อิศรา สนับสนุนปรับกฎหมายภาษีสรรพสามิต เน้นสุขภาพ-เปิดทางลดต้านทาน

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๐ · ๒๖ เมษายน ๒๕๕๙

อิศรา ศานติศาสน์ แสดงความเห็นสนับสนุนการปรับปรุงกฎหมายภาษีสรรพสามิตให้ครอบคลุมเครื่องดื่มทุกชนิด โดยเน้นการใช้เหตุผลด้านสุขภาพและข้อมูลงานวิจัยที่ชี้ว่าการขึ้นราคาไม่ส่งผลต่อเงินเฟ้ออย่างมีนัยสำคัญ พร้อมเสนอให้ปรับอัตราภาษีแบบเฉพาะให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจและให้ภาคสาธารณสุขมีบทบาทในการพิจารณา รวมถึงเรียกร้องให้ปรับฉลากคำเตือนให้เข้าใจง่ายและเร่งแก้ไขปัญหาเครื่องดื่มชูกำลังที่ยังขาดการควบคุมอย่างจริงจัง

ศาสตราจารย์อิศรา ศานติศาสน์

ขอบพระคุณครับท่านประธาน ผม อิศรา ศานติศาสน์ สมาชิก สปท. หมายเลข ๑๙๑ ครับ จริง ๆ แล้วโดยรวมผมเรียนว่าผมเห็นว่า ข้อเสนอนี้เป็นเรื่องดี ดีมาก ๆ แล้วก็เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง แต่ที่จะขออภิปรายก็อยากจะใช้ ประสบการณ์ที่เคยมีส่วนร่วมทําวิจัยเกี่ยวกับเรื่องของน้ําอัดลมมา แล้วก็ผมเองก็ไปทํางานวิจัย เกี่ยวกับภาษีสรรพสามิตทั้งของไทยและของต่างประเทศมาหลายประเทศ คิดว่าประสบการณ์ ที่ได้น่าจะเป็นประโยชน์กับคณะกรรมาธิการ ผมใคร่ขอสรุปประเด็นสําคัญในเรื่องนี้เพื่อให้ มั่นใจว่าผมเข้าใจทั้งหมดได้ถูกต้อง คือข้อแรกก็คือว่าเครื่องดื่มในปัจจุบันนี้เครื่องดื่มที่มี น้ําตาลเสียภาษีสรรพสามิตในอัตราต่ํากว่าเครื่องดื่มที่ไม่มีน้ําตาล ซึ่งก็เป็นด้วยเหตุผลที่จะสนับสนุนภาคเกษตร ต่อไปคือเครื่องดื่มประเภทนมสด โยเกิร์ต ชา กาแฟ ซึ่งมีมาร์เกตแชร์ (Market Share) อยู่ประมาณ ๑ ใน ๓ ของตลาดเครื่องดื่มทั้งหมด อยู่ใน พ.ร.บ. อาหาร พ.ศ. ๒๕๒๒ และไม่อยู่ในกรอบภาษีสรรพสามิต ที่ผมเข้าใจตามที่อ่านมา นะครับ มีเครื่องดื่มบางประเภททําการตลาดแบบเสี่ยงทาย ซึ่งก็คือการพนัน นิด ๆ นะครับ ดับเบิลยูเอชโอ (WHO) แนะนําให้ราคาควรจะมีแทกซ์แชร์ (Tax Share) อยู่ประมาณอย่างต่ํา ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของราคาขาย แล้วก็มันมีสารให้ความหวานที่ไม่ใช่น้ําตาลอยู่ในเครื่องดื่ม เหล่านี้นะครับ ซึ่งยังไม่มีใครทราบว่าอันตราย ไม่มีอันตรายมากน้อยขนาดไหน แล้วเท่าที่ ผมทราบสมองมนุษย์ไม่สามารถดีเทกต์ (Detect) ได้ว่ามันมากเกินไปหรือยัง เพราะถ้าเรา บริโภคน้ําตาลทรายมาก ๆ เราจะรู้สึกคลื่นไส้ แต่สารทดแทนจะไม่ค่อยรู้สึกเท่าไร ที่ผมทราบมา ทีนี้ข้อเสนอของกรรมาธิการก็คือจะเสนอให้ พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิตครอบคลุมไปถึงเครื่องดื่ม ตาม พ.ร.บ. อาหาร พ.ศ. ๒๕๒๒ ด้วย แล้วปรับปรุงหลักเกณฑ์ เงื่อนไข การยกเว้นภาษี สรรพสามิตในน้ําผัก ผลไม้ โดยกําหนดอัตราส่วนผสมจากธรรมชาติให้สูงขึ้น แล้วก็พยายาม จัดเก็บภาษีสรรพสามิตให้ครอบคลุมเครื่องดื่มทุกชนิด ซึ่งรวมใน พ.ร.บ. อาหาร พ.ศ. ๒๕๒๒ โดยมีข้อเสนอแบ่งเป็น จริง ๆ ก็คือ ๓ อัตรา ก็คือถ้าไม่ถึง ๖ ไม่เสียภาษี ๖ ถึง ๑๐ นี่ ๑ อัตรา แล้วก็มากกว่า ๑๐ กิโลกรัมต่อลิตร หรือกรัมต่อซีซี (CC) ก็เป็นอัตราที่สูงขึ้น ทั้งนี้ ต้องการให้มีแทกซ์แชร์ (Tax Share) มากกว่า เท่ากับ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ให้มีการทําฉลาก คําเตือนและมีควบคุมการตลาดแบบเสี่ยงโชค มีการติดตามระดับน้ําตาลในเครื่องดื่ม และให้ มีการศึกษาการใช้สารทดแทนความหวาน แล้วอาจจะให้อยู่ในกรอบภาษีในอนาคตข้างหน้า ถ้าพบว่ามันมีอันตรายด้วยนะครับ ตลอดจนจะให้มีการทําสื่อสารมวลชน ทีนี้ผมเองอยากจะ ขอคอมเมนต์ (Comment) อยู่สัก ๒-๓ ข้อนะครับ ก็อยากขอเสนอให้กรรมาธิการลองรับไป พิจารณานะครับ ในข้อเสนอของท่านให้มีแทกซ์แชร์ (Tax Share) มากกว่า ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ผมลองนั่งคํานวณคร่าว ๆ นะครับ อย่าลืมว่าอัตราภาษีสรรพสามิตของประเทศไทยมี ๒ ระบบ ระบบแรกก็คือเป็นอัตราสเปกซิฟิกเกรด (Specific Grade) อัตราเฉพาะ แล้วอีกอันหนึ่งคือ อัตราตามราคา หรือแอด วาโลเรม เรต (Ad valorem rate) ซึ่งใน พ.ร.บ. สรรพสามิตนี้ ถ้าผมเข้าใจไม่ผิดนะครับ มันเป็นอินคลูซีฟเรต (Inclusive rate) ถึงแม้ว่าจะเขียนว่า เป็นเปอร์เซ็นต์ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของราคาโรงงาน มันก็คือ ประมาณ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ของราคา ก่อนภาษี ดังนั้นอัตราภาษีที่เป็นอยู่ที่ประกาศออกมามันจะต่ํากว่าอัตราที่เกิดจริง ๆ เมื่อสักครู่ เขาเรียกว่าเอกซ์คลูซีฟเรต (Exclusive rate) ทีนี้ถ้าปรับตรงนี้ให้ถูกต้องเราจะพบว่า ณ วันนี้ สัดส่วนภาษีในราคามันจะเกิน ๒๐ เปอร์เซ็นต์แล้ว ดังนั้นถ้าไปใช้ข้ออ้างหรือเหตุผลจาก ข้อเสนอดับเบิลยูเอชโอ (WHO) มันจะทําให้ถูกฝ่ายอุตสาหกรรมโต้แย้งได้ เพราะเวลาเขา คํานวณแทกซ์แชร์ (Tax Share) เขาจะมีอยู่ ๓ พาร์ต (Part) นะครับ พาร์ต (Part) แรกก็คือ ภาษีสรรพสามิต พาร์ต (Part) ที่ ๒ ก็คือภาษีมูลค่าเพิ่ม และพาร์ต (Part) ที่ ๓ ซึ่งไม่ค่อยมี ใครรวมคือภาษีเงินได้นิติบุคคล เขามักจะสนใจเฉพาะภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งเฉพาะ ๒ ตัวนี้ปัจจุบันมันน่าจะเกิน ๒๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นถ้าคณะกรรมาธิการ ไปใช้เหตุผลนี้ในการนําเสนอ ก็อาจจะถูกโต้แย้งได้ ผมเองไม่อยากให้ชูประเด็นขององค์การ อนามัยโลกให้มากนัก ถ้าเราจะขึ้นภาษี ก็ขึ้นเพราะเหตุผลทางด้านสุขภาพครับ ไม่ใช่ขึ้นภาษี เพราะว่าองค์การอนามัยโลกพูดนะครับ

ทีนี้ต่อไปนะครับ มีข้อมูลวิจัยอีกอันหนึ่งว่า ซึ่งน่าจะใช้ประโยชน์ เนื่องจาก เครื่องดื่มต่าง ๆ มีสัดส่วนน้อยมากในตะกร้าการบริโภคของครัวเรือน แล้วครัวเรือนแต่ละ ครัวเรือนบริโภคสินค้าแต่ละประเภทไม่เหมือนกัน มันมีงานวิจัยชี้ให้เห็นว่าเมื่อเราขึ้นราคา เครื่องดื่มมันจะไม่กระทบอินเฟลชัน (Inflation) อย่างมีนัยสําคัญ ตรงนี้เป็นประเด็นสําคัญ เพราะว่าในเชิงการดําเนินนโยบายเกี่ยวกับอาหาร ถ้ามันกระทบอินเฟลชัน (Inflation) แล้วจะ ถูกต่อต้าน ก็ขอเสนอให้เพิ่มเหตุผลนี้ลงไปนะครับ

ทีนี้ในประเด็นของภาษี แอด วาโลเรม เรต (Ad valorem rate) เหตุผลในการใช้ แอด วาโลเรม เรต (Ad valorem rate) นี้เขาต้องการให้มันจับกับอินเฟลชัน (Inflation) คือ การเพิ่มขึ้นของต้นทุนในแต่ละปี แต่ประเด็นหนึ่งซึ่งประเทศไทยไม่เคยทํา แต่เคยมีความพยายาม ทํามาแล้วในยุคของ สนช. หลัง สนช. ในยุคของท่าน พลเอก สนธิ ปฏิวัติเมื่อ ๑๐ ปีที่แล้ว ตอนนั้นมีคณะกรรมการ มายกร่างแก้ไข พ.ร.บ.สรรพสามิตมาแล้วนะครับ แต่ว่าการแก้ไขอันนี้มันถูก อีก ๒ สัปดาห์ จะเดินเรื่องเครื่องเข้าสภาได้ มันก็หมดวาระของ สนช. ไปเสียก่อน นั่นคือการปรับให้ภาษี สเปกซิฟิกเรต (Specific rate) นี้ปรับตามอินเฟลชัน (Inflation) นะครับ อย่างต่ําจะต้อง ปรับทุก ๆ ปี หรือทุก ๆ ๒-๓ ปี ในอัตราที่สูงกว่า หรืออย่างน้อยเท่ากับอินเฟลชัน (Inflation) ซึ่งตอนนั้นได้ดําเนินการไปเยอะมาก ผมอยู่ในคณะกรรมาธิการด้วย คุณหมอบัณฑิต ศรไพศาล ก็อยู่ในกรรมาธิการด้วยแต่มันทําไม่ได้เพราะว่ามันหมดวาระ สนช. ไปก่อนนะครับ ตัวนี้เป็น ตัวสําคัญมาก เพราะว่าถ้าเราไม่ทําระบบปรับฟลักทูเอชัน (Fluctuation) ไปนี้ ในระยะยาว อัตราภาษีสเปกซิฟิกเรต (Specific rate) มันจะไม่ทํางาน เพราะมันจะลดมูลค่าลงไปเรื่อย ๆ หลายประเทศในโลกนี้ เช่น ประเทศอินโดนีเซียเพื่อนบ้านในอาเซียน (ASEAN) ของเรา มีการปรับตามอินเฟลชัน (Inflation) ทุก ๓ ปีนะครับ ประเทศเนปาล ซึ่งเป็นประเทศแรก ที่นําระบบภาษีสุขภาพมาใช้ในเอเชียก็มีการปรับภาษีสรรพสามิตที่เป็นอัตราเฉพาะของเขา ทุก ๆ ปีครับ อินเฟลชัน (Inflation) ของประเทศเนปาลนี้ปีประมาณ ๗-๘ เปอร์เซ็นต์ แต่ประเทศเนปาลปรับภาษีอัตราเฉพาะปีละ ๑๐ ถึง ๑๕ เปอร์เซ็นต์ และคณะกรรมการ ปรับอัตราภาษีเฉพาะนี้ตั้งโดยกระทรวงสาธารณสุขของประเทศเนปาลนะครับ ประกอบด้วย ตัวแทนจากกระทรวงสาธารณสุข แล้วก็อดีตแพทย์ ไม่มีนักเศรษฐศาสตร์แม้แต่คนเดียวครับ แล้วเขาทํามานาน ผมอยากให้เอาประสบการณ์ของประเทศในเอเชียด้วยกันไปใช้นะครับ จะทําให้งานที่ท่านทํานี้ยืนนานกว่าใช้อัตราสเปกซิฟิกเรต (Specific rate) ที่มันคงที่นะครับ

ท้ายที่สุดมีข้อเสนอมาจากภาคประชาชนที่ผมได้คุยด้วย เขาก็บอกว่า ฉลากคําเตือนต่าง ๆ ของราชการไทยนี้ อ่านแล้วคนเขียนฉลากรู้คนเดียว ประชาชนผู้บริโภค อ่านแล้วไม่เข้าใจ ฉะนั้นในเมื่อไม่เข้าใจเขาก็ไม่รู้ว่าอันตรายมีไหม แล้วสิ่งที่บริโภคนี้ เกินระดับอันตรายหรือเปล่า อยากจะเสนอแนะว่า ฉลากคําเตือนช่วยดีไซน์ (Design) ใหม่ หามือการตลาดดี ๆ มาดีไซน์ (Design) อย่ามาออกกันเองในหมู่แพทย์ หรือนักเศรษฐศาสตร์ เพราะเราไม่เก่งในเรื่องนั้น ออกแบบให้คนเข้าใจง่าย ๆ นะครับ

แล้วท้ายที่สุดที่ผมอยากจะเสนอนิดหนึ่งครับ ท่านทํามาทั้งหมดนี้ดีมากครับ แต่อยากจะฝากให้ท่านพิจารณาอีกนิดหนึ่ง คือเรื่องเครื่องดื่มชูกําลัง ซึ่งมีส่วนแบ่งตลาดกว่า ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของเครื่องดื่มทั้งหมด ท่านยังไม่ได้แตะเลยครับ ไม่ทราบว่าจะเสนอไปในคราวนี้ ทันไหม หรือท่านจะทํางานคราวหน้าอีกครั้งหนึ่ง แต่ว่าเครื่องดื่มชูกําลังเราทราบกันดีว่า มันไม่ได้เกิดประโยชน์เท่าไรนะครับ แล้วก็มีค่าใช้จ่ายที่เป็นภาระกับครัวเรือนมากนะครับ ก็ขอเสนอมาด้วยความตั้งใจจริงนะครับ อย่างไรเสียท่านจะฟังความเห็นของผมหรือไม่ก็ตาม ผมก็กดเห็นด้วยครับ ขอบพระคุณครับ