อิศรา ศานติศาสน์ หารือการอนุรักษ์โบราณสถานโดยเห็นด้วยกับข้อเสนอของคณะอนุกรรมาธิการแต่กังวลต่อการใช้อำนาจรัฐเวนคืนที่ดินโดยไม่คำนึงถึงเจ้าของ พร้อมเสนอให้เปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการพิจารณาและอนุรักษ์สิ่งปลูกสร้างดั้งเดิมอย่างมีระบบและมีระยะเวลาควบคุม โดยยกตัวอย่างโครงการเด็งเก็นของญี่ปุ่นและเสนอให้พิจารณาอนุรักษ์อาคารริมแม่น้ำเจ้าพระยาและเมืองโบราณสงขลา
ขอบพระคุณครับท่านประธาน ผม อิศรา ศานติศาสน์ สมาชิก สปท. หมายเลข ๑๙๑ ครับ ประเด็นที่ผมอภิปรายนี้โดยหลักการแล้ว ผมไม่ได้คัดค้านหรือไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของคณะอนุกรรมาธิการครับ จริง ๆ แล้วผมเชื่อว่า ในที่ประชุม สปท.หลาย ๆ ท่านอภิปรายก็ด้วยความรักแล้วก็เห็นคุณค่าของการอนุรักษ์ โบราณสถานต่าง ๆ ซึ่งในส่วนตัวผมเองก็ได้รับการสนับสนุนมาตั้งแต่สมัยเรียนหนังสือ ที่ครูบาอาจารย์พาไปดูสถานที่ต่าง ๆ ไปดูโบราณสถานจนกระทั่งพอโตขึ้นมาเวลาไปเที่ยว ต่างประเทศก็จะต้องไปแวะตามโบราณสถานต่าง ๆ ไปพิพิธภัณฑ์ไปดูสิ่งนั้น ซึ่งการที่ไปแวะ ดูสิ่งต่าง ๆ นั้นผมก็ได้เก็บเอาสิ่งที่ได้เห็นมามาเป็นประโยชน์แล้วเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อ ข้อเสนอของคณะอนุกรรมาธิการด้วยนะครับ รวมทั้งยังมีโอกาสที่ได้ทํางานให้กับสํานักงาน กองทุนสนับสนุนการวิจัยหรือ สกว. ก็ทําให้เห็นข้อเสนอโครงการดี ๆ หลายโครงการนะครับ ผมคิดว่าในงานชิ้นนี้ทางอนุกรรมาธิการได้เสนอสิ่งดี ๆ มามากมายนะครับ แต่ผมจะกังวล เหมือนกับท่านสมาชิก สปท. บางท่านในเรื่องของการใช้อํานาจรัฐไปบังคับเวนคืนของเขา โดยเฉพาะการสร้างเงื่อนไขในการครอบครองให้กับส่วนราชการนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเวนคืนที่ดิน การเวนคืนโบราณสถานที่ได้มีการประกาศขึ้นทะเบียนตาม ม.๑๗ แล้ว แล้วก็การเข้าจัดการบริหารจัดการแล้วถ้าเกิดเขาไม่เห็นด้วยกับการเข้าบริหารจัดการก็ให้ เวนคืนได้นะครับ อันนี้ผมคิดว่าเป็นประเด็นที่ห่วงนะครับ ผมเองไม่มีความรู้เรื่องกฎหมาย มากนัก แต่ว่าอยากจะเรียนอย่างนี้ครับ ในต่างประเทศในเรื่องของการดูแลโบราณสถาน ต่าง ๆ เขาจะมีการนําเอาบทบาทของชุมชนเข้ามาด้วยนะครับ ซึ่งตรงนี้ผมเข้าใจว่างานที่เรา ทําไปแล้วแล้วก็งานที่คณะอนุกรรมาธิการกําลังเสนออยู่ยังขาดตรงนี้อยู่นะครับ ถ้าจะให้ผม ยกตัวอย่างให้เห็นชัดเจนผมขออนุญาตยกตัวอย่างงานชิ้นหนึ่งนะครับ ซึ่งผมต้องขออภัยต่อท่านอาจารย์ที่เสนอข้อเสนอโครงการนี้มาด้วยนะครับว่า ท่านเป็น อาจารย์ที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นโครงการของประเทศญี่ปุ่น ที่เข้าศึกษาเขาเรียกว่าโครงการเด็งเก็น เป็นโครงการเขตเพื่อการอนุรักษ์กลุ่มอาคารสถาปัตยกรรม และสิ่งปลูกสร้างดั้งเดิมที่ทรงคุณค่า ตรงนี้ผมคิดว่าเป็นบทเรียนที่ดีที่เราน่าจะเอามาใช้ ในประเทศไทย เพราะว่าเขาจะเปิดโอกาสให้ชุมชนได้พิจารณาด้วยตัวเอง ด้วยชุมชนเองว่า ในบริเวณพื้นที่ของชุมชนนั้นมีอาคารหรือกลุ่มอาคารตรงไหนบ้างที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ มีคุณค่าทางสถาปัตยกรรม แล้วอยากให้อนุรักษ์เอาไว้ ชุมชนเหล่านั้นก็จะทําเรื่องเสนอเข้ามา ที่กระทรวง หรือกรมของเขาซึ่งคล้าย ๆ กับกรมศิลปากรของเรา เมื่อทางกระทรวงพิจารณา แล้วก็มีจะมีขั้นตอนต่าง ๆ ในการเข้าไปตรวจสอบ แล้วก็เสนอโครงการในการอนุรักษ์ โดยที่ ชุมชนก็ยังเป็นเจ้าของอยู่นะครับ แล้วชุมชนก็สามารถจะเอาสิ่งที่ได้รับการอนุรักษ์แล้ว หรือปรับปรุงแล้ว มาใช้ประโยชน์ทางการท่องเที่ยวด้วยนะครับ แล้วเงื่อนไขที่เขาให้นั้น ไม่ใช่เงื่อนไขที่ให้โดยไม่มีขอบเขต ไม่มีกรอบเวลา เป็นเงื่อนไขที่ให้แบบมีกรอบเวลาเข้ามา ควบคุมว่าจะต้องดูแลบริหารจัดการเป็นอย่างดี ก็อยากจะเสนอครับว่าถ้าทางคณะอนุ กรรมาธิการจะพอมีเวลานะครับ ลองไปศึกษาโครงการเด็งเก็นของประเทศญี่ปุ่นนะครับ จริง ๆ ประเทศอื่นก็มีนะครับ แต่ผมไม่ได้มีโอกาสได้อ่านรายละเอียดนะครับ ถ้าศึกษาแล้ว มาใช้ประโยชน์ตรงนี้ ก็จะทําให้งานที่ท่านทําอยู่นี้ซึ่งก้าวหน้าอยู่แล้ว ก้าวไปได้ไกลอีกขึ้นหนึ่ง นะครับ นอกจากการเสนอให้พิจารณาเรื่องของวิธีการให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมแล้ว ผมอยากจะเสนอให้พิจารณาดูตัวอย่างพื้นที่บางพื้นที่ ที่มีทั้งอยู่ใกล้ตัวและอยู่ไกลตัวนะครับ ว่าน่าจะเอาเข้าไปบริหารจัดการด้วย หรืออยู่ในลิสต์ (List) ของคณะอนุกรรมาธิการด้วย ใกล้ ๆ เราที่กรุงเทพฯ นี้เอง ในถนนเจริญกรุงจะมีตรอกอยู่ตรอกหนึ่งที่เรียกตรอกโรงภาษี เข้าไปสุดตรอกนี้ตรงริมฝั่งแม่น้ําเจ้าพระยาจะมีอาคารเก่าแก่มากหลายร้อยปี ซึ่งขณะนี้ ทรุดโทรม บางส่วนของอาคารมีต้นไทรขึ้นแทรกอยู่ แล้วถูกใช้เป็นที่อยู่อาศัยชั่วคราว ผมเข้าใจว่าเป็นสถานีตํารวจน้ําหรือสถานีตํารวจดับเพลิงอยู่ อาคารหลังนี้ถ้าบูรณะขึ้นมา แล้วหลับตาคิดให้ดีผมจะนึกว่าผมยืนอยู่แถว ๆ แม่น้ําดานูบ แถวฮังการี หรือออสเตรีย เพราะสวยมาก แต่เป็นอาคารที่อยู่ในการครอบครองของราชการ เข้าใจว่าเอกชนได้ประมูล ไปแล้วแต่ทําเป็นโรงแรมนะครับ อันนี้เป็นตัวอย่างหนึ่งนะครับ มีอย่างนี้อีกเยอะมาก ในประเทศไทย อีกตัวอย่างหนึ่งที่อยากเสนอ ซึ่งเข้าใจว่าอดีตปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ท่านหนึ่งเคยมีแนวคิดจะทํา ก็คือการฟื้นฟูเมืองโบราณที่จังหวัดสงขลา ซึ่งประกอบด้วย หลายอาณาจักรมากซ้อนกันอยู่ ๔ อาณาจักร ซึ่งทําไม่ได้ถ้าไม่มีกําลังสนับสนุนจากภาครัฐ จริง ๆ เข้มข้นจริง ๆ เพราะว่ามันต้องใช้วิชาความรู้มาก เพราะมัน ๔ อาณาจักรซ้อนกันอยู่ ผมเข้าใจว่าล่างลงไปหรือบนสุดไม่แน่ใจ เป็นอาณาจักรสุลต่านสุลัยมาน แล้วก็อาจจะมีทวารวดี อะไรไปด้วยนะครับ ก็อยากจะฝากว่ายังมีอีกเยอะมากที่อยู่ในประเทศไทยที่ยังถูกมองข้ามไป แล้วก็อยากให้นําเข้ามาครับ ทั้ง ๒ ที่นั้นเป็นที่ที่เอกชนเข้าครอบครองแล้ว แล้วจะทําอะไร ต่อไปก็ไม่ทราบ ถ้าเรารีบทําแล้วก็จะใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ครับ ก็ขอขอบพระคุณครับ