เฉลิมชัย ชี้กรรมาธิการเงียบกฎหมายโบราณสถาน สนับสนุนเจรจา-จัดซื้อแทนเวนคืน

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๙ · ๒๕ เมษายน ๒๕๕๙

เฉลิมชัย เครืองาม หารือปัญหาการขึ้นบัญชีโบราณสถานที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งในพื้นที่ พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขโดยการเจรจาจัดซื้อที่ดินและค่าตอบแทนแทนการเวนคืน เพื่อลดภาระรัฐและเพิ่มความร่วมมือจากเอกชนผ่านกองทุนเฉพาะกิจ รวมถึงการปรับปรุงกฎหมายเพื่อส่งเสริมการบริจาคและการเข้าถึงงบประมาณอย่างเป็นธรรม

พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม

ขอบคุณท่านประธานครับ พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม หมายเลข ๓๑ ท่านประธานครับ ก็มีประเด็นที่ขออนุญาตที่จะเติมเต็ม สิ่งที่ทางกรรมาธิการท่านได้ทําเอาไว้ ก่อนที่จะอภิปรายต่อไป ผมขอเริ่มต้นว่าผมเห็นด้วย กับการเสนอการปฏิรูปในรายงานของท่านในครั้งนี้ แต่มีประเด็นที่ขออนุญาตกราบเรียนเสนอ เพื่อให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ท่านประธานครับ ผมค่อนข้างแปลกใจที่ทางกรรมาธิการ ท่านทําการปฏิรูปในเรื่องของการอนุรักษ์โบราณสถานเข้ามา เฉพาะประเด็นเรื่องของ การเวนคืนเท่านั้นเอง ผมได้ทราบว่าจริง ๆ แล้วกฎหมายแม่ของการอนุรักษ์โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุต่าง ๆ ที่ชื่อว่า พระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นั้น ได้มีการรื้อร่างใหม่ทั้งฉบับไว้ตั้งแต่รัฐบาลที่แล้ว แล้วก็ อยู่ในชั้นการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา ถ้าผมจําไม่ผิดท่านมีชัย ฤชุพันธุ์ ท่านเป็นประธานในคณะกรรมการกฤษฎีกาที่พิจารณากฎหมายฉบับนี้ กฎหมายเดิมนั้นมีอยู่ เพียง ๓๐ กว่ามาตรา พ.ศ. ๒๕๐๔ แก้ไข พ.ศ. ๒๕๓๕ มีความบกพร่องมีความไม่ครอบคลุม ในหลายประเด็นที่เกี่ยวข้องกับทั้งโบราณสถานและโบราณวัตถุ และศิลปวัตถุ ดังจะเห็นได้ว่าที่มีอยู่ในเวลานี้ไม่ครอบคลุมและก่อให้เกิดปัญหาในการบริหารจัดการ มากมายเหลือเกิน จนกระทั่งต้องมีการรื้อร่างใหม่ เพราะผู้พิจารณาดูแล้วว่าแก้ไขไปนี้ อย่างไรก็ยังขาดเรื่องนั้น แก้ไขเรื่องนี้ก็ยังขาดเรื่องโน้นจนมีการร่างใหม่เกือบ ๑๐๐ มาตรา ถ้าผมจําไม่ผิด ผมจึงค่อนข้างแปลกใจว่าทําไมกรรมาธิการท่านไม่เอากฎหมายฉบับนั้น ที่พิจารณาเกือบจะเสร็จสมบูรณ์แล้วนี้มานําเสนอในการปฏิรูป ท่านเอาบางส่วนเข้ามาเพียงแค่ มาตราหรือ ๒ มาตราเท่านั้นเอง ความบกพร่องหรือความไม่ครอบคลุมมีอยู่หลายประการ เหลือเกิน แม้กระทั่งคําจํากัดความของคําว่าโบราณสถานก็มีปัญหาแล้วครับ สิ่งก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ที่กําหนดโดยอายุ กําหนดโดยประโยชน์คุณค่าทางศิลปะ ทางประวัติศาสตร์ มันไม่ครอบคลุมและมันมีปัญหาในการตีความถ้าผมจําไม่ผิด คณะกรรมการกฤษฎีกา ถึงขนาดเติมกําหนดระยะเวลาหรืออายุเข้าไปเลย ผมจําตัวเลขที่แน่นอนไม่ได้ แต่ว่าเป็น ๗๐ ปีหรือ ๗๕ ปีถึงจะพิจารณาให้เป็นโบราณสถาน กฎหมายฉบับนั้นพูดเรื่องต่าง ๆ ไว้ ครอบคลุมมากมายจริง ๆ มีเรื่องของกองทุนอนุรักษ์โบราณสถาน มีพูดถึงเรื่องโบราณวัตถุ ที่พบในทะเล อยู่ในความครอบคลุมหรือการดูแลของอะไรต่าง ๆ อีกมากมาย และพูดถึง เรื่องพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ผมจึงฝากคําถามและขอคําตอบจากทางกรรมาธิการว่าเหตุใด ท่านจึงไม่เอากฎหมายฉบับนี้เข้ามาให้เราพิจารณา ถึงจะเรียกว่าเป็นการปฏิรูป อย่างไรก็ตาม เมื่อท่านได้นําเสนอกฎหมายนี้เข้ามาแล้วผมขออนุญาตที่จะเรียนถามท่านว่า ท่านพูด ในเอกสารที่ท่านนําเสนอต่อสมาชิกว่าในพระราชบัญญัติโบราณสถาน ขอเรียกสั้น ๆ นะครับ ปี ๒๔๗๗ กําหนดอํานาจหน้าที่ของส่วนราชการหรือกรมศิลปากรไว้ให้มีสิทธิมีหน้าที่หรือมี อํานาจในการที่จะดําเนินการเพื่อที่จะให้เกิดการอนุรักษ์โบราณสถานได้ เช่น การจัดซื้อ เช่น การเวนคืน หรือการจ่ายค่าตอบแทนการใช้ประโยชน์ ประโยชน์ทั้ง ๓ ประการนี้มีมากและมี ครอบคลุมมากกว่าสิ่งที่ท่านเสนอเข้ามาประเด็นเดียว ๑ ใน ๓ ของกฎหมายเดิมปี ๒๔๗๗ ท่านเสนอเรื่องของการเวนคืนเข้ามา ประโยชน์ที่เกิดขึ้นในกฎหมายฉบับนั้น มาตรา ๑๑ พูดถึงเรื่องการจัดซื้อให้อํานาจอธิบดีกรมศิลปากรได้ ให้อํานาจการเวนคืนได้ และให้อํานาจ การเจรจาเพื่อที่จะจ่ายค่าตอบแทนจากการใช้ประโยชน์ได้ สิทธิหรือประโยชน์ทั้ง ๓ ประการนี้ มีมากมายเหลือเกินกว่าการเวนคืนอย่างเดียว ท่านทราบดีว่าการเวนคืนนั้นเป็นไปด้วยความ ยุ่งยากลําบาก ไม่พูดเฉพาะเรื่องประเด็นที่ว่าอาจจะขัดรัฐธรรมนูญตามที่ท่านคํานูณ ได้อภิปรายไว้ ประเด็นเรื่องของการเวนคืนนั้นไม่ว่าเวนคืนเพื่อทําอะไรมีปัญหามาโดยตลอด การสร้างทางด่วน การสร้างถนนต่าง ๆ มีปัญหามาโดยตลอด มีการร้องเรียน มีการก่อม็อบ (Mob) มีอะไรต่าง ๆ มากมาย ถึงแม้ผมจะเห็นด้วยกับสิ่งที่ท่านนําเสนอเข้ามาแต่ผมขออนุญาตที่จะ เรียนเสนอแนะว่าท่านช่วยไปพิจารณาปรับตรงนี้นิดหนึ่ง ถ้าท่านดูแล้วศึกษาแล้วนี่ปี ๒๔๗๗ มีประโยชน์ ท่านทําเข้ามาใหม่ได้ไหมว่าให้ครอบคลุมทั้งเรื่องของการจัดซื้อ คือของที่จะได้มานี้ บางทีไม่จําเป็นต้องการเวนคืนอย่างเดียว เจรจากันดี ๆ พูดคุยกันให้รู้เรื่อง

ประเด็นถัดมาครับท่านประธาน สิ่งที่จะเกิดขึ้นเกือบทุกครั้งเมื่อพูดถึงเรื่อง การเวนคืน เอาเรื่องโบราณสถานก็แล้วกัน ผมเปรียบเทียบง่าย ๆ เหมือนกับไข่ดาว ไข่ดาว มีทั้งไข่แดงแล้วก็มีทั้งไข่ขาว ในกฎหมาย พ.ร.บ. โบราณสถาน ที่คณะกรรมการกฤษฎีกา เขาดูอยู่ เขาแก้ไขอยู่พูดลงไปในรายละเอียดถึงขนาดนั้นเลยนะครับว่าสิ่งใดที่เรียกว่า เป็นโบราณสถาน สมมุติว่าผมเปรียบเทียบว่าเป็นไข่แดง บริเวณรอบ ๆ บริเวณที่อยู่ข้างเคียงนั้น เรียกว่าไข่ขาว ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดขึ้นจากไข่แดงครับท่านประธาน เกิดขึ้นจากไข่ขาวครับ ใครจะเป็นคนตีเส้น ใครจะเป็นคนกําหนดขอบเขตว่าไข่ขาวที่อยู่รอบ ๆ โบราณสถานที่เป็น ไข่แดงนั้นมีเนื้อที่ มีอาณาบริเวณมีอาณาเขตมากมายแค่ไหน ความสําคัญอยู่ตรงไหนครับ เพราะอยู่ตรงที่ว่าถ้าท่านตีเส้นท่านตีกรอบไว้ว่าบริเวณนั้นอาณาบริเวณนั้นคือโบราณสถาน แล้วละก็ สิ่งที่จะตามมาก็คือห้ามมิให้ผู้ใดไปทําสิ่งก่อสร้างปลูกสร้างอาคารใด ๆ ทั้งสิ้น ยกเว้นได้รับอนุญาตจากส่วนราชการคือกรมศิลปากร อันนี้ก็ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ก่อให้เกิด ปัญหาแล้ว ไข่ขาวจะตีขึ้นมากี่ไร่ ตีขึ้นมาครอบคลุมพื้นที่มากมายแค่ไหน จะไปรอนสิทธิของ ประชาชนผู้ครอบครองหรือที่อยู่บริเวณข้างเคียงมากมายแค่ไหน ไม่มีใครกําหนดครับ ข้อเสนอแนะครับ ได้มีผู้อภิปรายเสนอไปแล้ว สิ่งที่ควรจะดําเนินการ ควรจะดําเนินการ ในลักษณะของคณะกรรมการร่วมกัน ประชารัฐนี่ครับ ระหว่างภาครัฐและเอกชน มีการ เจรจากัน มีการพูดคุยกัน แต่เริ่มต้นท่านไปแก้ไขสิ่งที่ผมนําเสนอก่อนว่าเจรจาจัดซื้อก่อนครับ ของกฎหมายเดิมอธิบดีกรมศิลปากรไม่มีอํานาจไปจ่ายเงินให้กับเอกชนที่จะซื้อที่ดินเขา จึงนํามาซึ่งการเวนคืน แต่ไม่ใช่ทางออกเป็นการเวนคืนอย่างเดียว คุยกันดี ๆ รู้เรื่องว่าขอซื้อ ซื้อไม่ได้ มีวิธีไหน การเวนคืนคือวิธีการสุดท้ายที่ควรจะดําเนินการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอะไร ที่มันล่อแหลมต่อรัฐธรรมนูญค่อนข้างมาก เพราะฉะนั้นถ้ามีการเจรจาพูดคุยกัน ไม่ต้องซื้อ ไม่ต้องเวนคืนครับ บางทีพูดคุยกันดี ๆ จ่ายค่าทดแทนการใช้ประโยชน์ สิทธิยังเป็นของ เอกชนอยู่ก็ได้ ถ้าท่านต้องการจะให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว มีทางเข้า มีทางออก ก็ใช้เงิน เพื่อที่จะจ่ายเป็นค่าตอบแทนการใช้ประโยชน์ตรงนี้ไม่ต้องไปเวนคืน เพราะการเวนคืนยุ่งยาก ลําบาก ใช้เวลา ต้องออกเป็นพระราชบัญญัติ เสียเวลา ผมนึกไม่ออกเลยทุกวันนี้ถ้าเกิดมี พ.ร.บ. จะต้องเวนคืน กฎหมายจะต้องสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือเข้ารัฐสภาในอนาคต อีกกี่ร้อยกี่พันฉบับ แค่ทุกวันนี้เวลานี้เท่าที่ผมทราบ สิ่งที่เข้าคําจํากัดความของคําว่า โบราณสถาน มีอยู่นับร้อยนับพันแห่งที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน ท่านอาจจะขึ้นบัญชีเอาไว้ ขออนุญาตเรียนเพิ่มเติมว่าถ้าผมจําไม่ผิดหรือเข้าใจไม่ผิด ท่านช่วยกรุณาชี้แจงด้วยนะครับว่า โบราณสถานนั้นมีตั้งแต่เข้าขอบเขต เข้าลักษณะของโบราณสถานแล้วขึ้นบัญชีเอาไว้ รอขึ้นทะเบียน การจะขึ้นทะเบียนคือกรมศิลปากรไปตรวจไปดูแล้วก็ไปอยู่เจรจา แล้วขึ้นทะเบียน พอขึ้นทะเบียนปั๊บสิ่งที่จะตามมาคือรอนสิทธิของประชาชนไปค่อนข้างมาก สร้างอะไรที่อยู่บริเวณรอบ ๆ ใกล้ ๆ ที่อยู่ในอาณาบริเวณของโบราณสถานนั้นไม่ได้ เพราะฉะนั้นทุกวันนี้ทั้งข้อจํากัดเรื่องของงบประมาณ ทั้งข้อจํากัดเรื่องของเจ้าหน้าที่ ก็ไม่พอแล้วที่จะไปดูแล ไปขึ้นทะเบียนโบราณสถานที่ได้ขึ้นบัญชีเอาไว้ ยังขาดการขึ้นบัญชี อยู่อีกนับเป็นพันแห่ง เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าจะต้องตามมาด้วยการเวนคืนเพื่อที่จะอนุรักษ์ โบราณสถาน ซึ่งผมเห็นด้วยนะครับ แต่ท่านไปวางมาตรการ วางกฎเกณฑ์ วางกติกาเสียให้ดี ทั้งในเรื่องไข่ขาวที่ผมว่าแล้ว ทั้งในเรื่องของการเจรจาและมีทางออกนอกเหนือจาก การเวนคืน ซึ่งผมได้เรียนเสนอแล้ว ท่านช่วยกรุณาพิจารณาด้วย

ความสําคัญที่จะต้องตามมาประเด็นถัดมาก็คือ ท่านได้พูดถึงเรื่องการปฏิรูป วิธีหนึ่งคือการให้เอกชนมีสิทธิที่จะร้องของบประมาณ เพื่อที่จะไปอนุรักษ์ บูรณะซ่อมแซม โบราณสถานที่ตัวเองครอบครองอยู่ได้ ผมขออนุญาตเรียนเสนออย่างนี้ ท่านประธานครับ ปัญหาที่จะตามมาคือเกิดการครหาเรื่องของการเลือกที่รักมักที่ชัง เรื่องของการวิ่งเต้น เรื่องของการใช้เส้น คนนี้มีโบราณสถานเท่านี้ คนนั้นมีโบราณสถานเท่านั้น ไปขอกรมศิลปากร ไปใช้อํานาจทางการเมืองหรืออะไรต่าง ๆ ของบประมาณมาเพื่อที่จะอนุรักษ์โบราณสถาน สิ่งที่จะตามมาคือการครหาและเข้าข่าย อาจจะมีปัญหาในอนาคตได้ ใน พ.ร.บ. โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่กําลังแก้ไขอยู่ ที่คณะกรรมการกฤษฎีกาเขาดูอยู่นี่ พูดถึงเรื่องของกองทุนอนุรักษ์ โบราณสถาน ท่านช่วยไปดูด้วย นี่ละครับ คือทางออกของการอนุรักษ์โบราณสถาน นอกเหนือจากการใช้งบประมาณ งบประมาณนั้นเป็นส่วนหนึ่งของกองทุนอนุรักษ์ โบราณสถาน เงินจะได้มาจากการบริจาคบ้าง ส่วนราชการต่าง ๆ ภาคเอกชนต่าง ๆ ซีเอสอาร์ (CSR) ที่เขามาบริจาคให้กับกองทุน แล้วถ้ายิ่งท่านสามารถแก้กฎหมายให้เอาไป หักภาษีได้ก็จะยิ่งดี กองทุนนี้ก็จะเติบโตขึ้น ตั้งคณะกรรมการบริหารกองทุนนี้ให้เป็นอย่างนี้ แล้วเอกชนที่ต้องการจะอนุรักษ์โบราณสถานของตัวเองก็ไปร้องขอต่อคณะกรรมการกองทุน อนุรักษ์โบราณสถาน เพื่อขอเงินมาซ่อมแซมบูรณะสิ่งที่ตัวเองครอบครองอยู่ ดีกว่าจะไป ร้องขอต่อกรมศิลปากรหรือกระทรวงวัฒนธรรมว่าของบประมาณมาซ่อมแซมบ้านของผม ซึ่งมีอายุ ๘๐ ปี และเป็นโบราณสถาน มันจะมีปัญหาในอนาคต ท่านช่วยกรุณาพิจารณาด้วย ขอบพระคุณครับ