจ็บป่วยนั้นพ้นจากภาวะฉุกเฉิน ภาพนี้ก็เป็นภาพของเด็กชายอายุ ๒ ปี ๔ เดือนนะครับ อยู่ในสภาพของสมองตายแล้วก็ได้เสียชีวิตในวันต่อมา ผู้ป่วยรายนี้ได้รับ การบาดเจ็บขณะนั่งรถเก๋ง แล้วก็ถูกรถตู้ชน ทําให้เด็กกระเด็นหลุดออกจากตัวรถ พลเมืองดี ผู้ประสบเหตุเห็นว่าไม่มีหน่วยกู้ชีพมาช่วย จึงได้พยายามให้การช่วยเหลือโดยอุ้มเด็กขึ้นรถ มอเตอร์ไซค์แล้วนําไปส่งโรงพยาบาลอําเภอที่อยู่ใกล้ โรงพยาบาลอําเภอได้ส่งต่อโรงพยาบาล จังหวัด โรงพยาบาลจังหวัดรับรักษาไว้ ๕ วัน ไม่สามารถจะส่งเด็กเพื่อรับการรักษาต่อ ในโรงพยาบาลที่พร้อมให้การรักษาได้ทันเวลา เด็กมีอาการสมองตายแล้วก็ได้เสียชีวิต ในวันต่อมา พ่อและแม่ของผู้ป่วยต้องการให้เป็นตัวอย่างเพื่อให้ระบบการช่วยฉุกเฉิน ของประเทศได้รับการปฏิรูปให้ดีขึ้น ผู้ป่วยรายนี้ก็เป็นตัวอย่างของข้อบกพร่องของระบบ การแพทย์ฉุกเฉินเกือบทุกขั้นตอนนะครับ เริ่มจากรถถ้าไม่ขับเร็วในเขตชุมชนก็อาจจะไม่เกิด อุบัติเหตุ ถ้าเด็กเล็กมีคาร์ซีต (Car seat) ที่รัดเข็มขัดสําหรับเด็กก็จะไม่หลุดออกจากตัวรถ ทําให้บาดเจ็บสาหัส ถ้าการรับแจ้งเหตุฉุกเฉินและการจ่ายงานที่มีประสิทธิภาพพอก็จะมี ทีมกู้ชีพพร้อมรถพยาบาลระดับสูงมาช่วยในที่เกิดเหตุได้ทันเวลา ถ้าประชาชนที่ประสบ เหตุการณ์มีความรู้ในเรื่องการเจ็บป่วยฉุกเฉินก็จะสามารถช่วยเหลือในที่เกิดเหตุได้อย่าง ถูกวิธี โดยไม่อุ้มเด็กขึ้นรถมอเตอร์ไซค์ไปส่งโรงพยาบาล เพราะว่าเด็กรายนี้มีกระดูกต้นคอหัก อาจจะไปทําให้ซ้ําเติมการบาดเจ็บเพิ่มขึ้นได้ ถ้าระบบการแพทย์ฉุกเฉินในโรงพยาบาลทําได้ดี เด็กได้รับการช่วยเหลือบําบัดรักษาในโรงพยาบาล หรือส่งไปรับการรักษาต่อได้อย่าง มีประสิทธิภาพ ทันต่อเวลา โดยไม่ต้องเสียชีวิต พบว่ามีประชาชนที่ป่วย เจ็บ ฉุกเฉิน ที่ผ่าน ช่องว่างของระบบ เช่นเดียวกับเด็กรายนี้ต้องเสียชีวิตประมาณปีละไม่น้อยกว่า ๒๐,๐๐๐ คน ถ้าเราสามารถอุดช่องว่างเหล่านี้ได้บ้างก็จะลดการสูญเสียชีวิตได้เพิ่มขึ้นอีกครับท่านประธาน จากข้อบกพร่องทั้งหมดเราก็พอจะสรุปข้อบกพร่องของระบบการแพทย์ฉุกเฉินได้ดังนี้
ประการที่ ๑ คือข้อบกพร่องของการแจ้งเหตุและรับแจ้งเหตุฉุกเฉิน
ประการที่ ๒ ข้อบกพร่องของการจ่ายงานและการช่วยเหลือในที่เกิดเหตุของ หน่วยกู้ชีพ
ประการที่ ๓ เป็นปัญหาจากคุณภาพและประสิทธิภาพในการบริการฉุกเฉิน ในโรงพยาบาล ระหว่างโรงพยาบาล รวมทั้งการคุ้มครองสิทธิของผู้ป่วยฉุกเฉิน
ประการสุดท้าย ก็คือการป้องกันการเจ็บป่วยฉุกเฉิน โดยเฉพาะการบาดเจ็บจาก อุบัติเหตุทางจราจรซึ่งยังไม่ได้ผลพียงพอที่จะลดการสูญเสียในระยะยาวได้ จากข้อบกพร่อง ของระบบมีหลายสมควรที่จะต้องได้รับการปฏิรูปและพัฒนาอย่างเร่งด่วน โดยมีประเด็น ปฏิรูปคือ ระบบการแพทย์ฉุกเฉินช่วงก่อนถึงโรงพยาบาล สําหรับการแพทย์ฉุกเฉินในโรงพยาบาล และการป้องกันการเจ็บป่วยฉุกเฉินนั้นเป็นวาระพัฒนาที่หน่วยงานของรัฐเกือบจะทุกหน่วยงาน ของกระทรวงสาธารณสุข โดยเฉพาะท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ท่านได้ดําเนินการ แก้ไขเรื่องนี้อยู่แล้วอย่างเร่งด่วน จึงขอขับเคลื่อนการปฏิรูประบบการแพทย์ฉุกเฉินช่วงก่อน ส่งโรงพยาบาลเท่านั้น ในประเด็นการแจ้งเหตุได้รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน กับประเด็นการจ่ายงาน และการปฏิบัติการฉุกเฉินในที่เกิดเหตุของทีมกู้ชีพเท่านั้น ท่านประธานครับ การปฏิรูป ระบบการแพทย์ฉุกเฉินช่วงก่อนถึงโรงพยาบาล ในประเด็นการแจ้งเหตุ ได้รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน เราพบว่าระบบที่ทําอยู่เดิมมีข้อบกพร่องสรุปได้ ๔ ประการคือ
ประการแรก ขาดการเข้าถึงของประชาชน
ประการที่ ๒ ขาดประสิทธิภาพ
ประการที่ ๓ ไม่มีความเป็นมาตรฐานสากล
ประการที่ ๔ เป็นปัญหาของประชาชนขาดความรู้ความเข้าใจเรื่องการเจ็บป่วย ฉุกเฉิน
การขาดการเข้าถึงของประชาชนในประการแรก ก็คือประชาชนร้องขอ ความช่วยเหลือไม่ได้ เพราะโทรแจ้งเหตุฉุกเฉินไม่ได้ ไม่ได้จากจําเบอร์โทรศัพท์ไม่ได้ เพราะว่ามีหลายหมายเลขเหลือเกิน หลายหน่วยงาน โทรศัพท์แจ้งเหตุไม่ได้เพราะว่าไปเกิด เหตุฉุกเฉินในพื้นที่ห่างไกล เช่นบนภูเขา ในป่า หรือบนเกาะ ซึ่งสัญญาณโทรศัพท์ไปไม่ถึง โทรศัพท์แจ้งเหตุไม่ได้เพราะว่าไปติดผิดหน่วยงาน ผิดพื้นที่ เช่น แจ้งเหตุฉุกเฉินที่จังหวัด สิงห์บุรี ไปติดที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา แจ้งเหตุฉุกเฉินที่จังหวัดสุรินทร์ ไปติดที่จังหวัด บุรีรัมย์ หรือแจ้งเกิดเหตุที่จังหวัดเชียงใหม่แต่มาติดที่กรุงเทพมหานคร นอกจากนี้แล้ว ระบบเดิมก็ยังไม่มีเครื่องมือที่จะช่วยการแจ้งเหตุให้ง่ายขึ้นสําหรับประชาชนในกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้พิการบางประเภท เด็กและผู้สูงอายุ
สําหรับข้อบกพร่องในเรื่องของการขาดประสิทธิภาพ เราพบว่าระบบเดิม ไม่สามารถจะบอกตําแหน่งของผู้แจ้งหรือที่เกิดเหตุฉุกเฉิน ระบบเดิมไม่ช่วยให้เกิด การประสานงานของหน่วยปฏิบัติการฉุกเฉินหลาย ๆ ด้านพร้อมกัน ระบบเดิมไม่มีระบบ ที่จะติดตามผลการปฏิบัติงานหรือประเมินผลการปฏิบัติการช่วยฉุกเฉินของหน่วยปฏิบัติการ ฉุกเฉิน ขอยกตัวอย่างเช่น กรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้แล้วก็มีผู้บาดเจ็บ จะต้องมีการประสาน การปฏิบัติงานของหน่วยปฏิบัติการฉุกเฉินหลาย ๆ ด้านมาช่วยกัน เช่น หน่วยไฟฟ้ามาตัดไฟฟ้า เพื่อให้หน่วยกู้ภัยเข้ามาทําการดับเพลิง ตํารวจเข้ามาควบคุมพื้นที่เพื่อให้หน่วยแพทย์ฉุกเฉิน ทีมกู้ชีพเข้ามาดูแลให้การรักษาผู้บาดเจ็บในพื้นที่เกิดเหตุ และนําส่งโรงพยาบาลได้ทัน
สําหรับข้อบกพร่องจากระบบเดิมไม่มีความเป็นมาตรฐานสากล เพราะว่าไม่มี ระบบเชื่อมโยงระหว่างประเทศ คนไทยไปต่างประเทศแจ้งเหตุฉุกเฉินทําได้ยาก นักท่องเที่ยว ต่างชาติ ต่างภาษามาเมืองไทยแจ้งเหตุฉุกเฉินทําได้ยากเช่นกันครับ
สําหรับปัญหาของประชาชนในประเด็นการแจ้งเหตุฉุกเฉินนั้น เป็นเพราะว่า ประชาชนขาดความรู้เรื่องการเจ็บป่วยฉุกเฉิน แล้วก็ไม่รู้วิธีการแจ้งเหตุฉุกเฉิน ทําให้ประชาชน ไม่ทราบว่าอาการนําของโรคที่จะทําให้เกิดภาวะฉุกเฉินเป็นอย่างไร เช่น อาการเจ็บแน่นหน้าอก อย่างรุนแรง เป็นอาการฉุกเฉินของโรคหลอดเลือดหัวใจ ถ้าทราบก็จะมีเวลารีบโทรศัพท์แจ้ง ขอความช่วยเหลือได้ทัน โดยรู้วิธีการโทรศัพท์แจ้งเหตุฉุกเฉินด้วย และการที่ประชาชน ขาดความรู้ความสามารถในการให้การช่วยเหลือผู้ที่ตกอยู่ในภาวะฉุกเฉิน เช่น ความรู้เรื่อง การปฐมพยาบาลและการช่วยฟื้นคืนชีพ ถ้าประชาชนมีความรู้ความชํานาญในเรื่องนี้พอ เมื่อประสบเหตุการณ์ฉุกเฉินก็จะสามารถให้การช่วยเหลือญาติพี่น้องหรือผู้อื่นได้ทันท่วงที ในระหว่างรอเวลาที่หน่วยกู้ชีพจะเดินทางมาถึง
สําหรับแนวทางในการแก้ไขข้อบกพร่องของการแจ้งเหตุ และรับแจ้ง เหตุฉุกเฉินนั้น จะต้องเริ่มต้นด้วยประชาชนสามารถที่จะโทรศัพท์แจ้งเหตุฉุกเฉินด้วย โทรศัพท์หมายเลขฉุกเฉินหมายเลขเดียวสากล ทําให้ประชาชนไม่ต้องจดจําหมายเลขนะครับ เพียงแต่กดปุ่มฉุกเฉินของโทรศัพท์ก็จะให้แจ้งเหตุฉุกเฉินได้ทันที มีศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน ที่เดียว หมายเลขเดียวเป็นสากล ทําหน้าที่รับแจ้งเหตุฉุกเฉินทุกประเภท ทุกด้าน เช่น การแพทย์ฉุกเฉินสําหรับหน่วยกู้ชีพ ฉุกเฉินเหตุเพลิงไหม้สําหรับหน่วยกู้ภัย ฉุกเฉิน ด้านความปลอดภัยสําหรับตํารวจ ศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉินจะต้องมีเครื่องมือระบบเทคโนโลยี สารสนเทศที่สามารถแก้ไขข้อบกพร่องของการแจ้งเหตุและรับแจ้งเหตุฉุกเฉิน ตามที่ได้กล่าว มาแล้วทั้งหมดนะครับ ก็ยังสามารถที่จะแจ้งข่าวเหตุฉุกเฉินหรือภัยพิบัติให้ประชาชน และสื่อทราบทันทีได้
สําหรับปัญหาของความรู้ของประชาชนนั้น การที่จะให้ประชาชนมีความรู้ ความชํานาญ และมีจิตสํานึกในเรื่องนี้ได้นั้นคือการให้ความรู้ตั้งแต่เป็นนักเรียนในโรงเรียน ให้มีการเรียนการสอนวิชาปฐมพยาบาลและการช่วยฟื้นคืนชีพ
สรุปแล้ววิธีดําเนินการแก้ไขนะครับ ก็คือ
ประการแรก โดยการจัดตั้งศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉินหมายเลขเดียวสากล โดยเร็ว ให้ประสบผลสําเร็จและประหยัดงบประมาณ
ประการที่ ๒ เสนอกระทรวงศึกษาธิการ บรรจุรายวิชาการปฐมพยาบาล และการช่วยฟื้นคืนชีพในหลักสูตรระดับมัธยมศึกษา
ท่านประธานครับ เราได้กําหนดตัวชี้วัดความสําเร็จของศูนย์รับแจ้งเหตุ ฉุกเฉินหมายเลขเดียวสากลดังต่อไปนี้ ประการแรก ประชาชนสามารถแจ้งเหตุฉุกเฉิน ทุกด้านด้วยปุ่มโทรฉุกเฉินจากทุกพื้นที่ของประเทศ ประการที่ ๒ ศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน สามารถรับแจ้งเหตุฉุกเฉินได้ภายในเวลา ๑๐ วินาที ศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉินสามารถ บอกตําแหน่งที่เกิดเหตุฉุกเฉิน พลาดได้ไม่เกิน ๒๐๐ เมตร ศูนย์รับแจ้งช่วยให้มีการจ่ายงาน ในพื้นที่ภายใน ๖๐ วินาทีนับแต่รับแจ้งเหตุ ศูนย์รับแจ้งช่วยให้มีการประสานการปฏิบัติงาน ช่วยฉุกเฉินจากทุกหน่วยงาน และศูนย์รับแจ้งเหตุต้องมีความเป็นมาตรฐานสากล
ท่านประธานครับ สําหรับการปฏิรูปในประเด็นต่อไปคือการจ่ายงานให้หน่วย กู้ชีพออกไปช่วยเหลือในที่เกิดเหตุได้นําส่งโรงพยาบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันต่อเวลา เป้าหมายของงานคือการช่วยชีวิตและลดความพิการของผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต ซึ่งจําเป็นจะต้อง ใช้ทีมกู้ชีพระดับสูง พร้อมรถพยาบาลระดับสูง รถพยาบาลระดับสูงจะต้องเป็นรถพยาบาล ที่มีอุปกรณ์เครื่องมือแพทย์การช่วยชีวิตครบถ้วน มีระบบสื่อสารเทคโนโลยีที่เชื่อมต่อกับ ระบบบริการทางด่วนฉุกเฉินของโรงพยาบาล และทีมกู้ชีพระดับสูงจะต้องเป็นทีมงานที่เป็น แพทย์พยาบาลเวชศาสตร์ฉุกเฉินหรือนักปฏิบัติการฉุกเฉินการแพทย์ จากข้อมูลของสถาบัน การแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติเราพบว่าการปฏิบัติการฉุกเฉินนอกโรงพยาบาลส่วนใหญ่ยังเป็น การปฏิบัติการของทีมกู้ชีพเบื้องต้น สามารถเข้าถึงเหตุเกิดฉุกเฉินภายในเวลา ๘ นาที มีจํานวนเพียง ๔๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น แล้วก็ทีมงานของหน่วยกู้ชีพเบื้องต้นก็เป็นเพียง อาสาสมัครฉุกเฉินหรืออาสาสมัครของมูลนิธิซึ่งไม่มีขีดความสามารถพอที่จะช่วยชีวิตผู้ป่วย ฉุกเฉินวิกฤตได้ ทีมกู้ชีพระดับสูงที่ออกปฏิบัติการภายใน ๘ นาทีมีจํานวนน้อยจนแทบจะ นับว่าปฏิบัติการไม่ได้ ผลที่ตามมาก็คือประชาชนประมาณ ๖๐,๐๐๐ คนต่อปีเสียชีวิต อยู่นอกโรงพยาบาล มีผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตที่มาโรงพยาบาลด้วยระบบของการแพทย์ฉุกเฉิน มีเพียง ๑๔ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น นอกนั้นญาติพี่น้องหรือผู้อื่นพามา ๘๖ เปอร์เซ็นต์ ก็อาจจะเป็น ปัญหารอแพทย์ฉุกเฉินไม่ได้ มีผู้ป่วยฉุกเฉินเสียชีวิตระหว่างนําส่งโรงพยาบาล ๕.๗ เปอร์เซ็นต์ ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตเสียชีวิตระหว่างนําส่งโรงพยาบาลมากกว่า ๒๐ เปอร์เซ็นต์ จากข้อมูล ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้พอจะสรุปเป็นข้อบกพร่องของงานได้ ๓ ประการ ประการแรกคือการ จ่ายงานและการประสานงานเพื่อที่จะให้ทีมกู้ชีพที่เหมาะสมกับงานยังไม่ดีพอ ประการที่ ๒ บุคลากรของทีมกู้ชีพยังขาดสมรรถภาพในการช่วยชีวิตผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต ณ จุดเกิดเหตุ ประการที่ ๓ รถพยาบาลระดับสูงมีจํานวนไม่เพียงพอ ไม่ครอบคลุมพื้นที่ปฏิบัติการ นอกจาก จะมีจํานวนไม่เพียงพออยู่แล้ว รถพยาบาลระดับสูงยังจะต้องจอดรออยู่เฉพาะในพื้นที่ของ โรงพยาบาลเท่านั้น ทําให้การออกปฏิบัติงานจึงไม่ทันต่อเวลา
แนวทางแก้ไข คือการจัดตั้งศูนย์จ่ายงานในพื้นที่ของจังหวัด เป็นศูนย์จ่ายงาน ที่มีประสิทธิภาพมีเครื่องมือระบบสื่อสารเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัย พร้อมบุคลากรประจําครบ มีระบบสื่อสารเทคโนโลยีสารสนเทศที่เชื่อมต่อกับระบบของศูนย์รับแจ้งเหตุหมายเลขเดียว เชื่อมกับหน่วยกู้ชีพที่พร้อมปฏิบัติการทั่วพื้นที่ มีระบบเชื่อมต่อกับระบบทางด่วนบริการ ฉุกเฉินของโรงพยาบาลในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี มีรถพยาบาลระดับสูงจํานวนมากพอกระจาย จุดจอดครอบคลุมพื้นที่เพื่อบริการช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติ มีรถพยาบาลเบื้องต้น พร้อมทีมกู้ชีพเบื้องต้นครอบคลุมพื้นที่สําหรับบริการช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินไม่วิกฤต
วิธีดําเนินการ ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับองค์การบริหารส่วนจังหวัด เป็นหลักในการดําเนินงาน และบริหารจัดการการแพทย์ฉุกเฉินนอกโรงพยาบาลในพื้นที่ โดยมีการบูรณาการของงานระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกระดับ และเครือข่ายของ หน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่มีการส่งเสริมและสนับสนุนจากกระทรวงสาธารณสุข โดยสาธารณสุขจังหวัด โรงพยาบาลศูนย์ หรือโรงพยาบาลจังหวัด และสถาบันการแพทย์ ฉุกเฉินแห่งชาติร่วมกัน ด้วยศักยภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในระดับจังหวัด จะสามารถสนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกระดับร่วมกับหน่วยงานของกระทรวง สาธารณสุขพัฒนาระบบสื่อสารเทคโนโลยีสารสนเทศ พร้อมทั้งบุคลากรประจําศูนย์เพื่อ จ่ายงานให้กับหน่วยกู้ชีพ มีระบบเชื่อมต่อระหว่างศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉินหมายเลขเดียว เชื่อมต่อกับหน่วยกู้ชีพและโรงพยาบาลศูนย์ หรือโรงพยาบาลจังหวัดในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี สามารถที่จะพัฒนารถพยาบาลในระดับสูงพร้อมทีมกู้ชีพระดับสูงให้มีจํานวนพอ กระจาย จุดจอดพร้อมปฏิบัติการอยู่ครอบคลุมทุกพื้นที่ ตัวอย่างความสําเร็จของศูนย์จ่ายงานในพื้นที่ ก็คือจังหวัดอุบลราชธานี และจังหวัดสงขลา ที่มีองค์การบริหารส่วนจังหวัดเป็นหลักในการ ดําเนินงาน และบริหารจัดการการแพทย์ฉุกเฉินนอกโรงพยาบาล และยังสามารถบูรณาการ งานฉุกเฉินด้านอื่น ๆ เช่น หน่วยกู้ภัยดับเพลิง และงานฉุกเฉินด้านความปลอดภัยของตํารวจ มารวมอยู่กันเพื่อให้มีการประสานงานฉุกเฉินร่วมกันที่ศูนย์จ่ายงานของจังหวัด
การดําเนินงานในเรื่องนี้นะครับ ถึงแม้ว่าจะมีพระราชบัญญัติกําหนดแผน และขั้นตอนการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในมาตรา ๑๖ และมาตรา ๑๗ แต่ก็ไม่ได้กําหนดเรื่องการบริการการแพทย์ฉุกเฉินนอกโรงพยาบาลไว้ให้ชัดเจน ทําให้องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นหลายแห่งเกิดความลังเล ไม่มั่นใจในเรื่องของการใช้งบประมาณ เช่น การจัดหารถพยาบาลระดับสูง และอุปกรณ์ทางการแพทย์ฉุกเฉินนอกโรงพยาบาล จึงไม่ได้ ดําเนินการเรื่องนี้อย่างเต็มความสามารถ ดังนั้นการดําเนินการให้มีระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการดําเนินงานและบริหารจัดการการแพทย์ฉุกเฉินนอกโรงพยาบาล โดยองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น พร้อมแนวทางปฏิบัติและหลักเกณฑ์การเบิกจ่ายงบประมาณ จะเป็น ทางออกที่เอื้อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามารับผิดชอบดําเนินการในเรื่องนี้อย่าง เต็มความสามารถครับ ภาพนี้ก็เป็นภาพรวมของความสําเร็จของการปฏิรูประบบการแพทย์ ฉุกเฉินก่อนถึงโรงพยาบาลนะครับ เรามีศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉินหมายเลขเดียวสากล รับแจ้ง เหตุฉุกเฉินทุกประเภทจากประชาชนทุกพื้นที่ได้ มีศูนย์จ่ายงานในพื้นที่ของจังหวัดที่มี ประสิทธิภาพ มีหน่วยกู้ชีพพร้อมรถพยาบาลระดับสูงกระจายครอบคลุมทั่วพื้นที่ของประเทศ มีระบบงาน และเครื่องมือสารสนเทศเชื่อมโยงต่อกันทุกระดับเพื่อช่วยเหลือประชาชน ในภาวะฉุกเฉิน ตั้งแต่จุดเกิดเหตุได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทันต่อเวลา ทําให้ลดการสูญเสีย ชีวิตและพิการ รวมทั้งการสูญเสียอื่น ๆ จากการเจ็บป่วยฉุกเฉินของประชาชนที่สามารถ ป้องกันได้ ท่านประธานครับ ผมจะขออนุญาตให้ดอกเตอร์นายแพทย์ไพโรจน์ บุญศิริคําชัย รองเลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติและคุณนิพนธ์ บุญญามณี นายกองค์การ บริหารส่วนจังหวัดสงขลา ได้ดําเนินการเสนอต่อตามลําดับนะครับ ผมจะขอกลับมาสรุป ข้อเสนอแนะในการดําเนินการต่อภายหลังครับ