พรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ หารือปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่เพิ่มขึ้นจากพฤติกรรมเสี่ยง โดยเฉพาะการบริโภคน้ำตาลสูง ชี้ให้เห็นอันตรายที่นำไปสู่ภาวะอ้วน เบาหวาน และความดันโลหิตสูง ซึ่งสร้างภาระต่อระบบสาธารณสุขและเศรษฐกิจถึงร้อยละ 2 ของจีดีพี พร้อมเสนอมาตรการเก็บภาษีเครื่องดื่มมีน้ำตาลเพื่อลดการบริโภค สนับสนุนรายได้เพื่อการดูแลสุขภาพ และผลักดันกฎหมายควบคุมเพื่อป้องกันโรคเรื้อรังอย่างยั่งยืน โดยอ้างอิงคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกและขอให้ผู้เชี่ยวชาญชี้แจงเพิ่มเติมต่อไป
ในสไลด์ (Slide) แรก ท่านจะมองเห็นว่าปัญหาสุขภาพที่สําคัญของคนไทยในขณะนี้ก็คือเอ็นซีดี (NCDs) หรือ นอนคอมมูนิเคเบิล ดิซีส (Non-communicable disease) ซึ่งเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนทําให้เกิด ภาระโรคในระดับต้น ๆ ภาระโรคก็หมายความว่าเบอร์เดน ออฟ ดิซีส (Burden of disease) ซึ่งเราวัดโดยรวมการเจ็บป่วย เวลาที่เสียไปจากการเจ็บป่วย แล้วก็การสูญเสียชีวิตก่อนวัยอันควร เข้าด้วยกันนะคะ ทําให้ทั้งสองนี้จากปัญหาของโรคอ้วนซึ่งเพิ่มจํานวนขึ้นเรื่อย ๆ ก็นํามาซึ่ง การเจ็บป่วยแล้วก็ลดศักยภาพในการทํางานของคนไทย ก็ลดผิดพลาดในภาพรวมด้วย รายจ่ายด้านสุขภาพก็เพิ่มขึ้น ซึ่งขณะนี้จากตัวเลขในปี ๒๕๕๒ นี้ก็ประมาณ ๒.๑๔ เปอร์เซ็นต์ ของจีดีพี (GDP) เช่นเดียวกับงบประมาณด้านสุขภาพในด้านการรักษาพยาบาลก็เพิ่มขึ้นเป็น ประมาณ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณรายจ่ายประจําปี แล้วก็มีโอกาสที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นมาตรการที่คิดว่าจะใช้ได้ผล ซึ่งในหลายประเทศในโลกก็ใช้มาแล้ว ก็คือเรื่องของ การเพิ่มภาษีในอาหารและเครื่องดื่มที่เสี่ยงต่อสุขภาพ ในเฉพาะกรณีนี้ก็คือเครื่องดื่มก่อนนะคะ เพราะว่าคนไทยดื่มเครื่องดื่มนี่ประมาณเกือบ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของการบริโภคทั้งหมด เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าดําเนินการในเครื่องดื่มที่มีน้ําตาลได้ส่วนหนึ่งก็จะสามารถที่จะเป็น การลดปัจจัยเสี่ยงได้จํานวนหนึ่งจากปัจจัยเสี่ยงหลาย ๆ ปัจจัยของโรคเอ็นซีดี (NCDs) เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเครื่องดื่มมีราคาสูงขึ้นอันเนื่องมาจากภาษี การลดการบริโภคก็จะ เกิดขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่มีรายได้น้อยและกลุ่มเด็กนะคะ เพราะฉะนั้นก็จะทําให้โรคเอ็นซีดี (NCDs) นี้เป็นโรคซึ่งมีระยะการดําเนินการที่ยาวนาน การที่ เด็กและเยาวชนได้มีพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสมตั้งแต่ต้น ก็จะทําให้การลดอัตราป่วยจาก การเป็นเอ็นซีดี (NCDs) ของเขา ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นได้ในระยะอายุกลางคนได้ เป็นจํานวน ที่พอสมควร เพราะฉะนั้นก็จะลดค่าใช้จ่ายจากโรคเอ็นซีดี (NCDs) ซึ่งเป็นโรคที่ทําให้เกิด ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลเรียกว่ามากที่สุดในค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลทั้งหมดของ ประเทศ นอกจากนั้นสิ่งที่จะได้อีกอันหนึ่งก็คือ เพิ่มรายได้ อันนี้ภาษีก็จะเพิ่มรายได้ให้แก่รัฐ นําไปจัดการแก้ไขปัญหาสุขภาพหรือปัญหาในเรื่องอื่น ๆ ที่สําคัญของประเทศต่อไปนะคะ มีการเอสทิเมต (Estimate) ว่าเป็นรายได้ซึ่งมากพอสมควร
ขอสไลด์ (Slide) ต่อไปค่ะ อันนี้ก็เป็นเรคอมเมนเดชัน (Recommendation) จากองค์การอนามัยโลกและการศึกษาวิจัยจากนานาประเทศ สรุปแล้วอันนี้ก็คือ คนเรา ต้องการพลังงานซึ่งมีน้ําตาลเป็นส่วนประกอบไม่เกิน อย่างไม่ว่าจะทํางานมากที่สุดก็คือ ไม่เกินกว่า ๒,๔๐๐ กิโลแคลอรี่ต่อวัน แล้วก็ปริมาณน้ําตาลก็ไม่ควรจะเกินเรียกว่า แมกซิมัม (Maximum) ไม่ควรจะเกิน ๘ หรือ ๑๐ ช้อนชาต่อวัน ซึ่งก็คือประมาณ ๓๒ กรัม ถ้าเผื่อเป็น ในเด็กหรือคนในวัยทํางานหรือผู้สูงอายุความต้องการน้ําตาลก็น้อยลง ก็ควรจะบริโภคน้ําตาล ไม่เกินกว่า ๔ ช้อนชาต่อวัน หรือว่า ๔ คูณ ๔ ก็เอา ๔ คูณไป ๑๖ กรัมต่อวันนะคะ
ต่อไปค่ะ เพราะว่าถ้าเผื่อบริโภคน้ําตาลมากเกินไป ถ้ามากเกินกว่า ๑๒ ช้อนชา ต่อวัน หรือ ๕๐ กรัมต่อวัน น้ําตาลก็จะเปลี่ยนเป็นไขมันสะสมในเนื้อเยื่อ แล้วก็เกิดภาวะ อ้วนก่อน ภาวะอ้วนจะเป็นต้นตอของการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังหลาย ๆ โรคที่เป็นปัญหา สําคัญ ทั้งโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ก็เป็นอินเทอร์มีเดียตพีเรียด (Intermediate Period) จะเริ่มด้วยการมีความดันสูงก่อน มีเบาหวาน แล้วก็มีระดับของ ไขมันในเลือดสูง อันนี้ก็เป็นที่ปรากฏกันทั่วไปพรีวาเลนซ์ (Prevalence) แล้วในขณะนี้ แล้วต่อไปก็จะลงท้ายด้วยโรคหัวใจหลอดเลือด เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจตีบหรือตัน ทําให้ เกิดกล้ามเนื้อหัวใจตาย แล้วก็เกิดหัวใจวายตามมา เส้นเลือดในสมองตีบหรือแตกหรือตัน โรคมะเร็งบางชนิดก็มาจากภาวะอ้วนเช่นเดียวกัน เช่น มะเร็งของเต้านมในผู้หญิงนะคะ
ต่อไปค่ะ เพราะฉะนั้นอันนี้แสดงให้เห็นว่าความชุกของโรคอันเนื่องมาจาก ภาวะโภชนาการที่ไม่ได้มาตรฐาน ก็เช่น โรคเบาหวานนะคะ ซึ่งเพิ่มขึ้นทุกปี อันนี้เป็น เนชันนัล เฮลท์ เซอร์เวย์ (National Health Survey) เมื่อครั้งที่ ๔ ในครั้งที่ ๕ นี้ดิฉันก็ได้ ข้อมูลเช่นเดียวกันว่าพรีวาเลนซ์ (Prevalence) ของโรคเหล่านี้ หรือความชุกของโรคเหล่านี้ มากขึ้นกว่าเดิม เพราะฉะนั้นก็แสดงถึงว่าความเสี่ยงของประชาชนคนไทยมากขึ้น และพฤติกรรมสุขภาพของเราอาจจะยังไม่ดี โดยการให้คําแนะนําในทุก ๆ ทาง อาจจะ ไม่ได้ผล มาตรการที่เหลืออยู่ก็คือการบังคับใช้ด้วยกฎหมายในวิธีต่าง ๆ กัน เบาหวานนี้ก็คือ ประมาณ ๗ เปอร์เซ็นต์ ๑๐๐ คน เดินมาก็มี ๗ คนที่เป็นเบาหวาน มี ๒๑ คนที่เป็น ความดันโลหิตสูงอยู่ และพร้อมที่จะเทิร์น (Turn) ไปเป็นสารพัดโรค อย่างที่กล่าวมาแล้ว แล้วก็การเพิ่มขึ้นในระยะเวลาตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ จนถึงปี ๒๕๕๖ ก็ไม่ได้ลดลงเลยนะคะ เพิ่มขึ้น ประมาณ ๒ หรือ ๓ เท่าตลอด แล้วอันนี้ก็เป็นเบอร์เดน (Burden) อันหนึ่งของ การรักษาพยาบาลค่ะ
ต่อไปค่ะ แล้วก็อันนี้ก็คือนํามาซึ่งการสูญเสียค่าใช้จ่าย ซึ่งประมาณแล้วก็คือ ประมาณ ๒ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) เพราะฉะนั้นอันนี้คือเหตุผลทั้งหมดในเรื่องของ สุขภาพและในเรื่องของเบอร์เดน (Burden) ของค่าใช้จ่าย เพราะฉะนั้นก็ได้มีคณะทํางาน คณะหนึ่งเป็นนักวิชาการซึ่งได้ดําเนินการเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๒ ได้พยายามศึกษา อย่างรอบด้าน รวมทั้งมาตรการต่าง ๆ ที่มีประสิทธิภาพในการที่จะทําให้คนไทยมีพฤติกรรม สุขภาพที่ดีขึ้น และนํามาซึ่งการลดการเจ็บป่วย ซึ่งอันนี้เราเรียกว่าพรีเวนต์ ดับเบิล ดิซีส (Prevent Double Disease) คือถ้าเผื่อเปลี่ยนพฤติกรรม อัตราการเกิดโรคลดลงได้ เป็นวิธี ที่เรียกว่ามีประสิทธิภาพ เพราะฉะนั้นในคณะทํางานชุดนี้ได้ทํางานร่วมกันตั้งแต่กระทรวง สาธารณสุขจนถึงกระทรวงการคลังที่จะพิจารณาถึงมาตรการที่จะทําให้ประชาชนคนไทย ถูกดําเนินการให้ปรับวิถีชีวิต โดยที่มีพฤติกรรมสุขภาพซึ่งดีกว่าเดิม ในวาระที่เกี่ยวกับเรื่อง ของการดําเนินการในเรื่องการจัดเก็บภาษี ดิฉันขออนุญาตท่านประธานนะคะ ให้คุณหมอ ปิยะดา ประเสริฐสม ซึ่งท่านเป็นทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข และคณะซึ่งประกอบด้วยสํานักงานเศรษฐกิจการคลังของกระทรวงการคลัง ท่านผู้อํานวยการ ก็มาด้วย เพื่อที่จะพูดในเรื่องของการดําเนินงานเพื่อจัดเก็บภาษีในเรื่องเครื่องดื่มที่มีน้ําตาล เกินกว่ามาตรฐานต่อไป ขออนุญาตท่านประธานค่ะ