บวรเวท แจงแนวทางอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมอย่างมีประสิทธิภาพ

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๙ · ๒๕ เมษายน ๒๕๕๙

บวรเวท รุ่งรุจี นำเสนอผลการศึกษาและหารือประเด็นการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมทั้งที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ โดยเน้นย้ำความสำคัญของโบราณสถานในแง่ประวัติศาสตร์และคุณค่าของชาติ พร้อมเสนอให้มีการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อป้องกันการบุกรุกและออกเอกสารสิทธิทับพื้นที่โบราณสถาน รวมถึงการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์เพื่อประโยชน์สาธารณะและการบูรณาการการดูแลรักษาอย่างมีประสิทธิภาพ โดยส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนและสนับสนุนงบประมาณจากรัฐในการฟื้นฟูและพัฒนาแหล่งมรดกให้คงอยู่อย่างยั่งยืน

นายบวรเวท รุ่งรุจี กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภาและท่านสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ ผม บวรเวท รุ่งรุจี สปท. ลําดับที่ ๘๒ จะขออนุญาต นําเสนอการศึกษา เรื่อง การจัดการพื้นที่มรดกทางวัฒนธรรมของชาติ เพื่อเพิ่มคุณค่าและมูลค่า ทางวัฒนธรรม ก่อนอื่นผมคงต้องขอเรียนว่าในเรื่องของมรดกทางด้านวัฒนธรรมนั้นในทางสากล จะแบ่งออกเป็น ๒ ด้าน คือมรดกทางด้านวัฒนธรรมที่จับต้องได้ ได้แก่ โบราณสถาน โบราณวัตถุ กับมรดกทางด้านวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ อันนี้จะหมายถึงส่วนที่เป็นขนบธรรมเนียมประเพณี ที่เป็นวรรณคดี วรรณกรรม อะไรต่าง ๆ ซึ่งในประเทศไทยเรานั้นมีมรดกทั้ง ๒ ด้านอยู่ เป็นจํานวนมาก ซึ่งทางคณะอนุกรรมาธิการและคณะกรรมาธิการจะได้ลําดับนําเสนอเป็นระยะ ต่อไป

สําหรับในวันนี้นั้นผมขออนุญาตนําเสนอในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับมรดก ทางด้านวัฒนธรรมที่จับต้องได้ โดยเน้นที่โบราณสถานเป็นหลัก ก่อนอื่นผมคงต้องขออัญเชิญ พระราชดํารัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวโรกาสที่เสด็จประพาสจังหวัดพระนคร ศรีอยุธยา เมื่อปี ๒๕๐๖ ซึ่งพระองค์ท่านทรงมีพระราชดํารัสว่า “การสร้างอาคารสมัยนี้คงจะ เป็นเกียรติสําหรับผู้สร้างแต่เพียงผู้เดียว แต่เรื่องโบราณสถานนั้นเป็นเกียรติของชาติ อิฐเก่า ๆ แผ่นเดียวก็มีค่า ควรจะช่วยกันรักษาไว้ ถ้าเราขาดสุโขทัย อยุธยา และกรุงเทพฯ แล้ว ประเทศไทย ก็ไม่มีความหมาย” พระราชดํารัสนี้พระองค์ท่านทรงให้ไว้เมื่อครั้งเสด็จประพาสที่จังหวัดพระนคร ศรีอยุธยาแล้วเห็นมีการก่อสร้างอาคารใหม่ตามที่ปรากฏอยู่ในเพาเวอร์พอยท์ (PowerPoint) ซึ่งผู้ที่สร้างนั้นก็อธิบายว่าได้สร้างทับอยู่บนฐานของพระราชวังเย็น ซึ่งอยู่ในที่จังหวัดพระนคร ศรีอยุธยา เมื่อพระองค์ท่านทรงรับทราบพระองค์ท่านทรงมีพระราชดํารัสอย่างที่ผมได้กราบเรียน ไปแล้วนะครับ ซึ่งอันนั้นเป็นประเด็นที่เราคงจะต้องมีการทําความเข้าใจกันครับว่า คําว่า โบราณสถาน นั้น ตามคํานิยามในมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๔ ให้คํานิยามไว้ว่า “โบราณสถาน” หมายความว่า อสังหาริมทรัพย์ซึ่งโดยอายุหรือโดยลักษณะแห่งการก่อสร้าง หรือโดยหลักฐานเกี่ยวกับ ประวัติของอสังหาริมทรัพย์นั้นเป็นประโยชน์ทางศิลป ประวัติศาสตร์ หรือโบราณคดี ทั้งนี้ ให้รวมถึงสถานที่ที่เป็นแหล่งโบราณคดีแหล่งประวัติศาสตร์ และอุทยานประวัติศาสตร์ด้วย จะเห็นได้ว่าคําว่า โบราณสถาน นั้น ไม่ได้หมายถึงวัดวาอารามแต่เพียงอย่างเดียว คําว่า โบราณสถาน นั้นจะครอบคลุมไปในหลายมิติ

ผมขออนุญาตนําเสนอเพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันว่า โบราณสถานที่เรา นําเสนอจะเป็นประเภทที่อยู่อาศัย ก็ได้แก่อย่างที่ปรากฏอยู่ในภาพนะครับ ก็เป็นวังวรดิศ ส่วนโบราณสถานประเภทศาสนสถานนะครับ อย่างยกตัวอย่างเช่น วัดไหล่หิน อย่างที่ จังหวัดลําปาง อันนี้เป็นศาสนสถานในพุทธศาสนา แล้วก็ยังมีประเภทของโบราณสถาน ในศาสนาอื่น เช่น ที่วัดซางตาครูส กรุงเทพมหานคร แล้วก็มัสยิดตะโละมาเนาะ อยู่ที่จังหวัด นราธิวาส ส่วนโบราณสถานประเภทแหล่งสาธารณูปโภค สาธารณูปการ ซึ่งอันนี้บางท่านอาจจะ ยังไม่ทราบ แต่จริง ๆ แล้ว แหล่งสาธารณูปโภค สาธารณูปการ ก็ถือเป็นโบราณสถาน ประเภทหนึ่ง ภาพที่ปรากฏจะเป็นบาราย หรือถ้าเราเรียกกันในภาษาปัจจุบันก็คือ อ่างเก็บน้ํา โบราณ ที่ปราสาทเมืองต่ํา อายุก็ประมาณร่วม ๆ ๑,๐๐๐ ปี อันนี้เป็นแหล่งเก็บกักน้ําที่ คนโบราณสร้างขึ้นไว้ เพื่อเก็บกักน้ําไว้ใช้ในการอุปโภคบริโภค ซึ่งเราก็ถือว่าเป็นโบราณสถาน อีกประเภทหนึ่ง ส่วนอีกประเภทหนึ่งที่เป็นประเภทแหล่งสาธารณูปโภค สาธารณูปการนั้น ก็คือแนวถนน บางท่านอาจจะเคยได้ยิน ที่พูดถึงแนวถนนพระร่วงที่สร้างมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย แนวถนนพระร่วงนี้เชื่อมระหว่างอุทยานประวัติศาสตร์กําแพงเพชร สุโขทัย และศรีสัชนาลัย ซึ่งในปัจจุบันนี้แนวถนนนี้ก็ยังคงอยู่นะครับ จากภาพที่ท่านเห็น ขวามือจะเป็นแนวถนน ดั้งเดิมที่ยังไม่ได้มีการปรับปรุงอะไรต่าง ๆ เป็นถนนลูกรังใช้ธรรมดา แต่บางส่วนของถนน พระร่วงนั้นก็มีการปรับปรุงลาดยางแล้วคนในปัจจุบันก็ยังใช้อยู่ อันนี้ก็ถือเป็นโบราณสถาน อีกประเภทหนึ่งในเรื่องสาธารณูปโภค สาธารณูปการ ส่วนอีกประเภทหนึ่งซึ่งถือว่าเป็น โบราณสถานที่มีความสําคัญคือ โบราณสถานที่เป็นประเภทของเมืองโบราณ เมืองโบราณ ในประเทศไทยมีนับเป็นพัน ๆ แห่ง ซึ่งกระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศนะครับ ที่นําภาพมา ให้ดูนั้นจะเป็นเมืองโบราณที่เมืองอู่ทอง อยู่ที่อําเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ภาพจาก ภาพถ่ายทางอากาศ ท่านจะเห็นร่องรอยของแนวคูเมือง ส่วนด้านขวามือเป็นการพัฒนาโดย การขุดลอกคูเมือง ซึ่งสามารถใช้เก็บกักน้ํา ซึ่งจะนํามาซึ่งการใช้เป็นส่วนในการอุปโภค บริโภคได้ เพราะฉะนั้นถ้าเราสามารถดําเนินการพัฒนาเมืองต่าง ๆ เหล่านี้ขึ้นมาโดยเน้น ในเรื่องเกี่ยวกับใช้คูเมือง กําแพงเมือง หรือบารายแล้ว จะทําให้เรามีแหล่งเก็บกักน้ํา เป็นจํานวนมาก อีกเมืองหนึ่งที่ผมยกตัวอย่างให้ท่านดูก็คือเมืองเชียงแสน อันนี้อยู่ติดกับ แม่น้ําโขง ส่วนเมืองเชียงแสนนี้ก็จะมีอายุน้อยลงมานิดหนึ่ง คืออายุประมาณสัก ๗๐๐ ๘๐๐ ปี นะครับ ลักษณะของคูเมือง กําแพงเมืองก็จะแตกต่างกันออกไป คือจะมีการใช้อิฐก่อสร้าง ในส่วนที่เป็นกําแพงเมือง ส่วนลักษณะของคูเมืองก็ยังคงมีอยู่ แล้วจนกระทั่งถึงปัจจุบันใน กรุงเทพฯ เราก็ยังมีในส่วนของคูเมืองเดิม ที่เราเรียกกันว่าคลองหลอด มีป้อมพระสุเมรุ อันนี้ ก็เป็นพัฒนาการของเมืองโบราณในสมัยตั้งแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์นะครับ ซึ่งในปัจจุบันก็มี คลองเป็นจํานวนมากที่ถูกถมไปแล้วแล้วก็กลายเป็นถนน อีกประเภทหนึ่งของโบราณสถาน คือประเภทแหล่งสาธารณูปโภค สาธารณูปการ ภาพด้านซ้ายจะเป็นคลองภาษีเจริญ จากประวัติศาสตร์คลองภาษีเจริญนั้น รัชกาลที่ ๔ โปรดเกล้าฯ ให้ขุดคลองนี้ขึ้น เพราะฉะนั้น มีความสําคัญในทางด้านคมนาคม ส่วนทางด้านขวามือจะเป็นสภาพของสะพาน เรียกว่า สะพานมหาดไทยอุทิศ ซึ่งจะมีลวดลายที่สวยงาม เพราะฉะนั้นทั้ง ๒ แหล่งสาธารณูปโภคนี้ ก็ถือเป็นโบราณสถานที่สําคัญ และที่เกี่ยวข้องกับคนเป็นจํานวนมากก็คือโบราณสถานที่เป็น ประเภทแหล่งพาณิชยกรรม ภาพที่เห็นจะเป็นตึกแถวหน้าพระลาน ที่สร้างขึ้นในราวตอนปลาย ของรัชกาลที่ ๕ ประมาณ พ.ศ. ๒๔๕๑ ซึ่งตึกแถวในรุ่นนี้จะมีอยู่ติดต่อกันเป็นระยะนะครับ ก็คือจากหน้าพระลานก็จะเป็นตึกแถว ท่าช้าง แล้วก็ที่ท่าเตียน อันนี้จะสร้างอยู่ร่วมสมัยกัน อันนี้ก็ถือเป็นโบราณสถานอยู่ในความครอบครองของสํานักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

อีกประเภทหนึ่งของโบราณสถาน ก็คือประเภทที่เป็นแหล่งโบราณคดี แหล่งโบราณคดีที่สําคัญที่คนไทยคงรู้จักกันก็คือแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง ซึ่งเป็นมรดกโลก มาตั้งแต่ปี ๒๕๓๕ แหล่งโบราณคดีบ้านเชียงนั้นได้รับการยกย่องว่าเป็นหลักฐานทางด้าน ประวัติศาสตร์และก่อนประวัติศาสตร์ที่สําคัญแห่งหนึ่งในเซาต์อีสต์เอเชีย (South East Asia)

อีกประเภทหนึ่งเป็นภาพเขียนสีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่คนสมัยก่อน เขาเขียนไว้ตามผนังเพิงผาตามผนังถ้ํา แสดงถึงกิจกรรมหรือวิถีชีวิตของพวกเขา อันนี้ก็เป็น ภาพเขียนสีที่ผาแต้ม อําเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี อันนั้นก็แสดงสภาพชีวิตของเขา เขาเขียนเป็นรูปปลาบึกกับข้องจับปลา แสดงถึงวิถีชีวิตของเขาเดิมที่มีอยู่ และโบราณสถาน

ประเภทสุดท้ายก็คือแหล่งประวัติศาสตร์ อันนี้ผมว่าทุกท่านคงรู้จักสนามหลวง หรือทุ่งพระเมรุของเรา ซึ่งใช้ในการประกอบพระราชพิธีตั้งแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์จนกระทั่ง ถึงปัจจุบันก็ยังใช้อยู่ เพราะฉะนั้นท่านจะเห็นถึงความหลากหลายของคําว่า โบราณสถาน จะครอบคลุมในทุกมิติ ไปอยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพราะฉะนั้นการทําความเข้าใจที่จะ ให้เข้าใจว่าโบราณสถานหมายถึงอะไรบ้าง และอะไรบ้างคือความสําคัญที่เราจะต้องช่วยกัน อนุรักษ์ให้ทรงคุณค่าไว้ก่อน ก่อนที่จะนํามาซึ่งมูลค่าทางเศรษฐกิจ อันนั้นเป็นประเด็นที่ผม คิดว่าเราจะต้องให้ความสําคัญร่วมกัน จากการศึกษา เราพบว่าโบราณสถานจะถูกบุกรุก ทําลายทั้งโดยเจตนาและไม่เจตนาในการออกเอกสารสิทธิทับอยู่บนโบราณสถาน การใช้ พื้นที่โบราณสถานเป็นที่ทํากินหรือใช้เป็นที่อยู่อาศัย จนทําให้เราไม่สามารถที่จะพัฒนาหรือ ฟื้นฟูศักยภาพเดิมของโบราณสถานนั้นกลับมาใช้ประโยชน์ได้ และสืบเนื่องกันประเด็น ทางด้านกฎหมาย ซึ่งถ้าเราคิดว่าเราจะต้องเข้าไปทําการแก้ไขในการมีเอกสารสิทธินั้น เราก็ พบว่าข้อจํากัดทางด้านกฎหมายที่ยังไม่ครอบคลุมในประเด็นของโบราณสถานนั้นมีอยู่ หลายฉบับ ที่เราจะกล่าวถึงนั้นก็คงจะเป็นพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๐ พระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๔ แก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๕ อันนี้ก็จะเป็น ๒ พระราชบัญญัติหลัก ๆ ที่เราจะ ขอเสนอที่ประชุมสภาแห่งนี้เพื่อแก้ไข ส่วนพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. ๒๔๗๕ พระราชบัญญัติภาษีบํารุงท้องที่ พ.ศ. ๒๕๐๘ และประมวลรัษฎากรนั้น จะเป็นสิ่งที่เรา นําเสนอ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงมหาดไทยหรือกระทรวงการคลัง รับเอาไปดําเนินการออกกฎหมายลูกในการที่จะแก้ไขเพิ่มเติม

นอกจากนั้นแล้วเรายังพบว่าประเด็นปัญหาเกิดขึ้นจากโครงสร้างการบริหาร จัดการของกระทรวงวัฒนธรรมเอง คือในกระทรวงวัฒนธรรมจะมีหน่วยงานที่มีหน่วยงาน ในภูมิภาค ยกตัวอย่าง เช่น สํานักงานปลัดกระทรวงก็จะมีสํานักงานวัฒนธรรมจังหวัดอยู่ทั้ง ๗๗ จังหวัด กรมศิลปากรก็จะมีสํานักศิลปากรในภูมิภาคอยู่ตามจุดสําคัญทั้งหมด ๑๒ แห่ง รวมทั้งกรมส่งเสริมวัฒนธรรมก็จะมีสภาวัฒนธรรมในพื้นที่ครบทั้ง ๗๑ จังหวัด เพราะฉะนั้น ถ้าเราสามารถที่จะบูรณาการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเรื่องเกี่ยวกับการบริหารจัดการนั้น เข้ามามีส่วนร่วมในการที่จะสร้างความเข้าใจให้กับประชาชนรู้ถึงคุณค่าและเห็นถึงความ สําคัญในการที่จะอนุรักษ์มรดกทางด้านวัฒนธรรมของชาติเป็นปฐมก่อนนั้น ผมถือว่า เป็นเรื่องที่สําคัญ เพราะฉะนั้นการที่จะมีการปรับโครงสร้าง การปรับโครงสร้างในที่นี้เราคง ไม่ไปขอเพิ่มเติมจํานวนข้าราชการหรือตั้งหน่วยงานอะไรต่าง ๆ ใหม่ คงจะใช้บุคลากรเดิม และหน่วยงานเดิม เพียงแต่ว่าปรับภาระหน้าที่ให้สอดคล้องกันกับวาระการปฏิรูป นั่นน่าที่จะ เป็นประเด็นที่เราอยากจะให้กับทางกระทรวงวัฒนธรรมรับไปพิจารณานะครับ ซึ่งในการดําเนินงานนั้นเราได้มีการลงพื้นที่เป็นกรณีศึกษา ในพื้นที่แรกที่เราลงไปศึกษานั้น ก็คือที่อําเภอเชียงแสน ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองเชียงแสน อยู่จังหวัดเชียงราย ซึ่งในเมือง เชียงแสนนั้นมีโบราณสถานทั้งหมด ๗๕ แห่ง อยู่ทั้งภายในเมืองและนอกเมือง ปัญหาที่ เราพบก็คือการบุกรุก รุกล้ําและการออกเอกสารสิทธิทับ ซึ่งปรากฏอยู่ในรูปนะครับ คือที่ วัดป่างัวเชียง ซึ่งอยู่ภายในตัวเมืองโบราณเชียงแสน ถ้าท่านสังเกตดูท่านจะเห็นว่าตัวฐาน ของอาคารซึ่งเป็นวิหารนั้นยังดําเนินการขุดแต่งไม่แล้วเสร็จ แต่ภาพที่ท่านเห็นด้านหน้า จะเป็นตึกแถวที่ปลูกทับอยู่เหนือตัวโบราณสถาน ซึ่งเจ้าของตึกนั้นเท่าที่สอบถามเขา มีเอกสารสิทธิในการครอบครอง เขาบอกเขามีมา ๒๐ กว่าปีแล้วนะครับ

ส่วนอีกจุดหนึ่งที่เราคิดว่าเป็นปัญหา ก็คือการที่มีการออกเอกสารสิทธิ ติด ๆ กับโบราณสถาน อันนี้อยู่ที่วัดเดียวกันนะครับ เพียงแต่ว่าถัดเข้ามานะครับ ติดกับวัดนั้น ก็มีเอกสารสิทธิและมีการประกาศขาย เท่าที่ทราบนี้เขาก็บอกเขาขายไปเรียบร้อยแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าด้านหน้าก็มีตึกแถว ด้านข้างที่ดินถูกขายไป เพราะฉะนั้นตัวโบราณสถาน วัดป่างัวเชียงนั้นก็จะกลายเป็นพื้นที่ที่อยู่ตรงกลาง เป็นพื้นที่ตาบอดถ้าเราเรียกกัน ก็คือ การจะเข้าถึง การจะเข้าไปดูอะไรต่าง ๆ เหล่านั้นก็จะกระทําได้ยากมากนะครับ

อีกแห่งหนึ่งที่เราไปดู คือที่วัดมุงเมือง อันนี้ก็อยู่ภายในเมืองเชียงแสน ท่านเห็นตัวฐานของอาคารที่เป็นโบราณสถานและมองถัดไป อันนั้นเป็นบ้านที่อยู่อาศัย ของคนครับ อยู่ในบริเวณเดียวกันเลย เขาก็บอกว่าเขามีเอกสารสิทธิอยู่มาตั้งแต่รุ่น บรรพบุรุษของเขาแล้ว ฝั่งตรงกันข้าม ที่วัดพระบวช ก็เป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่โบราณสถาน ยังขุดแต่งไม่เสร็จ แต่พื้นที่ข้าง ๆ ก็มีการก่ออิฐ แล้วก็ทําอาชีพที่กําลังฮิตนะครับ คาร์แคร์ (Car care) คือล้างรถนะครับ เพราะฉะนั้นมันก็จะเป็นสิ่งที่มันทําให้รู้สึกว่าในสิ่งที่เกิดขึ้น จริง ๆ กับมรดกทางด้านวัฒนธรรมของชาตินั้นมันคงจะต้องมีการที่จะต้องช่วยกันพัฒนา และปรับปรุงนะครับ

ส่วนในกรณีศึกษาที่ ๒ ซึ่งเราได้มีการศึกษาหาข้อมูลนะครับ เราไปที่ เมืองพิมายที่อําเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา พบว่ามีการออกเอกสารสิทธิทับอยู่บน แนวโบราณสถานซึ่งเป็นส่วนของบาราย ซึ่งที่เมืองพิมายเป็นเมืองที่มีอายุถึงปัจจุบัน ก็ประมาณ ๑,๐๐๐ ปีนะครับ ซึ่งเราจะเห็นจากภาพที่ปรากฏว่าการออกเอกสารสิทธิ ของเมืองพิมาย ที่ผมวงให้เห็นเป็นสีฟ้านั้น อันนั้นคือพื้นที่ของบารายหรืออ่างเก็บน้ํา ซึ่งอยู่นอกเมืองพิมายทางด้านทิศใต้ พื้นที่ทั้งหมดมีเอกสารสิทธิ ๖๘ ราย คือทั้ง ๖๘ รายนั้น มีโฉนดอยู่ในพื้นที่นี้ทั้งหมด แล้วก็ในปัจจุบันสภาพปัจจุบันนั้นเขาก็ใช้พื้นที่เป็นพื้นที่ เกษตรกรรม คือทํานาแล้วก็เลี้ยงปลาอยู่ภายในนะครับ

กรณีศึกษาที่ ๓ ซึ่งเราไปทําการศึกษามาก็คือที่อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ศรีสัชนาลัย แล้วก็กําแพงเพชร พบว่ามีการออกเอกสารสิทธิและการรุกล้ําพื้นที่โบราณสถาน ภาพที่ท่านเห็นจะเป็นเมืองสุโขทัยเก่า ส่วนด้านนอกเมืองออกไปทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ที่เป็นสีฟ้า ๆ นั้นจะเป็นแนวของบารายหรืออ่างเก็บน้ําเดิมที่มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย อันนี้ ผมต้องเรียนว่า ในสมัยสุโขทัยนั้นเขารู้อยู่แล้วว่าพื้นที่มีความลาดชันจากทิศตะวันตกไปทิศ ตะวันออก เพราะฉะนั้นในหน้าน้ําเขาต้องเก็บกักน้ําไว้ให้ได้มากที่สุด ภาพที่ท่านเห็นมีการ ออกเอกสารสิทธิ แล้วก็ใช้พื้นที่เพื่อการประกอบงานเกษตรกรรมนะครับ

อีกตัวอย่างหนึ่งก็คือเขื่อนสรีดภงส์ บางท่านอาจจะเคยได้ยินนะครับที่เป็น เขื่อนโบราณใช้เก็บกักน้ํา เรามีเขื่อนสรีดภงส์ที่จังหวัดสุโขทัย ๒ แห่ง อันนี้เป็นแห่งที่ ๒ นะครับ จากภาพที่เห็นที่เป็นสีส้ม ๆ นิดหนึ่ง ปัจจุบันพอเราเข้าไปสํารวจดูพื้นที่ของสรีดภงส์ ๒ นั้น ใช้เป็นพื้นที่เกษตรกรรมแต่ยังมีแนวคันดิน ยังมีแนวคันดินปรากฏให้เห็นอยู่ในภาพที่ปรากฏ อันนี้เป็นแนวคันดินอยู่ทางด้านขวามือ แล้วทางด้านซ้ายมือจะเป็นการทําไร่นาป่าสวน อะไรต่าง ๆ ของชาวสวนที่ใช้พื้นที่ เพราะฉะนั้นถ้าเราสามารถขุดลอกพื้นที่เขื่อนสรีดภงส์ที่มี มาตั้งแต่สมัยสุโขทัยได้แล้ว เราก็จะมีพื้นที่เก็บกักน้ําไว้ใช้ในหน้าแล้งเหมือนอย่างที่เรา ประสบเหตุกันอยู่ในปัจจุบันนี้ นอกจากนั้นเรายังพบว่าแนวถนนพระร่วงที่เชื่อมต่อระหว่าง ทั้ง ๓ เมืองอย่างที่ผมได้กล่าวไปแล้ว ภาพที่เห็นนี้จะเป็นแนวถนนพระร่วงช่วงที่จะเข้าสู่ เมืองศรีสัชนาลัย เส้นสีเขียวที่เห็นนั้นเป็นแนวถนนพระร่วงแนวเดิมที่มีอยู่ แล้วก็จะมีคันดิน มาเก็บกักน้ําเป็นช่วง ๆ ไป แล้วในสภาพปัจจุบันก็ยังปรากฏให้เห็นอยู่ จากภาพที่ท่านเห็น ท่านจะเห็นว่ายังมีแนวถนนที่ชาวบ้านยังใช้เป็นแนวถนนในการสัญจรไปมา แนวคันดิน ๒ ด้าน ซ้ายขวาก็ยังปรากฏให้เห็นอยู่ เพราะฉะนั้นถ้าเราสามารถที่จะฟื้นฟูไม่ว่าจะเป็นแนวถนน ไม่ว่า จะเป็นสระน้ําโบราณหรือเขื่อน หรือโบราณสถานนั้นให้กลับมาสู่สภาพดั้งเดิมได้มันจะทําให้ คุณค่าของโบราณสถานนั้นมันกลับฟื้นคืนมา แล้วในขณะเดียวกันมันก็จะทําให้การที่เราจะ สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับโบราณสถานนั้นอย่างเต็มกําลังของภาครัฐก็สามารถทําได้อย่างสมบูรณ์

ในกรณีศึกษาที่ ๔ ผมขอนําเสนอโบราณสถานในความครอบครองของเอกชน คือตามกฎหมายนี้เอกชนสามารถที่จะมีโบราณสถานไว้ในครอบครองได้ ไม่ได้หมายความว่า มีเฉพาะภาครัฐเท่านั้น ภาพตัวอย่างที่นํามาให้ท่านดูนั้นคือบ้านวินด์เซอร์เป็นอาคารไม้อยู่ติด กับแม่น้ําเจ้าพระยา พอดีลักษณะสภาพค่อนข้างจะทรุดโทรม เพราะว่าเจ้าของไม่มีเงินที่จะ ใช้ในการบูรณะปรับปรุง อันนี้ต้องเข้าใจร่วมกันนะครับว่าการบูรณะโบราณสถานนั้นมันไม่ได้ เป็นการสร้างอาคารใหม่ เพราะฉะนั้นการบูรณะในแต่ละขั้นตอนมันจะต้องมีกระบวนการ ของการทํางาน ซึ่งใช้งบประมาณค่อนข้างมาก เพราะฉะนั้นในเอกชนบางรายเมื่อท่านไม่มีเงิน ท่านก็ปล่อยในส่วนนั้น

อีกตัวอย่างหนึ่งก็ที่ตึกขุนอําไพพาณิชย์ จังหวัดศรีสะเกษ อันนี้ก็ลักษณะ เดียวกัน เขาก็ปล่อย จะมีเฉพาะโบราณสถานที่ผู้ครอบครองมีงบประมาณในการบูรณะ ปรับปรุง คือที่สถานทูตรัสเซียเดิม อันนี้อยู่ในความครอบครองของสํานักงานทรัพย์สิน ส่วนพระมหากษัตริย์ ซึ่งสํานักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มีงบประมาณที่ใช้ ในการบูรณะ ปัจจุบันนี้อยู่ในพื้นที่ของโรงแรมดับเบิลยู โฮเทล ที่อยู่ติดกับถนนสาทร ถ้าท่านผ่านถนนสาทร ถ้าจะไปขึ้นสะพานก็ต้องมองทางขวาจะเห็นอาคารหลังนี้เป็นอาคาร ๓ ชั้น ที่เรียกว่าสถานทูตรัสเซียเพราะว่าเมื่อก่อนสถานทูตรัสเซียมาเช่าตึกไว้ใช้เป็นที่ทําการ ของเอกอัครราชทูตรัสเซียประจําประเทศไทย เพราะฉะนั้นเวลาเราขึ้นทะเบียนโบราณสถาน เราก็ใช้ชื่อทับศัพท์ไปเลยเพราะเป็นที่รู้กัน อันนี้เช่ามาตั้งแต่ปี ๒๕๐๑ เท่าที่จากประวัติ มีการเช่ามา ปัจจุบันก็มีการปรับปรุงอะไรต่าง ๆ ไปเรียบร้อย แล้วก็ใช้เป็นส่วนที่ใช้ในการ จัดเลี้ยง และเป็นห้องพักส่วนหนึ่ง ซึ่งจะเห็นได้ว่ามันเป็นการนําเอาเรื่องราวของมรดก ทางด้านวัฒนธรรมที่สามารถจับต้องได้ และเมื่อมีการพัฒนาและปรับปรุงแล้วเราก็สามารถ เอามาหารายได้เพิ่มประโยชน์มูลค่าเพิ่มได้เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นจากประเด็นปัญหา และสภาพของปัญหาที่ผมได้นําเสนอให้ทุกท่านทราบแล้วนั้น ในวิธีหรือแนวทางในการ ปฏิรูปนั้น ผมก็จะขอเสนอว่าการปฏิรูปแนวทางในการแก้ไขปัญหาการออกเอกสารสิทธิ ที่ทับซ้อนเราจะขอแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๐ เพื่อกําหนดให้การเวนคืนที่ดินมรดกทางวัฒนธรรมของชาติเป็นวัตถุประสงค์ เพื่อสาธารณประโยชน์ คือ พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์นั้น พ.ศ. ๒๕๓๐ แต่เดิมไม่มีประเด็นที่ว่าเราสามารถเวนคืนได้เพื่อการอนุรักษ์มรดกทางด้านวัฒนธรรม ของชาติ แล้วตามร่างของ พ.ร.บ. ปัจจุบันก็ไม่มี เพราะฉะนั้นอย่างที่ผมได้นําเรียนไปแล้ว ถ้าเราคิดว่าเราจําเป็นที่จะต้องนําคืนมา ก็มีความจําเป็นที่จะต้องขอเวนคืนในส่วนที่จําเป็น เอามาใช้ให้เกิดประโยชน์นะครับ ในขณะเดียวกันเนื่องจาก พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืน อสังหาริมทรัพย์นั้นมีการแก้ไขเพิ่มเติมมาหลายครั้ง และในปัจจุบันนี้จะมีพูดถึงคํานิยาม ที่พูดถึงคณะกรรมการหรือคณะกรรมการสุขาภิบาลซึ่งปัจจุบันไม่มีแล้ว ตามร่าง พ.ร.บ. ใหม่นี้ ไม่มีแล้ว เพราะฉะนั้นเราก็จะขอปรับให้มันเป็นปัจจุบันไปด้วยนะครับ

ส่วน พ.ร.บ. ฉบับที่ ๒ ที่เราจะขออนุญาตแก้ไขเพิ่มเติมคือพระราชบัญญัติ โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๔ แก้ไข เพิ่มเติมพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๕ ของกรมศิลปากร ทั้งนี้เพื่อให้กรมศิลปากรมีภาระและหน้าที่ในการขอเวนคืน ที่ดินและสามารถจ่ายค่าตอบแทนให้กับเจ้าของที่ดินที่ได้เอกสารสิทธิมาโดยถูกต้อง ตามกฎหมาย คือในปัจจุบันนี้หน่วยงานของกระทรวงวัฒนธรรมคือกรมศิลปากรไม่สามารถ ที่จะจ่ายค่าตอบแทนที่ดินอะไรต่าง ๆ ได้ เพราะฉะนั้นการที่เราขอแก้ไขเพิ่มเติมใน พ.ร.บ. โบราณสถานนั้นก็เพื่อให้กรมศิลปากรสามารถอ้างอิงในการที่จะขอเวนคืนที่ดินได้ แล้วก็ สามารถจ่ายเงินให้กับประชาชนได้เช่นเดียวกัน คือแต่เดิมที่เราทํามานั้นเราใช้วิธีฟ้องเอา นะครับ ก็คือถ้าเราตรวจพิสูจน์ทราบว่าการออกเอกสารสิทธินี้ทางกรมศิลปากรไม่ได้ไปร่วม ระวางชี้แนวเขต เราก็จะทําเรื่องขอให้เพิกถอนเอกสารสิทธินั้น ซึ่งถ้าเราพิจารณาดูแล้ว มันไม่เป็นธรรมกับเจ้าของเขา เพราะเอกสารสิทธินั้นส่วนหนึ่งราชการก็เป็นคนออกให้ เพราะฉะนั้นการที่เราไปเอาคืนมาโดยที่เขาเองเขามีเอกสารสิทธิที่ถูกต้องเราก็ถือว่ามันควร ที่จะต้องมีการจ่ายค่าตอบแทนให้กับเขา เพราะฉะนั้นเราจึงขอแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. ในส่วนนี้ เพื่อให้กรมศิลปากรสามารถใช้เป็นข้ออ้างอิง แล้วก็ใช้เป็นหลักการในการที่จะขอเวนคืนที่ดิน และจ่ายเงินค่าตอบแทนให้ได้นะครับ

ส่วนวิธีการปฏิรูปที่ ๒ นั้น คือเราต้องการปฏิรูปการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการอนุรักษ์และพัฒนามรดกทางด้านวัฒนธรรมของชาติ เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่สําคัญครับ คือปัจจุบันนี้ในพระราชบัญญัติหรือในกฎหมายอะไรต่าง ๆ ไม่ค่อยเอื้ออํานวยหรือส่งเสริม ให้กับผู้ที่มีโบราณสถานไว้ในครอบครองนั้นเขาเห็นประโยชน์ของโบราณสถาน เพราะฉะนั้น ในประเด็นนี้เราคิดว่าเราควรจะต้องพิจารณาในประเด็นที่ว่า ถ้าเอกชนหรือประชาชนมี โบราณสถานไว้ในครอบครอง เขาควรจะได้อะไรตอบแทนจากภาครัฐบ้าง ซึ่งในสิ่งที่ คณะกรรมาธิการเราได้มีการศึกษาร่วมกัน เรามองว่าในกรณีที่ประชาชนที่เป็นเจ้าของหรือ ผู้ครอบครองโบราณสถานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แล้วเขาไม่มีงบประมาณที่จะใช้ในการ บูรณะเหมือนอย่างที่ผมยกตัวอย่างให้ดู ให้เขาสามารถร้องของบประมาณในการอนุรักษ์ได้ คือร้องขอจากภาครัฐได้ว่าให้ไปช่วยบูรณะโบราณสถานให้กับเขานะครับ แต่เขาจะต้อง ยกกรรมสิทธิ์ในการครอบครองให้กับรัฐนะครับ แล้วรัฐสามารถทําข้อตกลงกับเขาในการที่จะ อยู่อาศัยร่วมกัน อันนี้เราเอาตัวอย่างมาจากประเทศอังกฤษนะครับ ประเทศอังกฤษเขาจะมี ลักษณะของการที่ประชาชนที่ครอบครองโบราณสถานแล้วไม่มีงบประมาณในการที่จะ บูรณะดูแลได้ ให้ร้องขอได้ต่อรัฐนะครับ รัฐจะเข้าไปดูแลอะไรต่าง ๆ ให้และทําข้อตกลงกัน ในส่วนหนึ่งให้เข้าอยู่อาศัยในพื้นที่นั้นได้ แต่อีกส่วนหนึ่งจะเท่าไรก็แล้วแต่ก็ใช้ประโยชน์ เพื่อสาธารณะ อาจจะเป็นที่ศึกษาหาความรู้ไปดูอะไรต่าง ๆ เหล่านั้น เพราะฉะนั้นเราคิดว่า ในประเด็นนี้มันจะช่วยทําให้ประชาชนที่ไม่มีงบประมาณ ไม่มีองค์ความรู้อะไรต่าง ๆ ในการ ทํานั้นเขาสามารถมีทางออกในการที่จะยื่นเรื่องต่อรัฐได้ ซึ่งในประเด็นนี้เราคิดว่าน่าที่จะ ดําเนินการได้นะครับ ในขณะเดียวกันเราก็มองว่าถ้าเราสามารถแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อกําหนด มาตรการยกเว้นภาษี ไม่ว่าจะเป็นภาษีที่ดินหรือภาษีโรงเรือนให้กับประชาชนที่เขามี โบราณสถานไว้ในครอบครองก็น่าที่จะเป็นประโยชน์สําหรับเขานะครับ อันนี้เราก็จะเสนอว่าถ้าประชาชนหรือเอกชนใดที่มีโบราณสถาน มีที่ดินอยู่ในพื้นที่ที่เรา ประกาศเป็นเขตโบราณสถานนั้น รัฐน่าที่จะไม่เก็บภาษีเขา ไม่ว่าเป็นภาษีที่ดินหรือภาษี โรงเรือน คือถึงแม้ว่ามันจะไม่มาก แต่ผมคิดว่ามันจะเป็นแนวโน้มที่จะทําให้ประชาชนที่เขามี โบราณสถานไว้ในครอบครองนั้นเขาเห็นคุณค่า เห็นความสําคัญว่าการที่มีโบราณสถานไว้ ในครอบครองนั้น นอกจากเป็นความสําคัญของชาติแล้ว ยังยังประโยชน์ให้กับเขาได้บ้าง ในขณะเดียวกันเราคิดว่าการอาศัยอํานาจตามประมวลรัษฎากรเพื่อเป็นการออกกฎหมาย ระดับอนุบัญญัติ ให้ผู้ครอบครองมรดกทางด้านวัฒนธรรมของชาติที่สามารถดําเนินการ อนุรักษ์ได้ด้วยงบประมาณของเขาเอง ให้สามารถนํางบประมาณที่ใช้ในการอนุรักษ์ มาลดหย่อนภาษีรายได้ส่วนบุคคล ซึ่งผมคิดว่าอันนี้ก็จะเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระให้กับ เขาด้วย ว่าในการที่เขาใช้ ผมยกตัวอย่างอย่างสถานทูตรัสเซียที่ท่านเห็นในภาพเมื่อสักครู่นี้ ที่บูรณะอย่างสวยงาม ใช้งบประมาณในการบูรณะไปทั้งสิ้น ๓๐๐ ล้านบาทครับ ก็เป็น งบประมาณค่อนข้างมาก แต่การอนุรักษ์มรดกของชาติ มันคงไม่ใช่ที่จะมาทํากันแบบ ๒-๓ วันเสร็จ งบประมาณที่ใช้นั้น ๓๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นยังมีโบราณสถานประเภทนี้ อีกเป็นจํานวนมาก ซึ่งผู้ครอบครองเขา คิดว่าบางท่านก็คงมีศักยภาพในการที่จะบูรณะเอง เพราะฉะนั้นถ้าเราเพิ่มเติมว่า ถ้าเขาบูรณะด้วยงบประมาณของเขาเอง ให้เขานําเงินที่ใช้ ในการบูรณะนั้นมาร้องขอลดหย่อนภาษีได้ การร้องขอนั้นต้องเป็นไปตามมาตรฐาน ไม่ใช่ว่า เอาเท่าไรก็ได้ มันคงต้องดูเหตุผลความจําเป็น ดูตามมาตรฐานของงานที่หน่วยงานของรัฐ ที่มีหน้าที่กํากับดูแลนั้น เป็นคนดูว่าในสิ่งที่เขาจะทํานั้นมันสามารถที่จะลดหย่อนภาษี ได้มากน้อยแค่ไหน นั่นก็เป็นสิ่งที่เราเสนอในประเด็นที่ ๒

ส่วนประเด็นสุดท้ายนะครับ ก็คือการปฏิรูปกลไกความร่วมมือเพื่อให้เกิด การรับรู้และสร้างความเข้าใจในการอนุรักษ์และพัฒนามรดกทางด้านวัฒนธรรมของชาติ จากทุกภาคส่วน อันนี้อย่างที่ผมได้เรียนไปแล้วว่า กระทรวงวัฒนธรรมเองมีหน่วยงาน ในภูมิภาคที่เป็นราชการอยู่ ๒ หน่วยงาน คือหน่วยงานของวัฒนธรรมจังหวัด กับหน่วยงานของ กรมศิลปากรที่อยู่ในต่างจังหวัด แล้วก็เป็นหน่วยงานที่ถือว่าเป็นภาคของประชาชน ก็คือ สภาวัฒนธรรมจังหวัด ซึ่งจริง ๆ แล้วสภาวัฒนธรรมจังหวัดนั้น ยังแบ่งซอยเป็นสภาวัฒนธรรม อําเภอแล้วก็ตําบลอีก เพราะฉะนั้นถ้าเราสามารถที่จะบูรณาการกลไกในเรื่องเกี่ยวกับโครงสร้าง ของหน่วยงานต่าง ๆ ที่สังกัดกระทรวงวัฒนธรรมแล้ว เข้ามาอยู่ร่วมกันแล้วมันจะช่วยทําให้ หน่วยงานที่มีความรับผิดชอบทางด้านวัฒนธรรมนั้น สามารถรวมตัวกันแล้วอธิบายไปในทิศทาง เดียวกัน หรือมีมาตรการ หรือมีแนวทางในการดําเนินงานไปได้ในทิศทางเดียวกัน ซึ่งผมคิดว่า มันจะทําให้เกิดประโยชน์ อันนี้ก็จึงเสนอให้กระทรวงวัฒนธรรมไปพิจารณาในการปรับปรุง โครงสร้าง โดยที่ไม่มีการจัดตั้งหน่วยงานใหม่หรือเพิ่มเติมบุคลากร เพราะเราคิดว่าในแต่เดิม ของทางกระทรวงนั้น ถ้าสามารถใช้บุคลากรของตัวเอง รวมทั้งภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ตามที่ สปช. เดิมได้เคยศึกษาเอาไว้ที่จะให้มีสมัชชาประชาชนอะไรต่าง ๆ เหล่านั้น มันน่าที่จะ เป็นประโยชน์แล้วสร้างภาพรวมของการอนุรักษ์เข้าไปได้ด้วยกัน ทั้งหมดนั้นก็คงจะเป็นสิ่งที่ ผมอยากจะเรียนว่าการอนุรักษ์มรดกทางด้านวัฒนธรรมของชาติมันเป็นหน้าที่ เป็นภารกิจ ของคนไทยทุกคน ไม่ใช่เป็นหน้าที่แต่เพียงหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่รับผิดชอบแต่เพียง หน่วยงานเดียว หน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบหน่วยงานนั้นเขาไม่สามารถที่จะดําเนินการ ได้อย่างทั่วถึงแน่นอนครับ เพราะฉะนั้นเรื่องของวัฒนธรรมเป็นเรื่องของชาติ การที่เราจะ ช่วยกันรักษาเอาไว้ ผมถือว่าเป็นหน้าที่และเป็นภารกิจที่จะต้องอยู่ในมือของพวกเราทุกคนครับ ขอขอบคุณครับ