คํานูณ สิทธิสมาน หารือร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ โดยตั้งข้อสังเกตถึงข้อบกพร่อง 7 ประการที่อาจเปิดช่องให้เกิดการทุจริต โดยเฉพาะการใช้ถ้อยคำกำกวมในกฎหมายที่เปิดช่องการตีความกว้าง ลดทอนการมีส่วนร่วมของประชาชน และข้อเสนอที่ให้ฝ่ายการเมืองเป็นประธานคณะกรรมการนโยบาย พร้อมเรียกร้องให้ชี้แจงความชัดเจนของร่างกฎหมายฉบับนี้ว่าจะดีขึ้นหรือแย่ลงหากไม่มีการปรับปรุง รวมถึงเสนอให้ทบทวนข้อยกเว้นในมาตราต่างๆ อย่างรอบคอบ กำหนดคุณสมบัติผู้ทรงคุณวุฒิอย่างชัดเจน ตรวจสอบโดยวุฒิสภา และอภิปรายอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับการจัดตั้งองค์กรจัดซื้อจัดจ้างอิสระ เพื่อให้มีหลักการรองรับและป้องกันความคลุมเครือในการปฏิบัติงาน.
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม คํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ก่อนอื่นก็ขอยืนยันว่าอันนี้เป็นร่างพระราชบัญญัติที่มี ความสําคัญมาก ผมเองมีความเห็นในเชิงส่วนตัวว่าการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบนั้น เรื่องรัฐธรรมนูญก็เรื่องหนึ่ง แต่ว่าร่างพระราชบัญญัติที่ถ้าเผื่อได้ออกมาใช้แล้ว น่าจะมีผล อย่างยิ่งน่าจะมีอยู่ ๒ ฉบับ ฉบับหนึ่ง ก็คือร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้าง และการบริหารพัสดุภาครัฐ ซึ่งมีเส้นทางเดินมาเป็นมติคณะรัฐมนตรีมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ นับจนบัดนี้ก็เกือบ ๑๐ ปีแล้วครับอีกพระราชบัญญัติหนึ่งก็น่าจะเป็นร่างพระราชบัญญัติ ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนบุคคลและผลประโยชน์ส่วนรวม พ.ศ. .... หรือที่เคยถูกเรียกว่าร่างพระราชบัญญัติเจ็ดชั่วโคตร หรือยุคใหม่นี้ก็จะเป็น ร่างพระราชบัญญัติสามชั่วโคตรนะครับ ก็มีเส้นทางเดินมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ จนบัดนี้ก็เกือบ ๑๐ ปีแล้วเช่นกันครับ ไม่สําเร็จครับ ครั้งนั้นนะครับเคยผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติไปแล้ว แต่ก็ไปตกทางเทคนิคในชั้นศาลรัฐธรรมนูญ ผมเชื่อว่าทั้ง ๒ ร่างพระราชบัญญัตินี้ จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงในลักษณะที่เป็นการปฏิรูปใหญ่ ทีนี้ว่าด้วย ร่างพระราชบัญญัติฉบับที่เรากําลังพิจารณาอยู่นี้ ผมฟังจากคําชี้แจงของกรรมาธิการก็เข้าใจว่า กว่ามันจะเป็นร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ที่คณะรัฐมนตรีมีมติครั้งสุดท้ายเมื่อเดือนธันวาคม ปีที่แล้ว ก็เป็นการทํางานมาจากสภาปฏิรูปแห่งชาติแล้วก็ร่วมมือกับหน่วยราชการต่าง ๆ รวมทั้งกับคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติของรัฐบาล ซึ่งบังเอิญมีตัวร่วมคือ ท่านประมนต์ สุธีวงศ์ ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ท่านเป็นประธานอยู่ทั้ง ๒ ชุด เพราะฉะนั้น โดยสาระสําคัญกระผมเข้าใจเอาเองนะครับว่าน่าจะเป็นร่างพระราชบัญญัติที่น่าจะมีความ สมบูรณ์ตามสมควร เราเองก็มีหน้าที่สนับสนุนให้ผ่านไป แต่คราวนี้เมื่อกระผมมาดูรายงาน ของคณะกรรมาธิการ โดยลายลักษณ์อักษรโดยละเอียดแล้วนี่นะครับ ตั้งแต่ในชั้น คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศมาจนถึงบัดนี้ แล้วก็ฟัง คําชี้แจงของกรรมาธิการที่เป็นอนุกรรมาธิการที่ทํางานในเรื่องนี้ กระผมเริ่มไม่แน่ใจแล้วครับ เพราะว่าข้อบกพร่อง ๗ ประเด็นที่ท่านรายงานมานะครับ มันก็เกิดคําถามครับว่าถ้าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ผ่านออกมามีผลใช้บังคับ แล้ว ๗ ประเด็นนั้น ไม่ได้รับการแก้ไข ฟัง ๆ ดูโดยอารมณ์ ประหนึ่งว่ามันจะเอื้อต่อการทุจริตมากขึ้นกว่าเดิม กระผมไม่ทราบจริงหรือไม่ แต่ว่าเท่าที่ผมอ่านรายงานดูทั้งหมดแล้วก็ประเด็นข้อที่เห็นต่าง จากร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ แล้วก็คํารายงานของคณะกรรมาธิการบางท่านแล้วนี่นะครับ ชวนให้คิดเช่นนั้น เพราะฉะนั้นการอภิปรายในครั้งนี้ผมจะพยายามอภิปรายบนเนื้อหาของ รายงานที่เป็นข้อเสนอแนะ ซึ่งท่านสมาชิกก็ต้องช่วยกันพิจารณาอย่างกว้างขวางนะครับ ผมว่าอยู่ในรายงานหน้า ๘ ครับ ที่มีข้อเสนอแนะทั้งหมดอยู่ ๗ ข้อ อันนี้ครับจะเป็นประเด็น สําคัญ เพราะในขณะนี้เราคงไม่สามารถจะอภิปรายโดยละเอียดถึงตัวร่างพระราชบัญญัติ ซึ่งนั่นน่าจะเป็นงานของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คือผมก็อยากจะอภิปรายเหมือนกันแต่เกรงว่า อภิปรายแล้วจะใช้เวลาแล้วมันก็จะไม่เป็นผลเท่าที่ควรนะครับ เราจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ประการใด คือเราเห็นด้วยกับการมีร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ แต่ว่าข้อเสนอแนะทั้งหมด ถ้าเรามีมติเห็นด้วย ก็แปลว่าเราเห็นด้วย ทีนี้กรรมาธิการก็ต้องให้มีความชัดเจนครับว่า ถ้าไม่มีการแก้ไขในทั้ง ๗ ประเด็นนี้ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ถ้าออกมาแล้วผมพูดภาษา ชาวบ้านก็แล้วกันมันแย่กว่าเดิมหรือดีขึ้นกว่าเดิมครับ อันนี้สําคัญนะครับ ผมขอฝากให้ ท่านประธานกรรมาธิการ ฝากผ่านท่านประธานไป ท่านช่วยตอบผมหน่อยครับว่าถ้าร่าง พระราชบัญญัติฉบับนี้ออกมาแล้วโดยไม่ได้มีการแก้ไขครบทั้ง ๗ ประเด็น หรือในประเด็น สําคัญอะไรบ้าง จัดลําดับ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ นี่นะครับ ออกมาแล้วมันโอเคกว่าเดิม แต่ถ้าไม่ได้แก้ ออกมาแล้วมันจะแย่กว่าเดิมหรือไม่ครับ อันนี้สําคัญนะครับ ผมเองผมยังตัดสินใจไม่ได้ ทีนี้สิ่งที่ผมจะอภิปรายสนับสนุนนี่นะครับ คือผมเห็นด้วยอย่างยิ่งใน ๔ ประเด็นนะครับ
ประเด็นที่ ๑ ไม่ควรมีคําว่า อย่างมีนัยสําคัญในมาตรา ๘ มาตรา ๑๓ และ มาตรา ๑๔ เพราะว่าเป็นคําที่เปิดกว้างและยากที่จะบอกขอบเขตที่ชัดเจน ท่านประธานครับ ผมเคยเป็นสมาชิกวุฒิสภามา ๖ ปี ตลอดระยะเวลา ๖ ปีนั้นรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตราที่ได้รับการกล่าวขวัญถึงที่สุดและมีการประชุมร่วมกันสองสภามากที่สุดก็คือ มาตรา ๑๙๐ มีคําอยู่ ๒ คําครับ ตีความกันอย่างไรก็ตีไม่แตกครับ อย่างกว้างขวาง และ อย่างมีนัยสําคัญ เรามีบทเรียนมาแล้วครับ ทีนี้เมื่อเราจะร่างพระราชบัญญัติฉบับใหม่ทําไมเราจะต้องเอาคําว่า อย่างมีนัยสําคัญมาใส่ไว้ให้เกิดการตีความที่ไม่รู้จะตีความว่าอย่างไรอีก ผมไม่มีเวลา เพียงพอที่จะอภิปรายถึงมาตรา ๑๙๐ แต่ว่าตําแหน่งแห่งที่ที่นําคําว่า อย่างมีนัยสําคัญ มาใส่ไว้ในทั้ง ๓ มาตรานี้ มันทําให้เป็นการขยายข้อยกเว้นในการไม่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ ให้เกิดขึ้นได้ง่ายขึ้น ก็คือมีกฎเกณฑ์ เอ (A) กําหนดว่าต้องปฏิบัติตามนี้ แต่ถ้าไม่ปฏิบัติตาม แล้วไม่กระทบกับการจัดซื้อจัดจ้างอย่างมีนัยสําคัญ ก็ถือให้ปล่อยผ่านไป การคงคําว่า อย่างมีนัยสําคัญไว้ มีความหมายอย่างยิ่งครับ เพราะฉะนั้นก็ไม่จําเป็นที่จะต้องคงไว้ นี่เป็น ประเด็นแรกที่กระผมเห็นด้วยอย่างแรงนะครับ
ประเด็นที่ ๒ ไม่ควรมีคําว่า อาจ จุด จุด จุด ก็ได้ ในมาตรา ๑๕ และ มาตรา ๕๙ ครับ ทั้ง ๒ มาตรานี้เป็นมาตราที่จัดให้ประชาชนมีส่วนร่วม จัดให้มีการรับฟัง ความคิดเห็นของประชาชน อ่านผ่าน ๆ แล้วดีครับ แต่พอไปเขียนคําในมาตราว่า อาจจัดให้มี การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนก็ได้ ก็แปลว่าไม่จัดก็ได้ครับ แล้วจะเขียนไว้ทําไมครับ ผมว่าเป็นการเขียนกฎหมายที่ค่อนข้างโหดร้ายครับ
ประเด็นที่ ๓ ผมเห็นด้วยที่ว่าควรมีการทบทวนข้อยกเว้นในมาตรา ๗ มาตรา ๑๐ มาตรา ๑๑ และมาตรา ๖๐ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องตัดออกไปทั้งหมด แต่ควรพิจารณาให้มีความรอบคอบครับ
ประเด็นที่ ๔ ผมเห็นด้วยว่าควรมีการพิจารณาที่มาของผู้ทรงคุณวุฒิที่จะไปอยู่ใน คณะกรรมการทั้ง ๕ ชุด ว่าควรจะต้องมีการกําหนดคุณสมบัติให้ชัดเจน แล้วในข้อเสนอแนะนี้ ให้ผ่านการตรวจสอบจากวุฒิสภา ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่น่ารับฟัง ผมเห็นด้วยอย่างแรง ในทั้ง ๔ ประเด็น แต่มีประเด็นสําคัญอย่างยิ่ง ๒ ประการ แล้วก็น่าจะเป็นประเด็นที่ควรจะมี การอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง และผมขอความชัดเจนจากคณะกรรมาธิการนะครับ
ในประเด็นแรกก็คือในข้อเสนอแนะข้อ ๑ คือท่านบอกว่าการให้ฝ่ายการเมือง เป็นประธานกรรมการนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ และกําหนดให้มี อํานาจกําหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ ขั้นตอน ระเบียบ หรือมีอํานาจกําหนดเป็นอย่างอื่นได้นั้น เป็นการขัดต่อหลักการที่มิให้ฝ่ายการเมืองเข้ามาใช้อํานาจหรือแทรกแซงการจัดซื้อจัดจ้าง และการบริหารพัสดุภาครัฐ จึงไม่ควรให้ฝ่ายการเมืองใช้อํานาจแทรกแซงการจัดซื้อจัดจ้าง และเกี่ยวข้องตามร่างพระราชบัญญัติ ประเด็นนี้เป็นประเด็นหัวใจที่ใหญ่ที่สุดนะครับว่า คือคณะกรรมการนโยบายเขากําหนดให้มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธาน ก็อาจจะมีหลายท่านเห็นว่าควร ไม่ควร อย่างไร แล้วก็มีคณะกรรมการอีก ๔ ชุดที่กําหนดให้มี ปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธานก็มีความเห็นต่างกันไป แต่ข้อหนึ่งท่านรวมศูนย์ อยู่ทั้งหมดเลยว่า อย่าว่าแต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเลยครับ ไม่ควรให้ฝ่ายการเมือง เข้ามาเป็นประธานคณะกรรมการนโยบาย กราบเรียนท่านประธานครับแล้วจะให้ใครเข้ามาเป็น เราควรต้องเสนอแนะด้วยใช่ไหมครับ เพราะไม่เช่นนั้นเวลาเราผ่านมติในที่ประชุมแห่งนี้ไป เข้าไปสู่คณะรัฐมนตรี ซึ่งก็ต้องผ่านที่ประชุมของคณะกรรมการประสานงาน รวม ๓ ฝ่ายนี้ นะครับ เขาก็จะถาม สปท. ว่าท่านไม่เห็นควรให้ฝ่ายการเมืองเป็นประธานกรรมการนโยบาย เขียนแม้กระทั่งว่าไม่ควรให้ฝ่ายการเมืองเข้ามามีอํานาจตามร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้แล้ว แล้วใครควรมีอํานาจครับ ประเด็นนี้เป็นประเด็นหัวใจ ผมไม่ได้บอกว่าผมไม่เห็นด้วยนะครับ แต่ว่าผมต้องการคําตอบที่ชัดเจน ซึ่งผมอาจจะเห็นด้วยก็ได้ เพราะว่าเราออกแบบระบอบ การเมืองนี่นะครับ การเมืองรัฐบาลก็ทําหน้าที่บริหาร รัฐบาลก็มาจากการเมือง มาจาก การเลือกตั้งหรือไม่เลือกตั้งก็ว่ากันไปนะครับ แล้วก็มีฝ่ายนิติบัญญัติเป็นตัวตรวจสอบ มีตัวบทกฎหมายบ้านเมืองต่าง ๆ ที่คอยควบคุมกฎเกณฑ์ มีองค์กรอิสระที่คอยควบคุม กฎเกณฑ์ แล้วนับวันการคัดกรองให้คนดีเข้ามาเป็นฝ่ายการเมือง เป็นรัฐบาล ก็มี ความเข้มข้นขึ้นตามลําดับ จนกล่าวได้ว่าเข้ายาก ออกง่าย ทีนี้เมื่อเขาเข้ามาเป็นแล้วนะครับ เขาไม่สามารถจะมากําหนดนโยบายในเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างได้เลย มันเป็นหลักการที่ถูกต้อง หรือไม่อย่างไร นี่เป็นประการสําคัญนะครับ แล้วถ้าไม่ให้ฝ่ายการเมืองเข้ามาเป็นประธาน ตรงนี้ แล้วใครมาเป็นประธานครับ อันนี้เป็นรายงานที่กรรมาธิการต้องตอบหรือขยายความ ให้มีชัดเจนในข้อ ๑ นะครับ ผมขอเวลาอีกสักนิดหนึ่งนะครับท่านประธาน
อีกข้อหนึ่งผมคลายความสงสัยไปมากแล้ว ก็เป็นหลักการที่ยิ่งใหญ่เช่นกัน ก็คือข้อ ๗ คือข้อ ๗ นี่มันเกี่ยวข้องกับหมวด ขอประทานโทษนะครับ หมวดที่เกี่ยวกับ กรมบัญชีกลางทั้งหมด หมวด ๔ องค์กรสนับสนุนดูแลการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุ ภาครัฐ ตั้งแต่มาตรา ๔๖ ถึงมาตรา ๕๐ นะครับ ท่านบอกว่า องค์กรที่รับผิดชอบตาม ร่างพระราชบัญญัติควรเป็นองค์กรที่มีความเป็นอิสระและเป็นหน่วยงานกลาง ไม่ควรเป็น หน่วยงานย่อยในกรมบัญชีกลางเพื่อกํากับดูแล อันนี้ก็จะสอดคล้องกับหลักคิดในข้อ ๑ ครับ ว่าท่านไม่ต้องการให้ฝ่ายการเมืองเข้ามาเป็นประธานนโยบาย ไม่ต้องการให้ฝ่ายการเมือง เข้ามาเกี่ยวข้อง อันนี้ในระดับปฏิบัติที่รองลงมาเป็นหน่วยประสานงานหรืออะไรอย่างที่ท่านกรรมาธิการ เรียกขาน ท่านก็ไม่ต้องการให้กรมบัญชีกลางเข้ามาองค์กรเดียว อันนี้ยังดีหน่อยนะครับ เบานิดหนึ่ง คือไม่ควรเข้ามาองค์กรเดียว และจากคําชี้แจงของท่านประธานกรรมาธิการ และท่านกรรมาธิการอีกท่านหนึ่งประกอบ ผมก็พยายามสอบถามเป็นการส่วนตัวด้วยว่า ถ้าไม่ให้กรมบัญชีกลางเข้ามาแล้วจะให้ใครเข้ามา ท่านก็บอกว่าก็มีหน่วยงานอื่นเข้ามาเสริม เป็นต้นว่าสํานักงบประมาณ ซึ่งกระผมเห็นด้วยครับ แต่นั่นไม่ใช่หน่วยงานอิสระนะครับ เพราะฉะนั้นการที่ท่านเขียนว่าองค์กรที่รับผิดชอบตามร่างพระราชบัญญัติควรเป็นองค์กร ที่มีความเป็นอิสระและเป็นหน่วยงานกลาง อันนี้ต้องขยายความครับ สํานักงบประมาณ ก็เป็นหน่วยงานภายใต้กํากับของคณะรัฐมนตรี ภายใต้กํากับของรัฐมนตรี หรือถ้าพูด ในบริบทนี้ก็คือภายใต้การกํากับของฝ่ายการเมืองด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้นโดยส่วนใหญ่ กระผมเห็นด้วย แต่กระผมขอให้ท่านกรรมาธิการได้ช่วยชี้แจงก่อนที่กระผมจะกดสนับสนุน กับข้อเสนอแนะของทั้ง ๗ ข้อว่า ข้อ ๑ ไม่ให้ฝ่ายการเมืองเข้ามาแล้วใครเข้ามา แล้วมันมี หลักการอะไรรองรับครับ ให้องค์กรอิสระเป็นผู้กําหนดการจัดซื้อจัดจ้างหรืออย่างไร แล้วถ้าทําอย่างนั้นมันก็ทําไม่ได้ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ครับ เช่นเดียวกัน ข้อ ๗ ครับ ถ้าจะมีการแก้ไขรายงานให้เป็นไปตามที่ท่านประธานและท่านกรรมาธิการพูดถึง ก็ต้องไม่มี คําว่า องค์กรที่มีความเป็นอิสระ ครับ มันก็ต้องเป็นองค์กรที่อยู่ภายใต้กํากับของฝ่ายบริหาร ซึ่งก็คือฝ่ายการเมืองอยู่นั่นล่ะ แต่ถ้าเขียนไว้แบบนี้ ทั้งข้อ ๑ และข้อ ๗ รวมทั้งคําบรรยาย ของรายงานในหลายที่ จุดประกายให้คิดว่าเหมือน ๆ กับอยากจะต้องการให้องค์กรที่เข้ามา กํากับดูแลในเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างเป็นองค์กรอิสระ ซึ่งกระผมอาจจะเห็นด้วยก็ได้นะครับ เพียงแต่ว่ายังไม่เห็นภาพรวมชัดเจน แล้วไม่ทราบว่าจะทําได้อย่างไรในร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ แต่นั่นก็มีความสําคัญอย่างยิ่งครับ ถ้าเป็นสิ่งที่ดี สมควรจะปฏิรูปใหญ่ก็สมควร แต่มันจะต้องเป็นอะไรที่นอกเหนือไปจากข้อเสนอแนะที่ คือพออ่านแล้วมีคําถามต่อครับ ท่านประธานต้องให้ความเมตตากับกระผมสักนิดว่าเวลาผมถูกสัมภาษณ์ เวลาผมแถลง นะครับ ถ้าผมแถลงไปแบบนี้แล้วสื่อเขาถามว่า แล้ว สปท. มีความเห็นอย่างไรถ้าไม่ให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังหรือไม่ให้ฝ่ายการเมืองมาเป็นประธานกรรมการนโยบาย ใครควรจะเป็น แล้วดีกว่าอย่างไร แล้วจะมีที่มาอย่างไร มันก็จะเกิดคําถามต่อเนื่องกันไปอีก กระผมไม่ได้ไม่เห็นด้วย แต่ว่าใน ๒ ประการนี้ผมอยากขอเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการ ได้ช่วยกรุณาตอบให้ชัดเจน หรือว่าถ้าไม่เช่นนั้นก็น่าจะต้องมีการปรับปรุงเนื้อหาของรายงาน ในข้อ ๑ และข้อ ๗ ข้อ ๗ นี้กระผมค่อนข้างเข้าใจที่ท่านได้ชี้แจงมาแล้วว่ากรมบัญชีกลาง ก็ยังคงอยู่ แต่ว่าอาจจะเสริมอะไรบางอย่าง แต่มีคําว่า องค์กรที่มีความเป็นอิสระ ค้ําอยู่ เพราะฉะนั้นถ้าปรับตรงนี้ได้ก็ดี แต่ส่วนข้อ ๑ ผมยังมองไม่เห็นว่าจะปรับอย่างไร ผมขอ สงวนสิทธิที่ถ้าท่านชี้แจงแล้วจะขออนุญาตซักถามอีกสักเล็กน้อยถ้าเผื่อว่ายังไม่เข้าใจ แต่ว่าทั้งสิ้น ทั้งปวง ทั้งนี้ผมเห็นว่าเป็นร่างพระราชบัญญัติที่มีความสําคัญอย่างยิ่ง แล้วไม่อยากให้เส้นทางเดินมันเหมือนร่างพระราชบัญญัติเจ็ดชั่วโคตรครับ คือรอมาแล้ว เกือบ ๑๐ ปีก็ยังไม่มีวี่แวว ซึ่งเรื่องนี้ก็ต้องกราบขอบพระคุณท่านกรรมาธิการทุกท่าน แล้วก็ขออนุญาตกราบขอบพระคุณท่านประธาน โดยเฉพาะท่านประธานทินพันธุ์ นาคะตะ ที่ร่างพระราชบัญญัติเจ็ดชั่วโคตร หรือปรับใหม่เป็นสามชั่วโคตร เป็น ๑ ใน ๕ วาระ การปฏิรูปที่ท่านประธานได้ส่งมอบต่อท่านนายกรัฐมนตรีตั้งแต่วันที่ท่านได้เข้าเยี่ยมคารวะ ท่านนายกรัฐมนตรี ผมเข้าใจว่าเดือนธันวาคมที่แล้ว ก็เชื่อว่าน่าจะเข้าสู่การพิจารณา ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติโดยเร็ว กราบขอบพระคุณครับ