คํานูณ ชี้ร่างกฎหมายเวนคืน-โบราณสถานอาจขัดรัฐธรรมนูญ

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๙ · ๒๕ เมษายน ๒๕๕๙

คํานูณ สิทธิสมาน เห็นด้วยกับข้อเสนอของคณะกรรมาธิการและชี้ให้เห็นว่าการปฏิรูปจำเป็นต้องแก้ไขกฎหมายสำคัญ 4-5 ฉบับ รวมถึงกฎหมายเวนคืนอสังหาริมทรัพย์และโบราณสถาน โดยตั้งข้อสังเกตว่าร่างกฎหมายและรัฐธรรมนูญอาจขัดกันหากไม่มีการปรับให้สอดคล้อง โดยเฉพาะประเด็นการเวนคืนที่ดินเพื่ออนุรักษ์โบราณสถานและแหล่งประวัติศาสตร์ที่ไม่ได้ระบุเหตุผลชัดเจนในร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งอาจนำไปสู่ความขัดแย้งในอนาคตได้

นายคํานูณ สิทธิสมาน

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม คํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ก่อนอื่นกระผมขอกราบเรียนว่า เห็นด้วย ทุกอย่างกับที่คณะกรรมาธิการเสนอนะครับ แต่เมื่อปรากฏว่ารายงานการปฏิรูปชิ้นนี้จะ สําเร็จได้จะต้องมีการแก้ไข แล้วก็ปรับปรุงกฎหมาย รวมทั้งสิ้น ๔-๕ ฉบับด้วยกัน ก็คือ

๑. พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังริมทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๐

๒. พระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถาน แห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๔

๓. คือพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและภาษีที่ดิน พุทธศักราช ๒๔๗๕

๔. คือพระราชบัญญัติภาษีบํารุงท้องที่ พ.ศ. ๒๕๐๘ และ

๕. ใช้อํานาจบริหารก็คือประมวลรัษฎากร

กระผมเห็นว่าใน ๒ พระราชบัญญัติที่เป็นเรื่องเอกและที่คณะกรรมาธิการ ทําเป็นร่างพระราชบัญญัติเสนอมานั้นก็คือร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... กับร่างพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถาน แห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... อาจจะมีปัญหาบางประการที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับรัฐธรรมนูญ แล้วก็ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่รอลงประชามตินี้ กระผมขออนุญาตอภิปรายเพื่อตั้งเป็นข้อสังเกตไว้ เพราะว่าแม้ว่าจะเห็นด้วยทุกประการ แต่เมื่อไปตรวจสอบกฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้วอาจจะมี ปัญหาบางประการ กล่าวคือการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ ท่านประธานที่เคารพ ถือว่าเป็นบท จํากัดสิทธิที่เป็นข้อยกเว้น กล่าวคือสิทธิของประชาชน ไม่ว่ารัฐธรรมนูญฉบับใดจะต้อง คุ้มครองเอาไว้นะครับว่า บุคคลย่อมมีสิทธิในทรัพย์สิน หรือบางฉบับก็จะเขียนไว้ว่า บุคคล ย่อมมีสิทธิในทรัพย์สินและการสืบมรดก แล้วก็จะต่อด้วย การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ จะกระทํามิได้ อันนี้คือหลักครับท่านประธาน หลักของสิทธิของประชาชนซึ่งผมถือว่า เป็นหลักที่สําคัญอย่างยิ่ง จะอยู่ในมาตราต้น ๆ ของหมวดสิทธิเสรีภาพของประชาชน อันถือได้ว่าเป็นหลักสําคัญของประเทศที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเสรีที่รัฐ จะต้องประกันในสิทธิในทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน จริงอยู่ครับ รัฐอาจจะได้รับข้อยกเว้น ที่สามารถจะเวนคืนได้ก็จริง แต่บทยกเว้นหรือบทจํากัดสิทธินั้นจะต้องกระทําไปโดยจํากัด รัฐธรรมนูญทุกฉบับมักจะเขียนเอาไว้ว่า การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์จะกระทํามิได้ เว้นแต่ โดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะกิจการของรัฐ เพื่อ จุด จุด จุด ก็ว่ากันไป หมายความว่า สิทธิในอสังหาริมทรัพย์เป็นสิทธิเป็นบทหลัก การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ จะกระทํามิได้ อันนี้เป็นบทหลัก แต่บทยกเว้น ถ้าจะกระทําได้ก็ต้องโดยอาศัยอํานาจตาม บทบัญญัติแห่งกฎหมาย ซึ่งก็คือพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๐ ทีนี้รัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ ก็จะเขียนไว้ในทํานองเดียวกับมาตรา ๕ ของพระราชบัญญัติว่าด้วย การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๐ กล่าวคือ เมื่อรัฐมีความจําเป็นที่จะต้องได้มาซึ่ง อสังหาริมทรัพย์เพื่อกิจการใด ๆ อันจําเป็นเพื่อการอันเป็นสาธารณูปโภค หรือการอันจําเป็น ในการป้องกันประเทศ หรือการได้มาซึ่งทรัพยากรธรรมชาติ หรือเพื่อการผังเมือง หรือเพื่อ การพัฒนาการเกษตร หรือการอุตสาหกรรม หรือเพื่อการปฏิรูปที่ดิน หรือเพื่อประโยชน์ สาธารณะอย่างอื่น ถ้ามิได้ตกลงในเรื่องการโอนไว้เป็นอย่างอื่น ให้ดําเนินการเวนคืนตามบท แห่งพระราชบัญญัตินี้ นี่คือมาตรา ๕ ของพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๐ ที่ใช้บังคับอยู่ เมื่อทางคณะกรรมาธิการเสนอแก้ไขนะครับ ก็เป็นการแก้ไข ปรับปรุงมาตรา ๕ ให้เพิ่มความคําว่า หรือเพื่อการอนุรักษ์โบราณสถานและแหล่งทาง ประวัติศาสตร์เข้าไว้หลัง หรือเพื่อการปฏิรูปที่ดินเอาไว้ก่อนหน้า หรือเพื่อประโยชน์ สาธารณะอย่างอื่น นั่นก็แปลว่าถ้าไม่แก้ไขพระราชบัญญัตินี้โดยระบุคําว่า หรือเพื่อการอนุรักษ์โบราณสถาน และแหล่งทางประวัติศาสตร์ ก็จะไปเวนคืนเพื่อเหตุนี้ไม่ได้ ดังบันทึกสรุปสาระสําคัญของ ร่างพระราชบัญญัติที่ทางคณะกรรมาธิการเขียนไว้นะครับว่า เนื่องด้วยพระราชบัญญัติ ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๐ มาตรา ๕ ไม่ได้กําหนดให้กิจการของรัฐ ที่เกี่ยวกับการอนุรักษ์โบราณสถานและแหล่งทางประวัติศาสตร์เป็นกิจการที่รัฐสามารถ ดําเนินการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ได้ อันนี้เข้าใจตรงกันนะครับว่าถ้าไม่แก้ไข การเวนคืน อสังหาริมทรัพย์เพื่อการอนุรักษ์โบราณสถานและแหล่งทางประวัติศาสตร์จะกระทํามิได้ นี่คือสาระของร่างพระราชบัญญัติเอกฉบับแรก ร่างพระราชบัญญัติเอกฉบับที่ ๒ ก็คือ ร่างพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ขอเรียกสั้น ๆ นะครับ ที่ในมาตรา ๓ ท่านเติม เป็นมาตรา ๑๐/๑ ขึ้นมา ก็เป็นเรื่องเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ครับ ก็คือกล่าวว่าโบราณสถานที่ได้ ประกาศขึ้นทะเบียนตามมาตรา ๗ แล้ว หากโบราณสถานหรือที่ดินบริเวณโดยรอบนั้นมิใช่ ทรัพย์สินของแผ่นดินหรือของวัดทั้งหมด และกรมศิลปากรมีความจําเป็นต้องใช้ประโยชน์ ที่ดินเพื่อการอนุรักษ์ หรือการบริหารจัดการพื้นที่โบราณสถาน ให้อธิบดีโดยความเห็นชอบ ของคณะรัฐมนตรีมีอํานาจดําเนินการเวนคืนตามกฎหมายว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ ก็ได้ โดยสรุปก็คือว่าพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุในมาตรา ๑๐/๑ ถ้าได้รับ การแก้ไขจะเกิดเป็นจริงขึ้นได้ก็ต่อเมื่อร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ ฉบับใหม่จะต้องผ่านเสียก่อน กล่าวคือทั้ง ๒ ฉบับนี้เป็นกฎหมายพวงครับ จะต้องไปควบคู่กัน ก็ดูไม่น่าจะมีปัญหาอะไรครับตราบใดที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ยังใช้บังคับอยู่ เพราะว่า รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่ไม่ได้บังคับใช้ไปแล้วนั้นเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่บัญญัติให้สามารถ มีการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอนุรักษ์โบราณสถานและแหล่งทางประวัติศาสตร์ได้ โดยบัญญัติไว้ในมาตรา ๔๒ ดังนี้ครับท่านประธาน การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์จะกระทํามิได้ อันนี้คือหลักนะครับ

ต่อไปเป็นข้อยกเว้น เว้นแต่โดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะกิจการของรัฐเพื่อการอันเป็นสาธารณูปโภค การอันจําเป็นในการป้องกันประเทศ การได้มาซึ่งทรัพยากรธรรมชาติ การผังเมือง การส่งเสริม และรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม การพัฒนาเกษตร หรือการอุตสาหกรรม การปฏิรูปที่ดิน การอนุรักษ์โบราณสถานและแหล่ง ทางประวัติศาสตร์ หรือเพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างอื่น และนี่คือมาตรา ๔๒ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ อันที่จริงก็เขียนล้อตามมาตรา ๕ ของพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๐ แต่มีความก้าวหน้าขึ้นมา คือเติมคําว่า การอนุรักษ์โบราณสถานและแหล่งทาง ประวัติศาสตร์ แต่น่าเสียดายครับในช่วงที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ บังคับใช้อยู่จนกระทั่งถูกฉีก ไปนั้น ทางราชการมิได้ดําเนินการแก้ไขพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๐ เติมคําว่า หรือเพื่อการอนุรักษ์โบราณสถานและแหล่งทางประวัติศาสตร์ ลงไป เพื่อให้สอดรับกับมาตรา ๔๒ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เพราะฉะนั้นในขณะนี้เราไม่มี รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แล้ว แล้วก็เป็นที่น่าเสียดายว่าร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับรอลงประชามตินั้น เรื่องสิทธิในทรัพย์สินอยู่ในมาตรา ๓๗ ปรากฏว่าไม่ได้บัญญัติเรื่องนี้ ไว้ครับ กล่าวคือในมาตรา ๓๗ วรรคสามของร่างรัฐธรรมนูญฉบับรอลงประชามติเขียนไว้ เพียงว่า การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์จะกระทํามิได้ อันนี้ชัดเจนครับ เป็นหลัก เว้นแต่ โดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อการอันเป็นสาธารณูปโภค การป้องกันประเทศ หรือการได้มาซึ่งทรัพยากรธรรมชาติ หรือเพื่อประโยชน์สาธารณะอื่น สังเกตไหมครับท่านประธาน หลังคําว่า หรือก่อนคําว่า หรือเพื่อประโยชน์สาธารณะอื่น ๆ ไม่มีความคําว่า หรือเพื่อการอนุรักษ์โบราณสถานและแหล่งทางประวัติศาสตร์เอาไว้ เพราะฉะนั้นในขณะนี้เรายังไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับถาวรใช้ การแก้ร่างพระราชบัญญัติทั้ง ๒ ฉบับนี้ เกิดขึ้นก็กระทํามิได้ เพราะว่าก็จะขัดกับรัฐธรรมนูญ แต่ถ้าสมมุติว่าร่างรัฐธรรมนูญผ่านการ ประชามติและประกาศใช้ ปัญหาก็จะเกิดขึ้นทันที ซึ่งกระผมจําเป็นต้องตั้งข้อสังเกตไว้ ก็คือว่าร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ก็ดี ร่างพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่จะแก้ไขใหม่ก็ดี ในมาตรา ๕ และมาตรา ๑๐/๑ นั้น มีแนวโน้มที่จะขัด กับรัฐธรรมนูญที่จะประกาศใหม่ถ้าผ่านประชามติในวรรคสาม เพราะว่าท่านไม่ได้ระบุ วัตถุประสงค์ของการเวนคืนไว้หรือเพื่อการอนุรักษ์โบราณสถานและแหล่งทางประวัติศาสตร์ ไว้ด้วย อันนี้ผมก็มีความลําบากใจอย่างยิ่งที่จะต้องอภิปรายตั้งข้อสังเกตไว้ เพราะว่าทีแรกก็ ไม่ได้คิดว่าร่างรัฐธรรมนูญในมาตรานี้จะเป็นปัญหาแต่เมื่อศึกษารายงานของคณะกรรมาธิการ แล้วก็เกิดเอะใจขึ้นมา แล้วก็ไปเปิดดูร่างรัฐธรรมนูญฉบับรอลงประชามตินี่นะครับ ก็จะพบ ประเด็นนี้ อาจจะมีบางท่านให้ความเห็นว่า ก็ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ถือว่าสิทธิของประชาชน มีทุกอย่างไม่ใช่เฉพาะที่จะเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญเท่านั้น ก็ไม่สามารถจะนํามาปรับใช้ได้กับ กรณีนี้ครับ เพราะว่าสิทธิของประชาชนที่มีทุกอย่างก็คือสิทธิในทรัพย์สิน ซึ่งก็คือบทหลัก ก็คือการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์จะกระทํามิได้ เรื่องการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์จะกระทําได้ เฉพาะตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อการใด มันเป็นบทบัญญัติที่เป็นข้อยกเว้น เป็นบทบัญญัติจํากัดสิทธิ โดยหลักการแล้วก็ต้องตีความอย่างแคบที่สุดครับ และถ้าเราไปดู รัฐธรรมนูญทั้งปี ๒๕๔๐ ทั้งปี ๒๕๕๐ แล้วก็ร่างรัฐธรรมนูญฉบับรอลงประชามติในมาตรา ๒๖ ก็เขียนไว้ชัดเจนว่า การตรากฎหมายที่มีผลเป็นการจํากัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคล ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ อันนี้กระผมก็ขออนุญาตอภิปราย เพื่อบันทึกเป็นข้อสังเกตไว้ว่า แม้ว่ากระผมจะเห็นด้วยทั้งหมด เห็นด้วยอย่างยิ่ง แต่ว่า การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์จะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญเท่านั้น ถ้ารัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนคําว่า เพื่อการอนุรักษ์โบราณสถานและแหล่งทางประวัติศาสตร์ เอาไว้ กระผมเกรงว่าจะมีปัญหา แต่ว่าจะดําเนินการแก้ไขอย่างไรก็ฝากคณะกรรมาธิการ ได้โปรดนําไปพิจารณา หรือว่าถ้าจะพูดถึงในการประชุมคณะกรรมการประสานงาน รวม ๓ ฝ่าย ถ้าเผื่อรายงานนี้ผ่าน ซึ่งผ่านแน่ครับ ผมกดปุ่มให้ผ่านแน่ จะดําเนินการกันต่อไปอย่างไร เพราะในขณะนี้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับรอลงประชามติไม่สามารถแก้ไขเพิ่มเติมได้อีกแล้ว กราบขอบพระคุณครับ