วิทยา แก้วภราดัย หารือปัญหาขยะที่สะสมมานานจากนโยบายจัดการที่ล้มเหลวและข้อจำกัดของกฎหมาย พร้อมเรียกร้องให้มีการปฏิรูประบบตั้งแต่ต้นทางถึงการแปรรูปขยะเป็นพลังงานอย่างแท้จริง
ท่านประธานที่เคารพ กระผม วิทยา แก้วภราดัย สมาชิก สปท. นะครับ ผมได้อ่านรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมนะครับ ได้สะท้อนปัญหาเรื่องขยะนี้ ถือว่าเป็นรายงาน ที่ดีมากครับ สมบูรณ์มาก ขออนุญาตชื่นชมนะครับ ผมนี้ติดตามเรื่องนี้มานานในฐานะ ที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอยู่ในสภา เราเห็นกระบวนการขยะมานานครับท่าน ในกรุงเทพมหานครก็เห็นรถขนขยะไปกองไว้ตั้งแต่ทีแรก เราย้ายขยะจากบ้านเรือน ขนใส่รถ กทม. ไปกองที่ดินแดง วันหนึ่งซึ่งบ้านเมืองพัฒนาจากดินแดง เป็นใกล้เมืองขึ้น เราก็ย้ายขยะออกจากดินแดง พาไปถมอ่อนนุช พออ่อนนุชเริ่มเป็นชุมชนใกล้เข้าไปเรื่อย ๆ เราก็ทยอยขนขยะย้ายกันไปเรื่อย ๆ คราวนี้ในอดีตที่ผ่านมาครับ จังหวัดที่เผชิญปัญหาแรก ๆ คือจังหวัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว เช่น จังหวัดภูเก็ต ขยะในเมืองภูเก็ตมันหาที่ทิ้งยากครับ เพราะที่จะเอาไปทิ้งริมทะเลทั้งหมดมีปัญหา รัฐของเราก็ฉลาดครับ ให้งบประมาณจังหวัดภูเก็ตไปสร้างเตาเผาขยะขึ้นในจังหวัดภูเก็ต มันก็เป็นเตาเผาขยะจริง ๆ ครับ ปรากฏว่าจังหวัดภูเก็ตได้รับเตาเผาขยะไปแล้ว ต้องขอสตางค์จากกรมโยธาธิการสมัยนั้นครับ เป็นค่าไปเผาขยะ ผมก็โดนประชาชนเขาร้องเรียนมาส่วนหนึ่ง ยกคณะกรรมาธิการจากสภานี้ ละครับไปดูที่ภูเก็ตครับว่า เขาให้โรงงานไปเผาแล้วมีปัญหาอะไรถึงเผาเองไม่ได้ ต้องขอตั้ง สตางค์ปีหนึ่ง ๒๐-๓๐ ล้านบาท เป็นค่าไปเผาขยะ ก็ไปแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเทศบาล ภูเก็ตครับ ถึงได้ทราบปัญหาครับว่า เมื่อมีเตาเผาขยะแล้ว ปรากฏว่าเทศบาลเก็บค่าขยะจาก บ้านเรือนได้หลังละ ๔๐ บาท ไม่เกิน ๔๐ บาท รวม ๔๐ บาททั้งหมดแล้ว พาไปเผาขยะ ไม่คุ้ม แล้วเตาเผาขยะของกรมโยธาธิการสมัยก่อนครับ นอกจากเผาจริง ๆ แล้วก็ควันโขมง ไปหมด ทั้งเขม่าปูนอะไรเต็มไปหมด เตานั้นก็ตั้งอยู่ครบ ๒๐ ปีนะครับ จนกรมโยธาธิการ ยุบไปไม่มีสตางค์จะให้ เราก็รู้ความจริงครับว่าเทศบาลระดับภูเก็ต เทศบาลเมืองท่องเที่ยว เขาอยากจัดระบบอย่างที่ท่านเพื่อนสมาชิกเสนอครับ ระบบคัดแยกขยะ ว่าทําอย่างไร บ้านเรือนประชาชนเริ่มมีวัฒนธรรมในการคัดแยกขยะ แต่ท่านประธานทราบไหมครับว่า ผมเป็นประชาชน ผมไม่มีประโยชน์เลยในการจัดคัดแยกขยะครับ ผมเป็นเทศบาลภูเก็ต ก็ไม่เกิดประโยชน์เลยครับ ประชาชนแยกขยะเสร็จ ส่งให้รถเทศบาล รถเทศบาลขนครั้งแรก ก็กองรวมเข้าไปทั้งหมด แล้วพาไปทิ้ง ส่วนประชาชนแยกขยะ แยกเปล่า ๆ ครับ ก็ยังเสีย เดือนละ ๔๐ บาท ไม่แยกก็ ๔๐ บาทเหมือนกัน บ้านผมทิ้งขยะวันหนึ่ง ๔๐-๕๐ กิโลกรัม ๔๐ บาท บ้านหนึ่งทิ้งขยะ ๒ กิโลกรัม ๔๐ บาทเท่ากัน ภูเก็ตเขาอยากจะเก็บที่ที่ทิ้ง ขยะเยอะ แพง ๆ มันติดที่กฎหมายอย่างที่ท่านว่าละครับ ไปห้ามเขาหมด ภูเก็ตเกิด สมุย ก็เกิด แหล่งท่องเที่ยวเกิดอย่างนี้หมด ปัญหาที่เราไม่สามารถทําได้ทุกอย่าง เพราะเราติดขัด อยู่ที่กฎหมายครับ ขยะมันมี ๒ เรื่องครับ ๑. แหล่งกําเนิดขยะ อย่างที่เพื่อนสมาชิกเสนอ และกรรมาธิการเสนอ ถูกต้องครับ ตราบใดที่ไม่จัดวัฒนธรรมของคนทิ้งขยะได้ ขยะเราก็เป็น ขยะจริง ๆ มันไม่ได้เป็นทองคําหรอกครับ แต่คําที่ไปขยายความว่า ขยะคือทองคํา วันนี้ มันเลยไปติด พ.ร.บ. ร่วมทุน เพราะคิดว่าอันนี้คือสิ่งมีค่าเป็นทรัพย์สินมันเลยเป็น พ.ร.บ. ร่วมทุน คราวนี้มาตามดูว่ามันเป็นอย่างไรครับท่านประธาน พอเรากําหนดล็อก เพราะว่า เทศบาลท้องถิ่นมีหน้าที่จัดเก็บขยะ มันไม่ได้เป็นหน้าที่ประชาชนแล้วครับ บางประเทศ ประชาชนต้องขนขยะไปทิ้งให้ที่โรงงาน แต่ที่ประเทศไทยกองไว้หน้าบ้านครับ หน้าที่ท้องถิ่น ต้องทํา กฎหมายล็อกเขาไว้ คราวนี้ท้องถิ่นจะแยกขยะ ประชาชนก็ไม่เกิดประโยชน์ แยกก็ ๕ บาท ไม่แยกก็ ๕ บาท แยกก็ ๒๐ บาท ไม่แยกก็ ๒๐ บาท มันก็ไม่มีประโยชน์ ต่อการแยก เมื่อประชาชนไม่มีประโยชน์ต่อการแยก ไม่มีท้องถิ่นไหนครับสร้างรถขยะ ๓ คัน ไว้ขนขยะเปียก แห้ง ขยะที่สามารถรีไซเคิล (Recycle) ได้ ไม่มีเลยครับ มันก็พัฒนาการ กันไม่ออก พอพัฒนาการไม่ออก ขยะก็เริ่มกองสะสมเข้า มากขึ้นก็เกิดโครงการย้ายที่ทิ้งขยะ กทม. เราเห็นอยู่ประจําครับ วันนี้ย้ายที่ทิ้งขยะ ดินแดงไปอ่อนนุช จากอ่อนนุชไปแปดริ้ว จากแปดริ้วไปหนองแขม จากหนองแขมไปนครปฐม ย้ายไปทําไมครับ ไม่ได้ย้ายไปทําลาย ย้ายที่เก็บขยะทั้งหมด คราวนี้ผมก็พยายามตามดูครับ ตั้งแต่เริ่มต้น ฟังเพื่อนสมาชิก และรายงานของกรรมาธิการก็รู้ครับว่ามันเป็นปัญหาจริง ๆ ครับ ปัญหาอยู่ที่กฎหมายเรา รัฐบาลประกาศนโยบายแห่งชาติเรื่องปัญหาขยะ ถามว่าทําไมประเทศไทยยังไม่มี โรงเผาขยะ เอาขยะไปทําไฟฟ้า ยังไม่มีครับ เมื่อสักครู่ผมไปถามท่านสุวิระซึ่งอภิปราย ให้ข้อมูลไว้ดีมาก ก็รู้ว่าไม่มีจริง ๆ ครับ ในโลกนี้มีหรือยังครับ ผมถามอาจารย์ที่อภิปราย เมื่อสักครู่นะครับ ท่านไปญี่ปุ่นมา ท่านบอกที่ญี่ปุ่นเขามีกันแล้ว เตาเผาขยะเผาทําไม เผาทํา พลังงานไฟฟ้า แต่ทําไมประเทศไทยทําไม่ได้ครับ เพราะเราไปพยายามโม้กันครับว่าขยะคือ ทองคํา พอขยะคือทองคํา คณะกรรมการเราก็ประเภทหัวสี่เหลี่ยมครับ ถือกฎหมายกันอยู่ ใครจะเผาขยะ ถือว่าเข้า พ.ร.บ. ร่วมทุน เพราะขยะคือทองคําของรัฐต้องสงวนไว้ ใครลงทุนเตาเผาขยะเกินพันล้านหรือไม่ถึงพันล้าน ต้องเข้าข่าย พ.ร.บ. ร่วมทุน ท่านประธานมองออกไหมครับ วันหนึ่งขยะคือปัญหา แต่วันหนึ่ง ขยะคือทองคํา พอขยะคือทองคําคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนบ้าง คณะกรรมการต่าง ๆ ที่พิจารณาโครงการก็คิดว่าเมื่อขยะเป็นทองคํามันเป็นทรัพย์สินของรัฐกองไว้ ใครจะตั้ง โรงงานเผาขยะคุณต้องมาร่วมทุนกับรัฐ พอเข้า พ.ร.บ. ร่วมทุน คราวนี้เรียบร้อยเลยครับ ๑๔ ขั้นตอนเข้า ครม. อีก แค่นั้นไม่พอครับ สิ่งที่สะท้อนให้เห็นแนวทางของประเทศไทยครับ วันนี้เทศบาลทุกเทศบาล ท้องถิ่นทุกท้องถิ่นที่มีขยะมันเอาไปกองไว้หน้าด้าน ๆ ครับ นี่บ้านผม นครศรีธรรมราช กองไว้เกือบ ๒ ล้านตัน กองทัพภาคที่ ๔ อยู่ติดกับกองขยะครับ ก็สนุกสนาน ในการดมกลิ่นมาตลอดระยะเวลาไม่รู้กี่สิบปีแล้ว กองอยู่เฉย ๆ ครับ ผมบอกทําไมไม่ให้เขา ตั้งโรงงานเผาขยะเสียล่ะ ก็บอกเดี๋ยวนี้เผาได้แล้ว ไม่เกิดมลพิษด้วย เกิดมลพิษจับติดคุก ก็ยังได้ ถามทําไมไม่เผา เขาบอกว่าติด พ.ร.บ. ร่วมทุนครับ คือใครจะมาเผาขยะตรงนี้ถือว่า เผาทรัพย์สินของรัฐต้องเข้าข่าย พ.ร.บ. ร่วมทุน คราวนี้ขั้นตอน พ.ร.บ. ร่วมทุนสบายเลยครับ คณะรัฐมนตรีอนุมัติ ไปถึง ครม. เพราะฉะนั้นเทศบาลแต่ละเทศบาลวันนี้นั่งหวงทองคํา กันหมด เพราะเอกชนอยากตั้งเตาเผาขยะ พอตั้งเตาเผาขยะมีล้านตัน เทศบาลคิดค่า กําจัดขยะ จ่ายสตางค์ให้เขาไว้ด้วยตันละเท่าไร ตันละพัน ตันละพันโรงงานได้ขยะทองคํา ไปด้วย เผาด้วย ขายไฟฟ้าได้ด้วย โรงงานก็ทอนสตางค์ให้เทศบาล ๕๐๐ เทศบาลเลยนั่งหวง กองขยะเพื่อเอาสตางค์ทอน มันก็เลยเป็นวงจรอุบาทว์ที่จบไม่ลงครับ เพราะฉะนั้นการที่ คณะกรรมาธิการคิดค้นนี่ผมคิดว่าเป็นการหาทางออกที่ถูกแล้วครับ คือแก้กฎหมาย ตั้งแต่ ต้นทางมันพัฒนาไม่ได้ครับ สร้างนิสัยมนุษย์ไม่ได้ตราบใดที่เรารกเป็นหน้าที่ของท้องถิ่นแล้วก็ จ่ายกัน ๒๐-๓๐ บาท แล้วก็ทิ้งขยะกันกองท่วมหน้าบ้านก็ไม่เป็นไร ราคาเท่าเดิม แทนที่จะ เปิดโอกาสว่าเขาเก็บเท่าไรก็ได้นะ เช่น ภูเก็ตเขาอยากจะเก็บจากโรงแรมกิโลกรัมละ ๑๐ บาท หรือกิโลกรัมละ ๒๐ บาท เพื่อสร้างระบบของเขาขึ้นมาเองก็ทําไม่ได้ เพราะเราไปติด ประกาศว่าสําหรับโรงงาน สําหรับเอกชน สําหรับกิจการ ๒๐๐ บาทต่อเดือน แล้วก็สําหรับ บ้านเรือน ๔๐ บาทต่อเดือน คราวนี้เราก็ไปบอกว่าขยะกลายเป็นทรัพย์สินของรัฐ เอกชน ลงทุน ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ ล้านเพื่อเผาขยะจะได้หายไปจากโลกนี้สักที ก็ปรากฏว่าทําไม่ได้ เพราะว่าขยะเป็นทรัพย์สิน แต่ผมยังมาติดใจสักครู่นี้ครับ เมื่อเพื่อนสมาชิกท่านสักครู่ที่กล่าวไป ครับ การแก้มาตรามาตราหนึ่งให้ถือว่าการหาประโยชน์จากขยะเป็นเรื่องที่มหาดไทยทําได้ กรรมาธิการอย่าเพิ่งมองขยะเป็นประโยชน์สิครับ คราวนี้เรายังขยักไว้อีกว่า ขยะยังคิดจะเป็น ประโยชน์อีก คือต้องหาประโยชน์จากขยะ คิดได้ไหมครับว่าขยะคือขยะ ไม่เช่นนั้นแล้ว ประเทศไทยเราก็จะวนเวียนอยู่กับการย้ายที่เก็บขยะไม่จบครับ ยุติการย้ายที่เก็บขยะเสียที ครับ ปลดล็อกทุกล็อก แล้วผมเชื่อว่ากรรมาธิการเดินทางมาจากข้อศึกษาทั้งหมดนี่ถูกแล้ว ครับ ผมขอสนับสนุนข้อศึกษาของคณะกรรมาธิการ แต่อยากให้ท่านทะลุปล้องไปสักนิดครับ ว่าช่วยหากระบวนการกําจัดขยะครับ อย่าหากระบวนการย้ายขยะหรืออย่ามองขยะเป็น ทองคําจนรักษามันไว้เหม็นไปทั้งเมืองครับ ก็ขออนุญาตแสดงความคิดเห็นเท่านี้ครับ ขอบพระคุณครับ