กษิต ชูพลังท้องถิ่นดูแลมรดก ผลักดันคืนโบราณสถานเพื่อการเรียนรู้

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๙ · ๒๕ เมษายน ๒๕๕๙

กษิต ภิรมย์ หารือการเสริมบทบาทกรมศิลปากรในการดูแลมรดกทางวัฒนธรรม โดยเน้นย้ำความจำเป็นในการเพิ่มบุคลากร พัฒนาหลักสูตรการศึกษา และสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานท้องถิ่นและองค์กรระหว่างประเทศ พร้อมเสนอแผนจัดทำแผนที่โบราณสถานระดับชาติ การเผยแพร่องค์ความรู้ให้ประชาชน และผลักดันการมีส่วนร่วมของชุมชนและเยาวชนในการอนุรักษ์อย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองมรดกโลกอย่างอยุธยาที่ต้องเร่งป้องกันการสูญเสียสถานะจากการพัฒนาที่ไม่เหมาะสม การยึดครองโบราณสถานโดยหน่วยงานต่างๆ ควรถูกทบทวนเพื่อคืนประโยชน์สาธารณะ พร้อมสนับสนุนการกระจายอำนาจการตัดสินใจไปยังคณะกรรมการระดับชาติและท้องถิ่นเพื่อเพิ่มความโปร่งใสและประสิทธิภาพ พร้อมยกตัวอย่างความสำเร็จจากเมืองผิงเหยาของจีนเพื่อเป็นแนวทางให้ไทยเรียนรู้การอนุรักษ์ร่วมกับยูเนสโกและประเทศเพื่อนบ้าน

นายกษิต ภิรมย์

ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สปท. อันดับ ๗ ก่อนอื่นก็ต้องขอแสดงความชื่นชมของคณะกรรมาธิการด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม เพราะว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ แล้วก็ดังที่ท่านประธานได้กล่าวไว้ว่า เราเป็นเบอร์ ๘ ของโลกในเรื่องมรดกของบรรพบุรุษ มันก็หมายความว่าประเทศไทย ทั้งประเทศเป็นโบราณสถาน ไม่ว่าจะจี้ไปตรงจุดไหนของจังหวัดใดก็จะมีโบราณสถาน หรือสถานที่ที่มีความสําคัญทางประวัติศาสตร์ แล้วก็เป็นที่ยินดีที่เป้าหมายของเรื่องนี้ ก็คือการที่จะเพิ่มบทบาทภาระหน้าที่ของกรมศิลปากรให้สมบูรณ์ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ในฐานะเป็นองค์กรของรัฐที่จะดูแลประวัติศาสตร์ ประเพณี วัฒนธรรม แล้วก็โบราณสถาน ทุกประเภท อันนี้ผมก็เห็นด้วย แต่ก็อยากจะฝากเป็นข้อคิดไว้ด้วยว่าถ้าเผื่อจะมอบงานให้แก่ กรมศิลปากรแล้ว คําถามก็คือว่าแล้วกรมศิลปากรจะมีบุคลากรที่เพียงพอหรือไม่ เพราะมัน เป็นงานทั่วประเทศนะครับ ในขณะเดียวกันจะมีการส่งเสริมให้บรรดามหาวิทยาลัยของเรา ทั้งที่ส่วนกลาง แล้วก็ในต่างจังหวัด โดยเฉพาะราชภัฏ ราชมงคลจะให้มีการเรียนการสอน ทางด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี แล้วก็สถาปัตยกรรมในการที่จะซ่อมแซมดูแลสถานที่ สําคัญหรือไม่ ผมคิดว่าอันนี้ต้องวิ่งไปพร้อม ๆ กัน เพิ่มภารกิจให้กับกรมศิลปากรเท่านั้น คงไม่เป็นการเพียงพอ ต้องมีเป้าหมายว่าภายในกี่ปีที่กรมศิลปากรจะมีบุคลากรกี่คน ระยะเวลาเท่าไร แล้วก็เพื่อจะทํางานแล้วผมก็อยากจะโยงไปที่การเมืองการปกครองในระดับ ท้องถิ่นด้วย ทางฝ่ายกรรมาธิการได้กล่าวเรื่องของสภาประชาชนทางด้านวัฒนธรรม แต่เรา ก็มี อบจ. อบต. แล้วก็เทศบาล มันเป็นภาระหน้าที่ของหน่วยงานท้องถิ่นที่จะต้องเข้ามาดูแล ของ ๆ เขาเองในพื้นที่ของเขา อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ เราจะให้ความรู้แล้วก็มอบอํานาจ หรือว่าการแชร์ แบ่งปันอํานาจและการประสานงานระหว่างกรมศิลปากรผ่าน อบจ. ลงไปที่ อบต. และเทศบาลอย่างไร อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ ในขณะเดียวกันก็จะต้องเสริมสร้าง องค์ความรู้และทักษะของเจ้าหน้าที่ในระดับท้องถิ่นด้วย เพราะฉะนั้นขอเน้นประเด็นแรก เรื่องการพัฒนา เพิ่มจํานวนบุคลากรในการที่จะอนุรักษ์ แล้วมันก็มีหน่วยงานคู่ขนานที่จะ ต้องรู้เรื่องด้วยคือ กรมที่ดิน กรมธนารักษ์ แล้วก็อาจจะเจ้าหน้าที่ในสํานักงานทรัพย์สิน ส่วนพระมหากษัตริย์ด้วย มันต้องไปด้วยกันนะครับ ไม่อย่างนั้นมันก็จะทํางานกันคนละทิศ คนละทาง เพราะฉะนั้นประเด็นแรกของผม คือเรื่องของบุคลากรของประเทศไทย โดยองค์รวม แล้วก็การพัฒนาหลักสูตรในทุกมหาวิทยาลัยสําคัญ ๆ อาจจะเป็นมหาวิทยาลัย ราชภัฏ ราชมงคล อาจจะเหมาะสมที่สุดนอกเหนือจากมหาวิทยาลัยส่วนกลาง จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ต่าง ๆ เหล่านี้ หรือมหาวิทยาลัยศิลปากร

ส่วนประเด็นที่ ๒ ก็คือการเพิ่มองค์ความรู้ให้กับประชาชนโดยทั่วไป คงต้องทํา แผนที่ระดับชาติ แล้วก็มีดาวเทียมอยู่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแล้ว แผนที่อันนี้ ก็จะได้รู้ว่าโบราณสถานของเราทั้งประเทศอยู่ที่ไหน แล้วก็ในแต่ละตัวเมืองสําคัญ ๆ ที่เคยเป็นเมืองหลวงของราชธานีโบร่ําโบราณทั้งหมดนั้นมันอยู่ที่ไหน อย่างไรบ้าง จะได้ เตือนกันล่วงหน้ากับท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ข้าราชการ กรม กอง ที่เกี่ยวข้องแล้วก็ทาง ฝ่ายปกครองของท้องถิ่นว่าต่อไปนี้ออกใบอนุญาตการจัดซื้อจัดจ้างอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ไม่ได้แล้ว เพราะมันไปทับซึ่งเขตโบราณสถานนะครับ อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญผมขอเน้น เรื่องแผนที่ แล้วก็การกระจายองค์ความรู้ให้กับประชาชนแต่บัดนี้ผ่านวิทยุ โทรทัศน์ ทั้งใน ส่วนกลางแล้วก็ท้องถิ่น ผมก็อยากจะเสนอไว้ด้วยอาจจะเป็นภาคบังคับว่าสถานีวิทยุโทรทัศน์ ทั้งหมดนี้จะต้องให้ความรู้กับประชาชนในเรื่องของมรดกของชาติแล้วก็พันธกรณีที่เรามีอยู่

ส่วนอีกประเด็นหนึ่งก็คือว่าไม่ได้เห็นมีการกล่าวถึงองค์การยูเนสโก (UNESCO) เลยทั้งที่เราเป็นประเทศสมาชิกแล้วมันก็มีหลาย ๆ เมืองรวมทั้งที่เป็นธรรมชาติด้วยที่อยู่ใน มรดกโลก ผมคิดว่าเราจะต้องมีการทํางานอย่างใกล้ชิดกับองค์การยูเนสโก (UNESCO) เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะการฝึกบุคลากรทุก ๆ ระดับแล้วก็ผ่านเขา อาจจะขอความร่วมมือ จากเทศบาลของนครโตเกียว เกียวโต นารา หรือเมืองมะละกาของประเทศมาเลเซีย ว่าเขาทํากันอย่างไร เพราะว่าผมเป็นห่วงอยู่นะครับในกรณีของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ท่านกรรมาธิการคงจะทราบเกือบจะถูกถอดถอนออกจากเป็นมรดกโลก เพราะถ้าเผื่อ เอาชอปปิงเซ็นเตอร์ (Shopping Center) ชอปปิงมอลล์ (Shopping Mall) เข้าไป ไปขยายถนนในอยุธยาภูมิทัศน์ทางด้านประวัติศาสตร์มันก็สูญเสียไปหมด แล้วก็ไม่มี การบริหารจัดการที่ดี การประสานงานระหว่างกรมศิลปากรกับทางผู้ว่าราชการจังหวัด ทางนายกเทศมนตรีนครอยุธยามันก็ไม่ได้เกิดขึ้น อันนี้มันจุดบกพร่องที่สําคัญเพราะว่า ทางฝ่ายท้องถิ่นไม่รับทราบความเป็นมรดกโลกของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา อันนี้ก็เป็น ตัวอย่างนะครับ

ส่วนอีกประเด็นหนึ่งที่ผมคิดว่ามันน่าจะมีความสําคัญด้วยแล้วก็อยากจะ ถือโอกาสนี้ฝากฝังไว้เลยก็คือว่าเมื่อสักครู่นี้ท่านได้กล่าวว่ามันมีโบราณสถานที่ได้ตกไป อยู่ในมือของเอกชนนะครับ อันนี้รวมทั้งสํานักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ด้วยก็แล้วกัน แต่ว่าหน่วยงานต่าง ๆ เช่น สํานักงานข่าวกรองแห่งชาติก็ไปยึดวังปารุสก์ ธนาคารชาติก็ไปยึด พระบรมมหาราชวังต่าง ๆ เหล่านี้ ประเด็นคําถามแม้กระทั่งโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เราจะทําอย่างไรครับจะคืนหรือไม่คืน ผมก็เป็นห่วงคําว่ายึดคืนมาโดยกรมศิลปากรเพื่อใช้ สาธารณประโยชน์ ถ้าเผื่อเป็นเมืองนอกฝรั่งมังค่าทั้งหลายเขาก็จะเปลี่ยนสภาพให้เป็น สถานที่เรียนรู้ทางด้านประวัติศาสตร์เป็นพิพิธภัณฑ์ เป็นหอเอนกประสงค์ แต่ไม่เอามา เปลี่ยนเป็นโรงพยาบาลหรือว่าเป็นที่ทําการของหน่วยราชการ อันนี้ต้องมีกติกา เอาพระราชวัง เอาโบราณสถานต่าง ๆ เอากลับมาแล้วก็ไปแปลงสภาพให้เป็นหน่วยราชการแล้วก็หน่วยราชการ นั้น ๆ ก็อาจจะไม่รู้สึกซึ่งคุณค่าทางด้านวัฒนธรรม มันก็ไปเปลี่ยนรูปโฉม ผมก็ยังไม่ค่อย พอใจกับการแปลงสภาพของสถานทูตรัสเซียให้เป็นส่วนหนึ่งของโรงแรม เพราะถ้าเผื่อจะเอา คืนกลับมาแล้วผมก็อยากจะรู้ว่าเฟอร์นิเจอร์ (Furniture) ที่อยู่ในอาคารนั้นเมื่อ ๑๐๐ ปีที่แล้ว รูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร แล้วทําไมจะเป็นพิพิธภัณฑ์ไม่ได้ หรือเป็นหอเอนกประสงค์ให้เด็ก ได้เข้าไปวาดรูปได้ไปศึกษาเฟอร์นิเจอร์ (Furniture) สมัยโบร่ําโบราณ วิถีชีวิตใหม่ ๆ เมื่ออิทธิพลของตะวันตกเริ่มเข้ามาสู่ประเทศไทยนะครับ อันนี้หลาย ๆ อย่างน่าจะต้องคิด ให้มันรอบคอบ

ส่วนอีกประเด็นหนึ่งคือการมอบอํานาจให้อธิบดีกรมศิลปากร ผมไม่อยาก จะให้อํานาจของรัฐไปตกอยู่ที่ตัวรัฐมนตรีหรืออธิบดี ขอให้เป็นคณะกรรมการได้ไหมครับ ให้มันกว้างออกไปเสียนิดหนึ่งไม่ให้อยู่ในดุลยพินิจหรือว่าอํานาจบริหารสั่งการของบุคคล คนเดียวมันก็อาจจะ ๑. ทํางานไม่ทัน ๒. มันก็อาจจะเปิดช่องให้มีการทุจริตคอร์รัปชันได้ พอเป็นในรูปแบบของคณะกรรมการระดับชาติ แล้วอะไรที่เป็นระดับท้องถิ่น กทม. ส่วนหนึ่ง ก็ให้มีคณะกรรมการระดับ กทม. ไปที่พัทยาก็ได้ จังหวัดเพชรบุรีได้ทั้งจังหวัด จังหวัดพระนคร ศรีอยุธยา จังหวัดสุโขทัย ต่าง ๆ เหล่านี้เพื่อให้ทุกหมู่เหล่าได้เข้ามามีส่วนร่วมในการที่จะ อนุมัติในการที่จะขอเวนคืนหรือไม่ อย่างไร เรื่องต่าง ๆ เหล่านี้เป็นเรื่องที่สําคัญนะครับ

ส่วนประเด็นสุดท้ายครับ นิดเดียวครับ เมื่อช่วงหยุดสงกรานต์ผมไปเมืองจีน แต่ไม่ได้ไปดูความเจริญทันสมัยของจีน แต่ไปที่เมืองผิงเหยา ผมอยากจะฝากกรรมาธิการไว้ด้วย ถ้าเผื่อมีโอกาสไปดู นั่งเครื่องบินจากปักกิ่งไปประมาณสักชั่วโมงหนึ่ง เป็นเมืองมรดกโลก ของยูเนสโก (UNESCO) อันแรก ๆ ครับ เขาเป็นมา ๔๐-๕๐ ปีแล้ว ที่มันมหัศจรรย์ก็คือว่า กําแพงเมือง ๖ จุด ๓ กิโลเมตร ทั้ง ๔ ด้านยังสมบูรณ์อยู่ แล้วก็ภายในกําแพงคือในตัวเมืองนั้น ก็จะมีอาคารเรือนชั้นเดียวเป็นห้องแถว แล้วก็อยู่กันมาอย่างไรเป็นพันปีก็อยู่อย่างนั้น นั่นคือ การรักษามรดกแล้วก็เป็นแหล่งท่องเที่ยว เป็นแหล่งเรียนรู้อันสําคัญ เป็นที่ตั้งของธนาคาร อันแรกของประเทศจีนสมัยใหม่ เป็นศูนย์กลางคมนาคมไปที่ไซบีเรีย ไปที่รัสเซีย ไปที่เอเชียกลาง อันนั้นเป็นเมืองที่สมบูรณ์แบบที่สุดอันหนึ่งที่ผมได้เคยมานอกเหนือจากที่เมืองกรุงเกียวโต หรือว่าเมืองนารา ต่าง ๆ เหล่านี้ ผมคิดว่าเราสามารถที่จะเรียนรู้กับยูเนสโก (UNESCO) กับประเทศเพื่อนบ้าน แล้วก็วางมาตรการ แล้วก็การประสานงานทั้งส่วนกลางกับท้องถิ่น ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ แล้วผมขอเน้นว่าเรื่ององค์ความรู้เป็นเรื่องที่สําคัญที่สุดครับ แล้วก็ในโรงเรียนทุกโรงเรียน ในทุกจังหวัดก็จะต้องให้เด็กได้รู้ประวัติศาสตร์ของเมือง ของตนเอง แล้วผมก็ดีใจที่ได้เคยขึ้นไปเที่ยวที่จังหวัดน่าน แล้วก็เข้าไปในหลายวัด ก็มีเด็ก ที่มาเป็นมัคคุเทศก์พูดภาษาอังกฤษพอได้ แล้วก็มาเพราะว่าโรงเรียนเห็นด้วย แล้วก็ ผู้ปกครอง ผู้บริหารราชการในท้องถิ่นก็เห็นด้วย ถ้าเผื่อเด็กได้มาทํางานเป็นคล้าย ๆ มัคคุเทศก์ เป็นไกด์ (Guide) รู้ประวัติศาสตร์ของวัดวาอาราม ก็จะช่วยให้การอนุรักษ์ ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของไทยสามารถที่จะมีความยั่งยืนได้ครับ ขอขอบคุณมากครับ