กฤษณะ ตั้งคำถามร่าง พ.ร.บ.พัสดุ ชี้เปิดช่องดุลยพินิจกว้าง

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๕ · ๒๙ มีนาคม ๒๕๕๙

กฤษณะ บวรรัตนารักษ์ แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมต่อร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการพัสดุ โดยตั้งข้อสังเกตถึงปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างที่มักละเลยหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี และตั้งคำถามถึงความชัดเจนของคำว่า "ราคาที่เหมาะสม" รวมถึงข้อตกลงคุณธรรม บทบาทของผู้สังเกตการณ์ และการให้ค่าตอบแทนแก่เจ้าหน้าที่พัสดุ พร้อมเสนอให้พิจารณาความเป็นธรรมและประสิทธิภาพในการทำงานอย่างรอบด้านเพื่อให้ร่างกฎหมายมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

พลโท กฤษณะ บวรรัตนารักษ์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม พลโท กฤษณะ บวรรัตนารักษ์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขออนุญาต เสนอข้อคิดเห็นหรือข้อสังเกตนะครับว่า คณะกรรมาธิการที่ได้นําเสนอเช้าวันนี้ ก็ได้พิจารณา ร่างพระราชบัญญัตินี้อย่างละเอียดรอบคอบเป็นอย่างดีนะครับ แต่อย่างไรก็ตามกระผม ก็มีข้อสังเกตเพิ่มเติมเพื่อให้การพิจารณาในการจัดทําข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการ สมบูรณ์ยิ่งขึ้นนะครับ แนวความคิดในการที่จะปรับปรุงจากระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๕ ให้มีศักดิ์เป็นกฎหมายลําดับสูงขึ้นนี้เพื่อมิให้ใช้มติ คณะรัฐมนตรีมาเปลี่ยนแปลง อันนี้ก็มีมานานแล้วนะครับ เท่าที่ทราบในช่วง ปี ๒๕๕๐ กรมบัญชีกลางพยายามจะจัดทําเป็นร่างพระราชกฤษฎีกา สมัยนั้น โดยบอกว่าถ้าเป็น พระราชบัญญัตินี้ค่อนข้างจะยุ่งยาก แล้วก็ได้ส่งให้หลายหน่วยงานพิจารณานะครับ แต่ก็เงียบไป อันนี้ก็มาพัฒนาดีขึ้นกว่าเดิม เป็นพระราชบัญญัตินะครับ ในส่วนของผมนี้ มี ๔ ประเด็นนะครับ

ประเด็นแรก เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ของรัฐเข้าใจว่าในการเกี่ยวข้อง จัดซื้อ จัดหาเรื่องพัสดุ จะมีเฉพาะในระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๕ เท่านั้น แต่จริง ๆ ก็มีกฎหมายอีกฉบับหนึ่งนะครับ ซึ่งอันนี้ก็มักจะละเลยและหลงลืมนะครับ คือพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. ๒๕๔๖ ได้บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๓ นะครับว่า ในการจัดซื้อหรือจัดจ้าง ให้ส่วนราชการดําเนินการ โดยเปิดเผยและเที่ยงธรรม โดยพิจารณาถึงประโยชน์และผลเสียทางสังคม ภาระต่อ ประชาชน คุณภาพ วัตถุประสงค์ที่จะใช้ ราคาและประโยชน์ระยะยาวของส่วนราชการ ที่จะได้รับประกอบกัน แล้วก็วรรคสองก็บอกว่า ในกรณีที่วัตถุประสงค์ในการใช้เป็นเหตุให้ต้อง คํานึงถึงคุณภาพและการดูแลรักษาเป็นสําคัญ ให้สามารถกระทําได้โดยไม่ต้องถือราคาต่ําสุด ในการเสนอซื้อหรือจ้างเสมอไป ผมก็จะเรียนถามว่า ไม่ทราบว่าคณะกรรมาธิการได้นํา ตัวพระราชกฤษฎีกานี้มาประกอบการพิจารณาหรือไม่ครับ เพราะว่าถ้าตัวร่างพระราชบัญญัตินี้ มีผลใช้บังคับ ศักดิ์ของกฎหมายก็จะสูงกว่าพระราชกฤษฎีกา ปี ๒๕๔๖ ก็ถือว่าขัดแย้ง ก็ต้องใช้ของตัวร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้นะครับ ก็ขออนุญาตฝากว่า ถ้าในมาตรา ๒๓ ของพระราชกฤษฎีกา ปี ๒๕๔๖ นี้ ถ้ามีส่วนไหนที่เป็นบทบัญญัติที่ดีนะครับ แล้วก็สมควร ที่นํามาใส่ในร่างพระราชบัญญัตินี้หรือไม่นะครับ เพราะว่าเพื่อไม่ให้เกิดการขัดแย้งกัน ในอนาคตนะครับ อันนี้ก็เป็นประเด็นแรกนะครับ ซึ่งโดยเฉพาะสําคัญเวลามีการประมูล ก็มักจะไปราคาต่ําสุด จริง ๆ ในกฎหมายรองรับนะครับว่าไม่ต้องต่ําสุดเสมอไปครับ

ประเด็นที่ ๒ ก็เกี่ยวข้องกับในเรื่องเป็นบทบัญญัติที่มันจะมีคําที่กว้างเกินไป หรือไม่นะครับ ตามที่คณะกรรมาธิการได้วิเคราะห์สังเกตเรื่อง อย่างมีนัยสําคัญ ทีนี้ผม ก็มาเจอในมาตรา ๘ (๑) ที่บอกว่า มีราคาที่เหมาะสม คําว่า ราคาที่เหมาะสม ไม่ทราบว่ามัน จะกว้างเกินไปหรือไม่ หรือจะเปิดช่องให้ใช้ดุลยพินิจเกินไปหรือไม่ในมาตรา ๘ (๑) ครับ

ประเด็นที่ ๓ ในมาตรา ๑๗ อันนี้เป็นการกําหนดเรื่องใหม่ขึ้นมา คือกําหนด ข้อตกลงคุณธรรม ก็มีคําถามว่า ในมาตรา ๑๗ ข้อตกลงคุณธรรม ควรจะมีสภาพบังคับ หรือไม่นะครับ เพราะว่าไปดูบทกําหนดโทษก็ไม่มีนะครับ แล้วก็ผู้สังเกตการณ์ที่มาจาก บุคคลภายนอกมีสถานะเช่นใดนะครับ อยู่ภายใต้บทกําหนดโทษตามมาตรา ๑๑๘ หรือไม่ เพียงใด แล้วก็ผู้สังเกตการณ์ในมาตรา ๑๗ มีค่าตอบแทนหรือไม่ครับ ถ้ามีนะครับในมาตรา ๑๗ วรรคสอง ที่บอกว่าแนวทางและวิธีการในการดําเนินงานโครงการ แบบข้อตกลงคุณธรรมการคัดเลือก ผู้สังเกตการณ์และการจัดทํารายงานตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการ คปท. ประกาศกําหนด อันนี้ถ้ามีค่าตอบแทน ผมขออนุญาต เสนอนะครับ ควรจะต้องให้กําหนดค่าตอบแทนไปด้วยนะครับ มิฉะนั้นเดี๋ยวจะมีปัญหาว่า ผู้สังเกตการณ์จะได้รับค่าตอบแทนหรือไม่ รวมทั้งสถานะทางกฎหมายว่าจะมีบทลงโทษ หรือไม่ ถ้าผู้สังเกตการณ์ไปรับเงินจากบุคคลภายนอกแล้วมาตรวจสอบให้ความเห็น อย่างผิดพลาดนะครับอันนี้

ประเด็นสุดท้ายนะครับ คือในมาตรา ๙๘ ที่บอกว่าผู้รับผิดชอบการบริหาร สัญญา ข้อตกลง และการตรวจรับพัสดุได้ค่าตอบแทน อันนี้ก็มีข้อสังเกตน่าคิดนะครับว่า สมควรให้เจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างหรือบริหารพัสดุสมควรได้รับ ค่าตอบแทนหรือไม่ ในเอกสารอันนี้นะครับ สํานักงานการตรวจเงินแผ่นดินก็ได้มีข้อคิดเห็น เกี่ยวกับเรื่องนี้นะครับ ที่ว่า ที่ ตพ ๐๐๐๕/๐๐๒๕ ลงวันที่ ๕ มกราคม ที่เป็นภาคผนวก ง สํานักงานการตรวจเงินแผ่นดินก็มีข้อเสนอแนะว่า เจ้าหน้าที่พัสดุที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ ในเรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง เห็นควรมีการกําหนดค่าตอบแทนในลักษณะวิชาชีพ เพราะอันนี้ ถ้าดูประการแรกนะครับ ผู้บริหารสัญญาได้รับค่าตอบแทน แต่ว่าเจ้าหน้าที่ที่คนเริ่มต้นซึ่งมี ขั้นตอนในการทํางานที่ยุ่งยากแล้วก็มีความรับผิดชอบสูง แล้วก็เสี่ยงต่อความรับผิดทั้งทาง อาญาและแพ่งก็ปรากฏว่าไม่ได้รับเงินค่าตอบแทนนะครับ อันนี้ก็สมควรให้ได้รับค่าตอบแทน เช่นเดียวกับวิศวกรหรือว่านิติกรหรือไม่ ซึ่งอันนี้จะมีเงินวิชาชีพตอบแทนนะครับ อันนี้ ก็ขออนุญาตเรียนว่าในภาพรวมในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้นอกจากจะเพื่อป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแล้ว ผมว่าเป็นการกําหนดหลักเกณฑ์การจัดซื้อจัดจ้างที่ชัดเจน ยิ่งขึ้น ทําให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทํางานได้สะดวกยิ่งขึ้นเพราะว่ามีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนครับ ก็มีเพียง ๔ ประเด็นเท่านี้ ขอบพระคุณครับ