ปิยะดา ประเสริฐสม หารือปัญหาการบริโภคน้ำตาลที่สูงเกินเกณฑ์ของคนไทย โดยเสนอมาตรการจัดเก็บภาษีเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลในรูปแบบขั้นบันไดตามปริมาณน้ำตาล เพื่อเพิ่มราคาและลดการบริโภค พร้อมเสนอให้ปรับปรุงกฎหมายสรรพสามิต กำกับฉลากอย่างชัดเจน และส่งเสริมการใช้ส่วนผสมจากธรรมชาติ ควบคู่กับการตรวจสอบผลกระทบต่อผู้บริโภคและรายได้รัฐ โดยคาดว่าจะช่วยส่งเสริมสุขภาพประชาชนและเพิ่มรายได้ภาครัฐได้อีกประมาณ 10,000 ล้านบาทต่อปี
ขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานสภาและสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ดิฉัน ทันตแพทย์หญิงปิยะดา ประเสริฐสม ขออนุญาตรายงานข้อเสนอที่อยากจะให้ท่านสมาชิกช่วยกรุณาสนับสนุน ในเรื่องของแนวทางการป้องกันและควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพ ในประเด็นของการจัดเก็บ ภาษีเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ําตาลที่เกินกว่าเกณฑ์มาตรฐานสุขภาพนะคะ ขอสไลด์ (Slide) ด้วยค่ะ
(เจ้าหน้าที่ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
คือ ณ ปัจจุบัน การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตของอาหารและเครื่องดื่มในประเทศไทย เราได้มีการจัดเก็บ อยู่แล้วนะคะ แต่ว่าแนวทางการจัดเก็บเมื่อตาม พ.ร.บ. พิกัดภาษีสรรพสามิต ปี ๒๕๒๗ วัตถุประสงค์หลักเป็นการจัดเก็บภาษีในกลุ่มของเครื่องดื่มที่เป็นสินค้าฟุ่มเฟือย ซึ่งได้มีการจัดเก็บในกลุ่มของน้ําแร่เทียม โซดา น้ําอัดลมที่มีน้ําตาลหรือสารให้ความหวาน น้ําผักผลไม้ ซึ่งจะได้รับการยกเว้นกรณีที่มีการใช้ผักผลไม้ที่มีความเข้มข้นตามกําหนด คือขึ้นอยู่กับชนิดของเครื่องดื่ม พิกัดภาษีในปัจจุบันสําหรับน้ําแร่เทียม และโซดานั้นอยู่ที่ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ของราคาหน้าโรงงานหรือ ๐.๗๗ บาทต่อ ๔๔๐ ลูกบาศก์เซนติเมตร หรือมิลลิลิตรนะคะ ในขณะที่น้ําอัดลมที่มีน้ําตาลหรือสารให้ความหวานที่เราเก็บอยู่ที่พิกัด ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของราคาหน้าโรงงาน ณ ขณะนี้อย่างที่ท่านประธานกรรมาธิการพรพันธุ์ ได้กรุณาชี้แจงเมื่อสักครู่นี้ว่า เราได้มีการพูดคุยกันกับทางกระทรวงการคลัง แล้วก็เริ่มมี แนวคิดที่จะพยายามทําให้คนไทยนั้นอยู่ในสังคมที่มีสุขภาพมากขึ้น ก็ได้มีการคุยกันว่าถ้ามี การจัดเก็บภาษีที่มีในเครื่องดื่มซึ่งมีส่วนผสมของน้ําตาล ก็จะช่วยทําให้ทิศทางของการ บริโภคน้ําตาลของคนไทยน่าจะมีคุณภาพมากขึ้น ดีขึ้น
ขอสไลด์ (Slide) ถัดไปนิดหนึ่งนะคะ ข้อมูลที่เราได้มีการเฝ้าระวังมาต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี ๒๕๔๕ อันนี้เป็นข้อมูลที่เราได้จากสํานักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ําตาลแห่งชาติ ซึ่งได้รวบรวมแล้วก็ดูว่าพฤติกรรมของการบริโภคน้ําตาลของคนไทยต่อเนื่องมาตลอด ระยะเวลา เราพบว่า ณ ปีล่าสุด ปี ๒๕๕๗ คนไทยเราบริโภคน้ําตาลอยู่ที่ประมาณ ๒๖ กิโลกรัม ต่อคนต่อปี อันนี้เป็นค่าการบริโภคเฉลี่ยทุกคนในประเทศนะคะ อันนี้ถ้าเราดูตามคําแนะนํา ขององค์การอนามัยโลกจะพบว่าคนไทยบริโภคน้ําตาลสูงกว่าข้อแนะนําอยู่ถึง ๒ ถึง ๔ เท่า จะเห็นว่าอัตราเพิ่มของการบริโภคของเรานั้นคือเพิ่มเรื่อย ๆ อย่างที่เราไม่สามารถที่จะชะลอ ให้ช้าลงกว่านี้ได้นะคะ
สไลด์ (Slide) ถัดไปจะแสดงให้เห็นว่าน้ําตาลที่พูดถึงเมื่อสักครู่นี้ไปทางไหน ทางแรกก็คือน้ําตาลทรายที่พวกเราเห็นกันอยู่และเราก็ใช้ในการปรุงอาหารแล้วก็เติม ในเครื่องดื่ม ซึ่งเราเรียกว่าเป็นการบริโภคทางตรง ในขณะที่อีกทางหนึ่งก็คือไปในอาหาร สําเร็จรูป ในเครื่องดื่ม ในอาหารสําเร็จรูปทั้งหมดที่มีส่วนผสมของน้ําตาลอยู่นะคะ เราเรียกว่าเป็นการบริโภคทางอ้อมค่ะ ณ ขณะ ปี ๒๕๑๐ เราเจอว่าสัดส่วน ๒ ส่วนนี้ ค่อนข้างจะเท่ากันก็คือมันหายไปในอาหารที่เรามองไม่เห็นอยู่ กับในส่วนที่เราเติมเอง ในสัดส่วนเท่า ๆ กันนะคะ
ทีนี้ในส่วนของสไลด์ (Slide) ถัดไปจะแสดงให้เห็นว่าตรงที่เรามองไม่เห็นคือ ไปในทางบริโภคทางอ้อมนั้นอยู่ที่ไหนเยอะนะคะ ก็จะเห็นว่าเส้นเคิร์ฟ (Curve) อันบนสุด ซึ่งลอยสูงกว่าเขาเพื่อนนั่นก็คือน้ําตาลที่อยู่ในเครื่องดื่ม เครื่องดื่มซึ่งอยู่ในแพกเกจ (Package) สําเร็จรูปซึ่งอยู่ในภาคอุตสาหกรรมทั้งหมดนะคะ ซึ่งเป็นแหล่งของอาหารและเครื่องดื่มที่มี น้ําตาลมากที่สุดคือประมาณ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของน้ําตาลทั้งหมดที่กระจายอยู่ในประเทศ มันออกมาในรูปของผลิตภัณฑ์ตามที่แสดงในภาพนะคะ จะเห็นว่าเครื่องดื่มในผลิตภัณฑ์ ซึ่งเราสามารถยกดื่มแล้วก็ดูดได้รวดเดียวภายในไม่กี่นาทีหมดนี่ค่ะ สมมุติว่าถ้าเราดื่ม นมเปรี้ยวสัก ๑ ขวด ๔๐๐ มิลลิลิตรเท่านั้นเอง ก็จะมีน้ําตาลไปเรียบร้อยแล้ว ๑๙ ช้อนชา หรือประมาณ ๗๖ กรัมนะคะ ถ้าเป็นกรณีของน้ําอัดลมก็จะอยู่ที่ประมาณ ๔๓ กรัมนะคะ ในกรณีของชาเขียวนั้นถึง ๕๘ กรัมทีเดียวในการบริโภคแค่ ๑ บรรจุภัณฑ์ที่มีการขายอยู่ ดังนั้นเราจึงขออนุญาตเสนอว่าเพื่อที่จะทําให้การบริโภคของคนไทยเป็นไปในทิศทางและมี โอกาสอยู่ในสังคมที่ปลอดภัยมากขึ้นนะคะ องค์การอนามัยโลกได้แนะนําเอาไว้ว่าการใช้ มาตรการทางภาษีเพื่อทําให้เกิดการเพิ่มขึ้นของราคาของผลิตภัณฑ์ได้ประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ของราคาขายปลีกจะทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพในการบริโภคของประชาชน ตัวอย่างประเทศที่ได้ดําเนินการแล้วจะมีอยู่ในเอกสารนะคะ แต่ขออนุญาตยกตัวอย่าง ๒ ประเทศ คือประเทศเม็กซิโก ซึ่งเขาเก็บเครื่องดื่มทุกอันที่มีน้ําตาลในอัตรา ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ในราคาขายปลีกนะคะ เขาประเมินผลแล้วเขาพบว่าสามารถลดการบริโภคเครื่องดื่มเหล่านี้ ลงได้ ๑๖ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ได้มีการทดลองค่าประมาณการว่าจะเกิดอะไรต่อการเกิดโรค เอ็นซีดี (NCDs) หรือโรคเบาหวานที่ได้พูดไปแล้ว ก็คือว่าจะสามารถลดการเกิดเบาหวานได้ อย่างน้อยก็ประมาณ ๖๐๐,๐๐๐ กว่าคนในปี ๒๕๗๓ นะคะ แล้วก็สุดท้ายอันนั้นถือว่าเป็นผล ที่ได้จากภาครัฐด้วยก็คือว่าเก็บภาษีได้มากขึ้นค่ะ ในขณะที่ประเทศฮังการีนั้นใช้แนวคิด การเก็บภาษีในเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ําตาลในลักษณะที่ใช้เกณฑ์นะคะ ใช้เกณฑ์ว่า ถ้าน้ําตาลมากเกินกี่เปอร์เซ็นต์ถึงจะจัดเก็บนะคะ เราพบว่าสามารถลดการบริโภคลงได้ ๒๖ ถึง ๓๒ เปอร์เซ็นต์ ขึ้นอยู่กับชนิดนะคะ แล้วก็รัฐได้รายได้เพิ่มขึ้น ที่สําคัญคือการใช้ วิธีการนี้เราพบเจอว่ามีเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ําตาลต่ํา คือน้ําตาลน้อยลง มีการจําหน่าย มากขึ้น มีแชริง (Sharing) มากขึ้นนะคะ
ข้อเสนอสําหรับการดําเนินงานเพื่อลดการบริโภคเรื่องนี้สําหรับคนไทยเรา ขออนุญาตเสนอดังนี้ค่ะ
ข้อที่ ๑ คือขอให้ ครม. ให้ความเห็นชอบในหลักการนะคะ ปรับปรุงแก้ไขนิยาม เครื่องดื่มภายใต้ร่างพระราชบัญญัติประมวลกฎหมายสรรพสามิต พ.ศ. .... ให้ครอบคลุมถึง นิยามเครื่องดื่มตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. ๒๕๒๒ นะคะ
ข้อที่ ๒ คือขอให้กรมสรรพสามิตดําเนินการ
๒.๑ คือปรับปรุงหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการยกเว้นภาษีสรรพสามิตในน้ําผลไม้ และน้ําพืชผักให้เป็นไปเพื่อส่งเสริมสุขภาพ โดยกําหนดส่วนผสมของพืชผักจากธรรมชาติ ให้มากขึ้นกว่าปัจจุบัน ยกเว้นกรณีชา กาแฟ เนื่องจากว่า ณ ขณะนี้ถ้ามีการใช้ส่วนผสมของ พืชผักจากธรรมชาติเพียง ๐.๒ เปอร์เซ็นต์ขึ้นไปก็จะได้รับการยกเว้นภาษี เราอยากให้มี ส่วนผสมจากธรรมชาติมากขึ้น ก็ขอให้กรมสรรพสามิตจํากัดเกณฑ์เรื่องนี้เพิ่มขยายเกณฑ์ เรื่องนี้ให้สูงขึ้นนะคะ
๒.๒ คือจัดเก็บภาษีสรรพสามิตในผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มที่ครอบคลุมเครื่องดื่ม ตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. ๒๕๒๒ ค่ะ โดยที่ขอเสนอเป็นอัตราขั้นบันไดตามปริมาณ ของน้ําตาลที่มีอยู่ในเครื่องดื่ม โดยที่เราคาดหวังว่าจะต้องทําให้ราคานั้นเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของราคาขายปลีก
ข้อที่ ๓ สําหรับกระทรวงสาธารณสุขคือให้สํานักงานคณะกรรมการอาหาร และยานั้นจัดการให้เกิดมีการกําหนดให้มีฉลากหน้าบรรจุภัณฑ์ตามตัวอย่างที่เห็น ในสไลด์ (Slide) เพื่อให้เกิดความชัดเจน
๓.๑ มีมาตรฐานเดียวกันในทุก ๆ ประเภทของเครื่องดื่ม พร้อมกับให้มี คําเตือนการบริโภคอาหารที่มองเห็นได้ชัดเจนด้วยแล้วก็ให้มีการติดตามตรวจสอบด้วยว่า ได้มีการดําเนินการระบบฉลากได้ตรงตามที่มีอยู่ในส่วนผสมจริง ให้ศึกษาความปลอดภัย ที่อาจจะเกิดขึ้นเมื่อมีการใช้สารทดแทนความหวานแทนว่าจะมีความปลอดภัยมากน้อย แค่ไหน แล้วก็เพื่อเป็นแนวทางและเป็นประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีให้ครอบคลุม กลุ่มเป้าหมาย และเป็นธรรมต่อไปด้วย
๓.๒ คือ ขอให้กระทรวงสาธารณสุขร่วมกับกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริม สุขภาพหรือ สสส. ทําการสื่อสารสังคมที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น แล้วก็สร้างพฤติกรรม การบริโภคที่ถูกหลักโภชนาการ แล้วก็เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคอย่างต่อเนื่อง
๓.๓ ให้กระทรวงสาธารณสุขร่วมกับกระทรวงการคลัง จัดให้มีการติดตาม ประเมินผลการดําเนินการตามนโยบาย
ข้อที่ ๔ ให้กระทรวงพาณิชย์มีการจัดการให้ราคาขายปลีกของเครื่องดื่ม ที่มีน้ําตาลเปลี่ยนแปลงตามภาษี เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ําตาลค่ะ
ข้อที่ ๕ กระทรวงมหาดไทย และสํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา ควบคุมการทําการตลาดแบบเสี่ยงโชค ซึ่งทุกท่านคงได้ยินในโฆษณาอยู่แล้วตอนนี้ว่า กระแสค่อนข้างจะแรงมาก และกระตุ้นการบริโภคเยอะมากในกลุ่มประชาชน เพื่อที่ว่า ให้มีการควบคุมการเสี่ยงโชค แล้วก็เพื่อควบคุมการกระตุ้นการบริโภค
ทีนี้แนวทางการปฏิรูป เรากําหนดช่วงเอาไว้เป็น ๓ ระยะด้วยกันค่ะ
ระยะที่ ๑ คือในช่วงเดือนเมษายนและเดือนพฤษภาคมปีนี้นะคะ ก็อยากจะ ขอให้ทาง ครม. ให้ความเห็นชอบในเรื่องของการแก้ไขนิยามในร่าง พ.ร.บ. ประมวลกฎหมาย สรรพสามิต พ.ศ. .... ให้สอดคล้องกับนิยามของคําว่า เครื่องดื่ม ตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. ๒๕๒๒
ข้อที่ ๒ คือให้กรมสรรพสามิตปรับปรุงหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการยกเว้นภาษี สรรพสามิตในน้ําผลไม้และน้ําผักผลไม้ ให้เป็นไปเพื่อส่งเสริมสุขภาพมากขึ้น คือเพิ่มเกณฑ์ การยกเว้นภาษี จะต้องมีส่วนผสมมากขึ้น ยกเว้นกรณีชาและกาแฟ
ข้อที่ ๓ คือสํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา ให้เร่งประกาศกระทรวง สาธารณสุขที่ระบุเรื่องให้เครื่องดื่มตามประกาศที่กฎหมายกําหนด และแสดงปริมาณน้ําตาล ที่บรรจุภัณฑ์ในรูปแบบที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน
ข้อที่ ๔ คือกระทรวงสาธารณสุขกับสํานักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริม สุขภาพ จัดมาตรการสื่อสารสังคมที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อสร้างพฤติกรรมการบริโภค ที่ถูกต้อง
ระยะที่ ๒ เดือนมิถุนายนถึงเดือนธันวาคม ๒๕๕๙ เราขอให้เร่งผ่านร่าง พระราชบัญญัติประมวลกฎหมายสรรพสามิต พ.ศ. .... ให้มีผลบังคับใช้ในระยะเวลาที่มี การกําหนดไว้นะคะ
ข้อที่ ๒ คือขอให้กรมสรรพสามิตดําเนินการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตในผลิตภัณฑ์ เครื่องดื่มที่ควบคุมเครื่องดื่มตามประมวลกฎหมายสรรพสามิต พ.ศ. .... ก็คือเป็นไปตาม แนวคิดที่ให้มีการจัดเก็บเป็นขั้นบันได โดยที่สามารถทําให้ราคาเครื่องดื่มเหล่านี้ในราคา ขายปลีกเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า ๒๐ เปอร์เซ็นต์
ข้อที่ ๓ ขอให้กระทรวงพาณิชย์มีการจัดทําให้ราคาขายปลีกนั้นเป็นไปตาม ภาษีที่ได้มีการจัดเก็บ
ข้อที่ ๔ คือให้กระทรวงมหาดไทยแล้วก็สํานักงานคณะกรรมการอาหาร และยาควบคุมเรื่องของการเสี่ยงโชค
ระยะที่ ๓ หลังจากที่มีการจัดเก็บเครื่องดื่มที่มีน้ําตาลแล้วนะคะ
ข้อที่ ๑ คือ กระทรวงสาธารณสุขกับกระทรวงการคลัง จัดให้มีการติดตามผล การใช้มาตรการ เพื่อที่จะดูว่าส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในการดื่มเครื่องดื่มเหล่านี้ เพียงใด รายได้ของรัฐเป็นอย่างไร แล้วก็ผลข้างเคียงอื่น ๆ เพื่อที่จะปรับปรุงให้นโยบาย สาธารณสุข และมาตรการภาษีเครื่องดื่มได้เหมาะสมยิ่งขึ้น
ข้อที่ ๒ สํานักงานคณะกรรมการอาหารและยาติดตามตรวจสอบปริมาณ น้ําตาลที่มีเครื่องดื่มที่มีจําหน่ายในท้องตลาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อที่จะทําให้การระบุในฉลากนั้น ตรงตามส่วนประกอบที่มีอยู่ในเครื่องดื่มจริง แล้วก็ให้มีการศึกษาเรื่องของสารแฝง ให้ความหวานที่มีข้อมูลที่ชัดเจนในเรื่องของคุณและโทษ เพื่อที่จะเป็นเงื่อนไขในการจัดเก็บ ภาษีในอนาคตได้
ข้อที่ ๓ ภาครัฐให้บริการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและภาควิชาการนะคะ พิจารณาให้มีมาตรการชดเชยให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการใช้มาตรการเหล่านี้แล้วก็ให้มี ความโปร่งใสค่ะ
สุดท้ายขออนุญาตสรุปนะคะ สําหรับการเสนอครั้งนี้เราขอให้มีการปรับปรุง การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตเพิ่มเติมตามคอลัมน์ (Column) ทางขวามือนะคะ คือขอให้มี การจัดเก็บโดยใช้แนวคิดที่มีการส่งเสริมสุขภาพเพิ่มเติม นอกจากการเป็นรายได้ของรัฐ เท่านั้น โดยให้เพิ่มขยายในส่วนของเครื่องดื่มทุกชนิดที่มีน้ําตาลมากกว่า ๖ กรัมต่อมิลลิลิตร ซึ่งเราเสนอวิธีการจัดเก็บเป็นขั้นบันได ก็คือถ้าเติมมากก็จะต้องเสียมากขึ้น อันนี้เป็นการ ประมาณการของนักวิชาการว่าถ้าผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มในท้องตลาดยังคงเป็นปัจจุบัน แล้วก็ มีการจัดเก็บในลักษณะแบบนี้ก็จะสามารถเก็บเงินมากขึ้นประมาณ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปีค่ะ ขอบพระคุณค่ะ