ทินพันธุ์ นาคะตะ หารือประเด็นการจัดซื้อจัดจ้างที่มีความซับซ้อนและเสี่ยงต่อการทุจริต โดยแสดงความกังวลต่ออำนาจหน้าที่ของคณะต่างๆ ที่กว้างเกินไปจนอาจก่อให้เกิดความล่าช้า รวมถึงปัญหาภาระงานหนักของผู้บริหารที่ทำหน้าที่ในหลายคณะกรรมการ พร้อมเสนอให้ปรับโครงสร้างให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งเสริมความโปร่งใส โดยเฉพาะการแก้ไขมาตรา 7 เพื่อปิดช่องว่างการเอื้อประโยชน์รัฐวิสาหกิจและภาคเอกชนต่างชาติ รวมถึงการจัดตั้งองค์กรกลางอิสระเพื่อรวมบุคลากรด้านจัดซื้อจัดจ้าง พร้อมสนับสนุนการมีส่วนร่วมของสื่อและประชาชนในการตรวจสอบ เพื่อป้องกันการทุจริตและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานของรัฐ
ต่อไปขอเชิญท่านสมาชิกอภิปรายแสดงความคิดเห็น โดยใช้เวลาท่านละไม่เกิน ๑๐ นาที นะครับ รายชื่อผู้อภิปราย ๓ ท่านแรกมีดังนี้ พลตํารวจโท ดอกเตอร์สุวิระ ทรงเมตตา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ ๒. ท่านคํานูณ สิทธิสมาน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ อดีตสมาชิกวุฒิสภา ๓. พลโท กฤษณะ บวรรัตนารักษ์ รองเจ้ากรมพระธรรมนูญ สํานักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ขอเรียนเชิญ พลตํารวจโท ดอกเตอร์สุวิระ ทรงเมตตา ครับ
พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา : กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศผู้ทรงเกียรติที่เคารพทุกท่าน กระผม พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ สมาชิกลําดับที่ ๑๗๖ ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ ท่านปานเทพ กล้าณรงค์ราญ และคณะที่ได้เสนอรายงานเรื่องนี้ขึ้นมา ผมมีความเห็นด้วยกับ ข้อเสนอแนะของท่านในทุกประเด็นนะครับ แต่ผมมีความเห็นว่าการที่ท่านเสนอเพียงแค่เป็น ข้อสังเกตนั้น มันจะมีน้ําหนักน้อยเกินไป อยากให้เป็นว่าข้อเสนอแนะเพื่อให้ดําเนินการแก้ไข ตามความเห็นของท่าน หรือของคณะกรรมการและรวมทั้งของที่สภาแห่งนี้จะอภิปรายด้วยครับ ผมขอมีความเห็นสนับสนุนดังต่อไปนี้นะครับ แล้วก็มีความเห็นเพิ่มเติมในบางส่วน ดังต่อไปนี้
ในประเด็นที่ ๑ ครับ ในหมวด ๓ มาตรา ๑๙ มาตรา ๒๓ มาตรา ๒๖ มาตรา ๒๘ มาตรา ๓๑ มาตรา ๓๔ มาตรา ๓๗ มาตรา ๓๙ มาตรา ๔๑ และมาตรา ๔๓ นั้นเห็นด้วยกับ ข้อเสนอแนะในข้อ ๑ อนุ (ก) (ข) (ค) (ง) (จ) ที่ให้มีการแก้ไข หรือว่าข้อสังเกตนั้นนะครับ แต่ผมอยากจะขอเพิ่มเติมอีกนิดหนึ่งว่า ควรจะเพิ่มเติมผู้แทนจากสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ไปด้วยนะครับ เพื่อความหลากหลายทางวิชาชีพ แล้วก็เมื่อมีคดีขึ้นมาทางพนักงาน ทางตํารวจ ก็สามารถที่จะช่วยตรวจสอบในเรื่องของความถูกต้องได้ หรือบางครั้งในการดําเนินการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่อยู่ในต่างจังหวัด ก็จะมีเครือข่ายเจ้าหน้าที่ตํารวจนั้นกระจายอยู่ทั่วไป นะครับ ก็สามารถสนับสนุนการปฏิบัติได้
ในประเด็นที่ ๒ ครับ จากข้อกําหนดในร่างพระราชบัญญัติที่กําหนดให้ คณะที่ ๑ มีอํานาจในการกําหนดนโยบาย ข้อเสนอแนะ กํากับ ดูแล วินิจฉัยปัญหา วินิจฉัยความเป็นโมฆะของสัญญาหรือข้อตกลง ตีความวินิจฉัยปัญหาข้อหารือ กําหนด แนวทางวิธีปฏิบัติแบบอย่าง ตัวอย่างที่เกี่ยวกับการปฏิบัติตามระเบียบ จะเห็นได้ว่า เป็นอํานาจที่กว้างขวาง อันจะก่อให้เกิดความล่าช้า เพราะปริมาณงานล้นมือในขณะที่มี คณะทํางานเพียงคณะเดียวนั่นเอง และความล่าช้านั่นละครับจะก่อให้เกิดความเสียหาย แก่ทางราชการด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งความล่าช้าในการวินิจฉัยปัญหา ความล่าช้าในการ วินิจฉัยความเป็นโมฆะของสัญญาต่าง ๆ ถ้าใช้เวลานานก็จะเกิดความเสียหายและจะทําให้ หน่วยงานของรัฐนั้นถูกฟ้องร้องจากคู่สัญญาได้ แล้วก็ปัญหาเรื่องต่าง ๆ เหล่านั้นก็จะมีมาก นะครับในการจัดซื้อจัดจ้าง ก็จะทําให้คณะกรรมการชุดที่ ๑ นั้น ไม่สามารถดําเนินการ ได้ทันครับ อันนั้นข้อสังเกตเพิ่มเติมครับ
ประเด็นที่ ๓ ครับ คณะกรรมการทั้ง ๕ คณะ ที่มีปลัดกระทรวงการคลัง เป็นกรรมการ ๑ คณะ และเป็นประธานกรรมการอีก ๔ คณะนะครับ ที่เป็นกรรมการนั้น ก็คือ ตามมาตรา ๑๙ (๒) นะครับ เป็นกรรมการโดยตําแหน่งในคณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้าง และการบริหารพัสดุภาครัฐนะครับ ซึ่งตรงนี้ถือว่าหนึ่งหน้าที่รับภาระหนักแล้วนะครับ ยังมาเป็นประธานอีก ๔ คณะ ดังนี้นะครับ ได้แก่ คณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐตามมาตรา ๒๖ และเป็นประธานคณะกรรมการราคากลางและขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการตามมาตรา ๓๑ และเป็นประธานคณะกรรมการความร่วมมือป้องกันการทุจริต ตามมาตรา ๓๗ และเป็น ประธานคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และข้อร้องเรียนตามมาตรา ๔๑ จะเห็นได้ว่า ปลัดกระทรวงการคลังมีงานเป็นจํานวนมาก แล้วก็งานจะล้นมือ ดังนั้นแล้วงานทุกงาน ต้องรอปลัดกระทรวงการคลังซึ่งจะเป็นประธานการประชุม ผมคิดว่างานจะเดินไม่ได้ และเกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงครับ แล้วก็มั่นใจว่าปัญหาในการจัดซื้อจัดจ้างนั้นมีมาก แล้วต้องมีการประชุมมาก แล้วการประชุมแต่ละครั้งแต่ละเรื่องกว่าจะสรุปได้ใช้เวลานาน ตรงนี้จะทําให้การบริหารงานราชการไม่สามารถดําเนินการไปได้จะเป็นอุปสรรคครับ ผมเห็นว่า ควรจะมีการปรับคณะกรรมการเสียใหม่ให้สามารถทํางานได้คล่องตัว แล้วก็ไม่ล้นภาระโหลด (Load) งานเกินไปนะครับ นั่นคือข้อเสนอนะครับ
ประเด็นที่ ๔ โดยกําหนดข้อยกเว้นไว้ในมาตรา ๗ ตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ มาตรา ๗ ที่กําหนดให้ยกเว้นการดําเนินการจัดซื้อจัดจ้างที่ไม่อยู่ในบังคับแห่งพระราชบัญญัตินี้ ได้แก่ (๑) ถึง (๕) ซึ่งได้แก่ การจัดซื้อจัดจ้างในรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวกับการพาณิชย์โดยตรง หรือยุทโธปกรณ์และการบริการทางทหาร โดยวิธีรัฐบาลต่อรัฐบาล ตามที่กฎหมาย ต่างประเทศกําหนด หรือการวินิจฉัยและการพัฒนา การจ้างที่ปรึกษาที่ไม่สามารถ ดําเนินการตามพระราชบัญญัตินี้ได้ และการดําเนินการที่ใช้เงินกู้หรือเงินช่วยเหลือ ที่มีข้อสัญญากําหนดไว้ ตรงนี้ผมเห็นด้วยกับข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการวิสามัญ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ที่เห็นควรให้มีการแก้ไขปรับปรุงตามมาตรานี้ เพราะในเรื่องนี้จะเป็นโอกาสหรือช่องทางที่ ให้เกิดการทุจริตอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมขอไล่ตามอนุดังนี้นะครับ
(๑) ที่ยกเว้น ไม่อยู่ภายใต้แห่งการบังคับแห่งพระราชบัญญัตินี้ ได้แก่ การจัดซื้อจัดจ้างของรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้องกับการพาณิชย์โดยตรง ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว การจัดซื้อจัดจ้างของรัฐวิสาหกิจนั้นเป็นการจัดซื้อจัดจ้างในวงเงินที่สูง อันอาจจะก่อให้เกิด การทุจริตได้โดยง่าย และเคยมีตัวอย่างให้เห็นที่ผ่านมาเป็นจํานวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หน่วยงานรัฐวิสาหกิจของเรานะครับ และรัฐวิสาหกิจเมื่อเขามีต้นทุนสูงในการจัดซื้อจัดจ้าง ประชาชนผู้ใช้บริการจากรัฐวิสาหกิจนั้นหรือเกี่ยวข้องกับรัฐวิสาหกิจนั้นก็ต้องจ่ายค่าบริการ ที่สูงอีกเช่นเดียวกัน ท้ายที่สุดผลกระทบนี้ก็จะตกสู่ประชาชนครับ
(๒) การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐบาลต่อรัฐบาล ซึ่งอันที่จริงแล้วการจัดซื้อจัดจ้าง ระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาลนั้นเป็นการจัดซื้อจัดจ้างระหว่างเอกชนในต่างประเทศ ผ่านองค์กร รัฐบาลในต่างประเทศและมาขายสินค้าให้กับหน่วยงานรัฐบาลของไทย ไม่ใช่ว่ารัฐบาล ต่างประเทศผลิตและขายให้รัฐบาลไทย ไม่ใช่นะครับ ท้ายที่สุดเอกชนเหล่านั้น ที่เป็นอยู่ ในต่างประเทศนั้นเขาก็จะกําหนดราคาขายให้สูงกว่าราคาตลาดมาก ๆ และตรงนี้ละครับ เขาก็บวกราคาเผื่อไว้ในการดําเนินการต่าง ๆ อันนี้จะเป็นการปิดช่องเลยนะครับ ทําให้เกิด กระบวนการทุจริตระหว่างประเทศขึ้นได้ และหลักฐานพยานก็ไม่มีปรากฏในประเทศไทย เพราะมีการจ่ายเงินกันในต่างประเทศ กลับยิ่งแนบเนียนหนักขึ้นนะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ ผมถือว่าเป็นข้อห่วงใยที่สําคัญยิ่งครับ เพราะฉะนั้นในอนาคตจะซื้ออะไรที่เงินมาก ๆ และ มีโอกาสตรวจสอบได้ง่ายก็ทําเป็นรัฐต่อรัฐเสีย แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่ละครับ ก็เป็นเอกชน ต่างประเทศกับหน่วยงานของรัฐไทยนั่นเองแต่มีการเบี่ยงเบนไปนะครับ เพราะฉะนั้นอันนี้ ต้องป้องกันครับ
อีกอันหนึ่งตาม (๓) การดําเนินงานจัดซื้อจัดจ้างเพื่อการวิจัยและพัฒนา หรือจ้างที่ปรึกษาที่ไม่สามารถดําเนินการตามพระราชบัญญัตินี้ได้ ถือว่าเป็นข้อกําหนด ที่กว้างมากครับ แล้วก็จะเปิดโอกาสให้เกิดการทุจริตได้โดยง่าย ควรกําหนดให้ชัดเจน
(๔) กรณีใช้เงินกู้และมีข้อกําหนดยกเว้นไว้ในเงินกู้ จะเกิดความเสียหายต่อรัฐ อย่างมาก เพราะทุกโครงการของรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของ ประเทศล้วนใช้เงินกู้ทุกโครงการ และในอนาคตการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานก็มีแนวโน้ม ต้องใช้เงินกู้เป็นหลัก จะทําให้การจัดซื้อจัดจ้างในโครงการโครงสร้างพื้นฐานมีวงเงิน งบประมาณหรือค่าใช้จ่ายที่สูงมากกว่าปกติ และท้ายสุดประชาชนก็ต้องได้รับผลลัพธ์ในการ ใช้บริการและถูกเรียกเก็บค่าบริการนั่นเองครับ แล้วก็ตรงนี้นะครับโดยธรรมชาติแล้วการใช้ เงินกู้ ผู้ที่ปล่อยเงินกู้เขาจะมีความสัมพันธ์กับผู้ที่มีธุรกิจเกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้างนั้น และเขาจะมีความสัมพันธ์กันอยู่เบื้องหลัง และเขาจะกําหนดข้อกําหนดมา และท่านสังเกต ดูครับทุกโครงการที่ใช้เงินกู้ที่มีการกําหนดว่าผู้ที่รับบริการจัดซื้อจัดจ้างนั้นเป็นใคร มักจะมี งบประมาณและค่าใช้จ่ายในโครงการสูงผิดปกติแทบทุกโครงการ
ในประเด็นอีกส่วนหนึ่งนะครับ ตามอนุกรรมาธิการที่บอกว่าการใช้เงิน ช่วยเหลือที่ต่างประเทศสนับสนุนในโครงการบางส่วนมาสนับสนุนโครงการ อันที่จริงแล้วก็มี ขบวนการที่เป็นนักธุรกิจชาวต่างประเทศเขาทําธุรกิจประเภทใดเขาจะมีการรวมตัวกัน แล้วก็นําเงินงบประมาณนี้อุดหนุนผ่านองค์กรระหว่างประเทศองค์กรหนึ่ง และองค์กรนี้ก็มา สนับสนุนช่วยเหลือ ทําเป็นว่าช่วยเหลือประเทศต่าง ๆ แต่มีเงื่อนไขว่าเมื่อสนับสนุน เงินช่วยเหลือแล้วต้องใช้ผู้ผลิตหรือผู้ที่จําหน่ายสินค้าและบริการนั้นจากรายนี้ จากประเทศนี้ เป็นข้อกําหนดมาเลยครับ แต่ท่านทราบไหมครับว่าการที่เขาอาจจะช่วยเหลือเพียงบางส่วน แล้วใช้เงินกู้บางส่วน แล้วใช้งบประมาณบางส่วน เงินที่เขาช่วยเหลือมานั้นเปรียบเทียบ กับกําไรที่เขาได้ เปรียบเทียบกับถ้าจ้างบริษัทอื่นแล้วถูกกว่านั้นผมคิดว่าเงินที่ช่วยเหลือนั้น เป็นเพียงส่วนเล็กน้อยเท่านั้นเองเมื่อเปรียบเทียบกับกําไรที่ได้หรือเปรียบเทียบกับ ผลประโยชน์ที่ประเทศชาติต้องเสีย เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นเรื่องสําคัญที่เราต้องตระหนัก เหมือนกันครับ และท่านคงทราบนะครับว่าในอดีตที่ผ่านมานั้นโครงการที่มีเงินช่วยเหลือ โครงการที่กู้เงินจากต่างประเทศมีปัญหาในเรื่องของต้นทุนโครงการทุกโครงการ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นบทเรียนของเราที่จะต้องไม่ให้เกิดขึ้นอีกในอนาคตครับ อันนี้ก็เป็น ข้อเสนอของผมนะครับที่จะต้องแก้ไขมาตรา ๗ นะครับ หากปล่อยทิ้งไว้นั้นร่างพระราชบัญญัตินี้ จะเป็นการส่งเสริมให้เกิดการทุจริตได้กว้างขวางและถูกกฎหมายมากยิ่งขึ้น หากไม่แก้ตาม มาตรา ๗ นี้นะครับ
ในประเด็นที่ ๕ เห็นด้วยกับหมวด ๒ ในมาตรา ๑๕ และหมวด ๖ มาตรา ๕๙ ในข้อ ๔ ที่กําหนดให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วม โดยเฉพาะอย่างยิ่งนะครับ กําหนดไปเลยครับ ให้ภาคสื่อมวลชนมีส่วนร่วมให้มาก ๆ เพราะสื่อมวลชนจะช่วยกระจายข่าว ข้อมูลข่าวสาร ให้สาธารณชนได้ทราบ และจะทําให้เกิดการทุจริตได้ยากขึ้นครับ
ประเด็นที่ ๖ เห็นด้วยในหมวด ๔ มาตรา ๔๖ ถึงมาตรา ๕๐ ในข้อ ๕ ที่กําหนดให้มีองค์กรที่รับผิดชอบตามร่างพระราชบัญญัตินี้ โดยเสนอให้ตั้งองค์กรขึ้นมา แต่ไม่ได้ให้เพิ่มคนนะครับ ผมขอเสนอเพิ่มนะครับว่าขอให้ตัดกลุ่มบุคลากร หรืองาน หน่วยงานที่ทําหน้าที่ในการจัดซื้อจัดจ้างของทุกหน่วยงานมารวมกันเป็นหน่วยงานใหญ่ หน่วยงานกลาง และเป็นองค์กรอิสระไม่ขึ้นกับฝ่ายการเมือง ไม่ขึ้นกับใครทั้งสิ้น และมีหน้าที่ ในการกํากับดูแลการจัดซื้อจัดจ้างทั่วประเทศ แต่ไม่ได้ให้ตั้งหน่วยงานใหม่นะครับ ให้รวมเอา คนที่มีอยู่แล้วทุกวันนี้ทุกหน่วยงานมี มารวมกัน จะทําให้การขับเคลื่อนและมีประสิทธิภาพ มากยิ่งขึ้น เหตุใดที่ต้องเสนอแบบนี้ เพราะทุกวันนี้มีหน่วยงานจัดซื้อจัดจ้างอยู่ตาม ส่วนราชการต่าง ๆ ทุกหน่วยงานครับ แต่บุคลากรเหล่านั้นไม่กล้าตัดสินครับ ทุกคนก็ทํา หน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่เรียกว่า เจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ ก็พาส (Pass) ข้อหารือ หรือข้อหารือต่าง ๆ ส่งไปยัง สตง. บ้าง ป.ป.ช. บ้าง ท้ายที่สุดก็หน่วยงานนั้นละครับที่ตอบ และท้ายที่สุด หน่วยงานนั้นก็ไม่ตอบอีก แล้วก็ขอเรียนครับว่ามีข้าราชการที่อยากทํางานอย่างสะอาดโปร่งใส พยายามขอให้ทาง ป.ป.ช. ขอให้ สตง. มาช่วยให้คําแนะนําในเรื่องนั้นเรื่องนี้ หรือมาช่วยเป็นกรรมการเลยก็ได้ แต่ว่าหน่วยงานเหล่านั้นไม่มา แล้วก็ไม่ให้ความเห็น ให้ความเห็นท่านบอกว่าขอ ไม่เป็นทางการ อันนี้ก็เป็นอุปสรรคครับ ผมอยากให้มีหน่วยงานฟังธงเลยว่าอย่างนี้ทําได้ อย่างนี้ทําไม่ได้ เพราะส่วนราชการข้าราชการที่สุจริตและอยากทํางานจะได้ทํางาน ได้คล่องตัวขึ้น เพราะทุกวันนี้ไม่มีใครกล้าตัดสินใจจึงเป็นปัญหา เลยอยากให้ตั้งหน่วยงาน ที่รับผิดชอบและแก้ไขปัญหาเรื่องนี้โดยตรง แล้วก็ทุกคนเลยครับทุกหน่วยให้ยิงตรง ปัญหามาที่หน่วยงานนี้ ไม่ต้องเป็นไปตามสายการผู้บังคับบัญชา ทุกวันนี้ถ้าสํานักงาน ตํารวจแห่งชาติจะหารืออะไรสักเรื่องต้องส่งตามลําดับชั้นมา กว่าจะถึงข้างบนใช้ เวลานานมาก แล้วกว่าผู้บังคับบัญชาสูงสุด หัวหน้าหน่วยจะส่งไปหารือ ป.ป.ช.ส่งไปหารือ สตง. ใช้เวลานานมาก ขอให้ตั้งเป็นหน่วยงานมาแล้วก็ส่วนราชการส่วนไหนก็ได้ที่จะ ทําการจัดซื้อจัดจ้างหารือโดยตรงเลย หรือเชิญบุคคลเหล่านี้ไปเป็นคณะกรรมการเลย อยากให้หน่วยงานที่ ป.ป.ช. สตง. หรือหน่วยงานที่ตรวจสอบทั้งหลายมีบทบาทเพิ่มขึ้น คือบทบาทเชิงโปรแอ็กทิฟ (Proactive) หรือเชิงรุก คือเข้าไปช่วยเขาป้องกันตั้งแต่เนิ่น ๆ ซึ่งจะใช้เวลาและงบประมาณน้อยกว่าที่ไปคอยจับผิด เมื่อเหตุเกิดแล้วไปจับผิดใช้เวลามาก ใช้งบประมาณมาก ใช้บุคลากรมาก แต่ถ้าเราไปร่วมเนิ่น ๆ จะใช้งบประมาณน้อยบุคลากร น้อยและป้องกันได้ดีกว่า และสัมฤทธิ์ผลมากกว่า เพราะฉะนั้นจึงขอนําเสนอแนวทางในการ แก้ไขดังนี้ครับ ขอบคุณครับ