สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๐ · ๒๖ เมษายน ๒๕๕๙

คุรุจิต นาครทรรพ หารือเรื่องการเก็บภาษีเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเกินเกณฑ์มาตรฐานสุขภาพ และเสนอให้เพิ่มนิยามของเครื่องดื่มในภาษีสรรพสามิต โดยให้ครอบคลุมถึงเครื่องดื่มในภาชนะปิดสนิท รวมถึงน้ำอัดลมในกระป๋อง และเสนอเก็บภาษีตามความเข้มข้นของน้ำตาล โดยหวังว่าการเก็บภาษีนี้จะช่วยลดการบริโภคน้ำตาลของคนไทยและลดโรคเบาหวาน

นายคุรุจิต นาครทรรพ

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพ กระผม คุรุจิต นาครทรรพ ก่อนอื่นก็ต้องขอขอบพระคุณคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ที่เสนอรายงาน เรื่อง การป้องกัน และควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพด้านอาหารและโภชนาการ ในประเด็นการจัดเก็บภาษี เครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ําตาลเกินเกณฑ์มาตรฐานสุขภาพ ผมเข้าใจในเจตนาดีของท่านที่เสนอ ขึ้นมานะครับ แต่ว่าเมื่อได้อ่านดูแล้วก็พบว่าสาระสําคัญในรายงานที่ท่านเสนอนี้ ก็คือเสนอ ให้แก้ไขกฎหมายภาษีสรรพสามิต โดยให้เพิ่มนิยามคําว่า เครื่องดื่ม ตามประกาศกระทรวง สาธารณสุขที่ออกตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. ๒๕๒๒ เพื่อให้ครอบคลุมถึงเครื่องดื่ม ในภาชนะปิดสนิท ซึ่งนอกจากจะรวมถึงน้ําอัดลมในกระป๋องแล้ว ก็ยังรวมถึงในกล่องที่บรรจุ ชา กาแฟ นมถั่วเหลือง นมปรุงแต่ง ผลิตภัณฑ์นม นมเปรี้ยว เครื่องดื่มเกลือแร่ต่าง ๆ ที่มี ปริมาณน้ําตาลเกิน ๖ กรัมต่อ ๑๐๐ มิลลิลิตร นะครับ แล้วก็ปรับปรุงหลักเกณฑ์การยกเว้น ภาษีเพื่อเอื้อต่อเครื่องดื่มน้ําผลไม้ โดยให้ผสมน้ําผลไม้แท้ให้มากขึ้น แล้วก็จะเสนอเก็บภาษี ตามความเข้มข้นของน้ําตาล ตามนิยามของสาธารณสุขข้างต้น โดยภาษีสรรพสามิตของเครื่องดื่มที่อยู่ระหว่าง ๖ ถึง ๑๐ กรัมต่อ ๑๐๐ มิลลิลิตร ก็จะเก็บ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้ามากกว่า ๑๐ กรัมต่อ ๑๐๐ มิลลิลิตร ก็จะเก็บ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ยังมี มาตรการตอนท้ายบอกว่า ก็จะติดตามประเมินผล ประเมินผลกระทบ และอาจจะพิจารณา เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบด้วย นะครับ ผมอ่านแล้วเรื่องนี้ในวิป (Whip) ท่านคุณหมอพรพันธุ์ ที่ผมเคารพมากก็นําเสนอนะครับ ผมก็เป็นห่วงนะครับว่า ประการแรก ผมก็เป็นห่วงว่าการ ที่เราจะเอาเครื่องดื่มที่มีน้ําตาลไปอยู่ในประเภทที่คล้าย ๆ กับเบียร์ สุรา แล้วก็บุหรี่ เหมือน เป็นซินแทกซ์ (Sin Tax) นี้ มันก็อาจจะดูคนไทยส่วนใหญ่ไม่น่าจะรับได้นะครับ แล้วรายงาน ของท่านก็มาบนพื้นฐานของการศึกษานะครับว่า คนไทยเป็นโรคเบาหวาน ๖.๙ เปอร์เซ็นต์ เป็นโรคความดันโลหิตสูง ๒๑.๓ เปอร์เซ็นต์ แล้วค่าใช้จ่ายหลายหมื่นล้านที่รักษาโรคนี้ สรุปแล้วก็แอตทริบิวต์ทู (Attribute to) หรือโทษว่ามาจากน้ําตาล แล้วก็มาจากน้ําตาล ที่มาจากเครื่องดื่มปิดภาชนะสนิทนี้ ซึ่งอยู่ในนี้ท่านก็เขียนว่าจากการศึกษา ๔๕ เปอร์เซ็นต์ คนไทยดื่มเครื่องดื่มที่เป็นกระป๋องหรือภาชนะปิดสนิท เพราะฉะนั้นผมเองก็ยังไม่ค่อยมั่นใจว่า คอส แอนด์ เอฟเฟ็กต์ (Cause and effect) ที่ท่านอ้างนี้มันจะยูนิเวอร์ซัล (Universal) ใช้ได้ทั่วถึงหรือเปล่านะครับ บางทีที่ท่านบอกว่าปริมาณน้ําตาลที่คนไทยบริโภคนี้ มันอาจจะ ไปอยู่ในเครื่องดื่มชูกําลังที่ท่านศาสตราจารย์พูดเมื่อสักครู่ก็ได้ หรือไปอยู่ในขนมหม้อแกง ทองหยิบ ฝอยทองที่จังหวัดเพชรบุรีของท่านรองประธานคนที่หนึ่งก็ได้ ผมเองจริง ๆ มีแมส บอดี อินเดกซ์ (Mass Body Index) ที่เข้าข่ายกลุ่มเสี่ยง น้ําตาลก็อยู่เพดานบน แต่ผมก็ เป็นห่วงว่าถ้าเราจะเสนอข้อเสนออย่างนี้ก็น่าจะมีการศึกษาที่ครอบคลุมแล้วก็อ้างได้จริงจัง ว่าต้นเหตุของโรคเบาหวานนี้ หรือโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจต่าง ๆ มันก็คงไม่ใช่จะเกิด จากเพราะบริโภคน้ําตาลเพียงอย่างเดียว แล้วก็คงไม่ได้บริโภคน้ําตาลที่อยู่ในกระป๋องภาชนะ ปิดสนิทเพียงอย่างเดียว แต่อาจจะมีปัจจัยอื่น ๆ เป็นปัจจัยเสี่ยง เช่น เป็นกรรมพันธุ์ หรือ กินข้าวขาหมูมาก หรือกินทองหยิบ ฝอยทอง ขนมหม้อแกงที่แม่กิมไล้มาก อย่างนี้ก็ได้ เพราะฉะนั้นเราน่าจะลองวิธีที่เป็นขั้นตอน เช่นติดฉลาก ติดฉลากตัวโต ๆ เอาคนอ้วน ๆ ที่ไม่น่าดู ไปดูว่ากินเครื่องดื่มนี้แล้วจะอ้วนแบบนี้นะครับ แล้วการเก็บภาษีนี้ผมก็หวังว่าถึงแม้ ถ้าอันนี้จะผ่านนะครับ คงไม่ใช่เป็นเอียร์มาร์กแทกซ์ (Earmarked Tax) เอาไปบํารุงองค์กร หรืออะไรอย่างนี้ มันก็ต้องเข้าท้องพระคลังนะครับ เพราะฉะนั้นที่ท่านบอกว่าจะเก็บเงินด้วย หมื่นล้านเพื่อจะเอาไปลดโรคเบาหวานมันยังรู้สึกว่าจะพิสูจน์ไม่เป็นคอส แอนด์ เอฟเฟ็กต์ (Cause and effect) แล้วที่เป็นห่วงคือท่านไม่ได้ทาร์เกต (Target) น้ําอัดลมในกระป๋องที่มี แบรนด์ (Brand) ดัง ๆ อย่างเดียวครับ กาแฟกระป๋อง น้ําผลไม้กล่องก็จะโดนด้วยนะครับ แล้วจะแน่ใจได้อย่างไรว่าถ้าอันนี้ผ่านไปแล้ว เก็บภาษี ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ๒๕ เปอร์เซ็นต์แล้ว คนไทยจะบริโภคน้ําตาลน้อยลง เพราะน้ําตาลไม่ได้อยู่ในเครื่องดื่มอันนี้อย่างเดียว เราจะ ทําให้เขาเปลี่ยนพฤติกรรมโดยขึ้นภาษีมันก็จะยุติธรรมหรือเปล่า แล้วจริง ๆ ก็ยุติธรรม กับผู้ประกอบการที่ทํามาหากินโดยสุจริต ก็คือบรรจุกล่อง บรรจุภัณฑ์ เพราะราชการบอกว่า ทําแพกเกจจิง (Packaging) ดี แล้วจะมีมูลค่าเพิ่ม สรุปแล้วกาแฟที่ชงเองตามเซเว่น อีเลฟเว่น (Seven Eleven) ไม่ต้องโดนนะครับ แล้วผมก็เป็นห่วง อีกหน่อยเราก็จะมีร้านดิวตีฟรี (Duty Free) ที่สนามบิน ขายโค้กขายอะไรที่ดิวตีฟรี (Duty Free) แล้วเราก็ไปซื้ออย่างนี้มา ก็ไม่ได้ลดปริมาณการบริโภคลง เพราะฉะนั้นอยากจะให้มีการวิจัยที่ลงลึกกว่านี้ถึงพฤติกรรม ที่แสดงถึงคอส แอนด์ เอฟเฟ็กต์ (Cause and effect) แล้วมันจะมีมาตรการอื่นใดที่จะทําให้ คนไทยบริโภคน้อยลงโดยภาษีเป็นมาตรการสุดท้ายหรือไม่ เพราะว่าผมเห็นว่าน้ําตาล มันจําเป็นต่อการดํารงชีวิตและเป็นอาหารอย่างหนึ่งนะครับ เบียร์ เหล้า บุหรี่ ไม่จําเป็นต่อ การดํารงชีวิต ไม่บริโภคก็ไม่ตาย แต่น้ําตาลถ้าเราขาด มันก็อาจจะมีผลต่อสุขภาพ กินเกินไป ก็มีผลต่อสุขภาพ เหมือนกินข้าวขาหมูเหมือนกันนะครับ แล้วอีกอย่างหนึ่งการที่เราไป ทาร์เกต (Target) กําหนดผู้ประกอบการบางกลุ่มที่ประกอบการว่าจะต้องโดนภาษีนี่มัน ควรจะไปปรึกษาเขาหน่อยว่าอย่างนี้เป็นอย่างไร เอาภาษี ๒๐ เปอร์เซ็นต์เลยหรือเอา ๕ เปอร์เซ็นต์ก่อนหรือ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ดีไหม ไม่อย่างนั้นมันก็จะดูเป็นการเลือกปฏิบัติ และไม่เป็นธรรมต่อผู้ประกอบการนะครับ ผู้ประกอบการเครื่องดื่มโดนทาร์เกต (Target) ผู้ประกอบการขนมหม้อแกงไม่โดนทาร์เกต (Target) อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เป็น ข้อเป็นห่วง ถ้าอันนี้ผ่านก็ไม่อยากให้เป็นเอียร์มาร์กแทกซ์ (Earmarked Tax) อยากให้เป็น แทกทิคัล (Tactical) ท้องพระคลัง ก็ด้วยความเคารพคุณหมอครับว่าหนักนิดเบาหน่อย ขอประทานโทษด้วยครับ