ชาญชัย อิสระเสนารักษ์ ชี้แจงและอภิปรายร่างพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐภายใต้กรอบการป้องกันการทุจริต โดยเน้นย้ำความโปร่งใส ความเป็นธรรม และการมีส่วนร่วมของประชาชน พร้อมเสนอให้ปรับปรุงบทบัญญัติหลายประการ เช่น การจำกัดอำนาจปลัดกระทรวง การตัดคำว่า "อาจจะ" และ "มีนัยสำคัญ" ออกเพื่อลดช่องโหว่การตีความ และเรียกร้องให้มีการตรวจสอบอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะในหน่วยงานที่อาจได้รับการยกเว้น เช่น กองทัพ รวมถึงเสนอให้ทบทวนบทบาทขององค์กรสนับสนุนและกำหนดบทลงโทษให้สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศเพื่อความคุ้มค่าและประสิทธิภาพในการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ท่านสมาชิก สปท. ทุกท่านครับ กระผม นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ ในฐานะคณะอนุ กรรมาธิการที่มีท่าน พลเรือเอก พะจุณณ์ ตามประทีป เป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการ ศึกษาเสนอแนะมาตรการและกลไกในการปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ให้ศึกษาเรื่องกรณีร่างพระราชบัญญัติ การจัดซื้อจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. .... ซึ่งเป็นเรื่องที่นายกรัฐมนตรีได้มีคําสั่ง ให้ทางเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเวียนให้ส่วนราชการทุกส่วนราชการที่เกี่ยวข้องพิจารณา เรื่องนี้ก่อนจะนําไปสู่การพิจารณาใน สนช. อีกครั้งหนึ่ง เป็นคําสั่งสุดท้ายเมื่อวันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๕๘ ที่ความเป็นมาผมสรุปตรงนี้นะครับ
ผมขออนุญาตไปรายละเอียดเพื่อใช้เวลาเป็นประโยชน์ในการที่ท่านสมาชิก จะได้สอบถาม เรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ หลักการกับเหตุผลที่มีการตราพระราชบัญญัติ ฉบับนี้เกิดขึ้น หลักใหญ่คือมุ่งเน้นเขียนเอาไว้ว่า โดยมุ่งเน้นการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณชน ให้มากที่สุด เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเปิดโอกาสให้มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม มีการ ดําเนินการจัดซื้อจัดจ้างที่คํานึงถึงวัตถุประสงค์ของการใช้งานเป็นสําคัญซึ่งจะก่อให้เกิดความ คุ้มค่าในการใช้จ่ายเงิน มีการวางแผนการดําเนินงานและ มีการประเมินผลการปฏิบัติงาน ซึ่งจะทําให้การจัดซื้อจัดจ้างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล รวมทั้งเพื่อให้เป็นไปตามหลัก ธรรมาภิบาล มีการส่งเสริมให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ซึ่งเป็นมาตรการหนึ่งเพื่อป้องกันปัญหาการทุจริตและประพฤติมิชอบในการจัดซื้อจัดจ้าง ภาครัฐ ประกอบกับมาตรการอื่น ๆ เช่น การจัดซื้อด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะทําให้ เกิดความโปร่งใสในการดําเนินการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ อันจะเป็นการสร้างความเชื่อมั่น ให้กับสาธารณชน และก่อให้เกิดผลดีกับการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ให้เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป จึงจําเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ อันนี้คือหลักการ การตรากฎหมายโดยหลักการแล้ว ถ้าเนื้อในข้างในขัดต่อหลักการ โดยหลักแล้วจะไม่ทํา ถ้าทําก็คือสุดท้ายกฎหมายฉบับนี้ จะมีปัญหาในด้านปฏิบัติทันที เพราะมันขัดกันเอง สุดท้ายมันขัดกัน แล้วเวลาปฏิบัติ มันเป็นช่องว่างก่อให้เกิดปัญหาตามมา ทีนี้กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายสําคัญ ถ้าตราแล้ว ออกใช้ประกาศเมื่อไร ควบคุมไปถึงเกือบ ๕๐๐ หน่วย กรม กอง ทุกกระทรวง ทบวง กรม องค์กรอิสระ เพราะฉะนั้นกฎหมายฉบับนี้จะมีความสําคัญ เป็นกฎหมายกลาง ผมเรียนนะครับเป็นกฎหมายกลาง ไม่ได้เป็นกฎหมายเฉพาะของกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง เพราะฉะนั้นหลักการตรงนี้พอเขียนไว้ร่างอย่างนี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่ ผมเรียนนะครับ กฎหมายฉบับนี้ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในอดีตเขียนแจ้งให้ ครม. อนุมัติ เมื่อปี ๒๕๕๖ ปี ๒๕๕๗ เป็นมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ ปี ๒๕๕๕ แล้วก็จนกระทั่งมา สปช. แล้วก็มาถึง สปท. ยืดยาวพอสมควรนะครับกฎหมายฉบับนี้กว่าจะผลักดันมาได้ แล้วท่านนายกรัฐมนตรีท่านต้องการที่จะผลักดันกฎหมายดี ๆ ฉบับนี้ออกมาใช้ เพื่อจะควบคุมการใช้จ่ายเงิน ผมเรียนว่าจากที่ผมฟังท่านทั้งหลายที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องเรื่องนี้ กับในคณะอนุกรรมาธิการกับคณะกรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ มีกรอบที่จะให้พวกผม ทํางานอยู่บนพื้นฐานดังต่อไปนี้นะครับ ที่จะขอแก้อะไรทั้งหมดอยู่ ๗ ประเด็น การดําเนินการใด ๆ เกี่ยวกับกฎหมายฉบับนี้เป็นการใช้เงินภาษีประชาชนในการจัดซื้อจัดจ้าง ให้ได้มาซึ่งประโยชน์ของประชาชนและแผ่นดิน เพราะฉะนั้นการดําเนินการใด ๆ ที่เกี่ยวกับ เรื่องเงินภาษีประชาชน องค์ประกอบตัวนั้นต้องมีด้วยกันที่จะขับเคลื่อน ให้เศรษฐกิจก็ดี หรือการพัฒนาสังคมก็ดี หรือพัฒนาทางการเมืองก็ดี องค์ประกอบนั้นจะต้องมีความพร้อม ไปด้วย ๓ เรื่องที่พวกเราตั้งเป็นโจทย์ เป็นกรอบไว้ ๑. กฎหมายฉบับนั้นจะต้องเป็น กฎหมายกลางที่เป็นสิ่งที่ปฏิบัติและเป็นรูปธรรมได้ชัดเจน และป้องกันการเกิดความเสียหาย ต่อการใช้เงินภาษีประชาชน คือปฏิบัติตามกฎหมาย ความเสียหายจะเกิดขึ้นน้อยมาก หรือแทบจะไม่เกิด ๒. สิ่งที่ปฏิบัติไปไม่ว่าส่วนราชการ ไม่ว่านักธุรกิจ ไม่ว่าส่วนการเมืองหรือ เจ้าหน้าที่ของรัฐทุกส่วนจะต้องคํานึงถึงความถูกต้อง ๒ เรื่องนี้ถ้าเดินต่อไปแล้วมันจะปรากฏ ออกมาคือความดีงามที่เกิดขึ้นจากการใช้ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้.กับการใช้เงินภาษีพี่น้อง ประชาชน ๓ เรื่องนี้เป็นกรอบที่เราต้องเอามาพิจารณาเป็นหลัก เพราะฉะนั้นรายละเอียด ที่ผมจะชี้แจงท่านสมาชิก เรียนท่านประธานว่ามีอยู่ ๗ ประเด็นที่คณะกรรมาธิการวิสามัญ ได้เห็นชอบนําเสนอต่อสภา คือ
ประเด็นที่ ๑. การแต่งตั้งคณะกรรมการ ๕ ชุด ปรากฏว่าชุดแรกคือ คณะกรรมการนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ มีท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังเป็นประธาน แล้วก็รองลงมาก็มีท่านปลัด แล้วที่เหลือทั้งหมดจะเป็นอีก ๔ ชุด ไม่ว่าคณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ คณะกรรมการกํากับราคากลางและขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการ หรืออะไรก็แล้วแต่นะครับ ที่มีอยู่ในร่างทั้งหมดอยู่ในมาตรา ๗ อยู่ในมาตรา ๑๙ มาตรา ๒๓ มาตรา ๒๖ มาตรา ๒๘ ทั้งหมดนี้ท่านจะเห็นนะครับ ในหลักการโดยหลักแล้วมันขัดกันหมดเลย คําถามว่าขัดอย่างไร คณะกรรมการนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ มีท่านรัฐมนตรี เป็นประธาน คณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ มีท่านปลัดเป็นประธาน คณะกรรมการกํากับราคากลางและขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการ มีท่านปลัดเป็นประธาน คณะกรรมการ ค.ป.ท. มีท่านปลัดเป็นประธาน คณะกรรมการ พิจารณาอุทธรณ์และข้อร้องเรียน มีท่านปลัดเป็นประธาน ในหลักการเป็นอย่างนี้ครับ ถ้าเรา จะออกกฎหมายแบบนี้ โดยหลักทั่วไปมันจะแยกเป็น ๓ ส่วน ส่วนหนึ่งถ้าเป็นเรื่องนโยบาย จะมีคณะกรรมการชุดหนึ่ง ไม่ทับซ้อนกับกรรมการชุดอื่น คณะกรรมการชุดที่ ๒ เป็นฝ่าย ปฏิบัติ จะมีกรรมการอีกชุดหนึ่งซึ่งไม่ทับซ้อนกับกรรมการนโยบาย ไม่อย่างนั้นมันมี ผลประโยชน์ทับซ้อน คณะกรรมการชุดที่ ๓ คือตรวจสอบ จะต้องเป็นอีกคนละชุดหนึ่งที่ไม่มี ตัวบุคคลเดียวกันแล้วไปอยู่ตรงนั้น หรือถ้าจะมีตัวบุคคลเดียวอยู่ตรงนั้น ที่เกี่ยวข้องในระบบที่จะ ต้องสั่งงาน จะต้องให้หมุนเวียนในการทําหน้าที่เป็นประธานหรือโครงสร้างตรงนั้นไม่สามารถ ให้ใครสั่งได้ ต้องเป็นองค์คณะที่ทํางานโดยอิสระแล้วก็มีความถูกต้องเป็นหลักเกณฑ์ ทีนี้ พอร่างกฎหมายเขียนแบบนี้มันกลายเป็นผูกขาดรวมศูนย์อํานาจอยู่ คนที่เป็นปลัดที่เรา พิจารณากันจะรับลูกไม่ไหว เพราะมีกรณีการใช้เงินในอดีตที่ผ่านมาไปเพื่อให้ได้มาถึงเงิน เอาไปทุจริตทางการเมืองเยอะมาก แล้วถ้าปลัดอยู่ในฐานะที่จะต้องเป็นคนรับลูกและไป ดําเนินการรายละเอียด แล้วเรื่องทั้งหมดนี้ไม่ต้องไปถึงนักการเมืองเลยครับ ถ้ากฎหมายฉบับนี้ ไม่มีการแก้ไขตรงนี้ นายกรัฐมนตรีก็ดีหรือว่ารัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องก็ดีสั่งคณะกรรมการ นโยบายการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ ว่ากรรมการฝ่ายปฏิบัติไปทํา ทําเสร็จ เรียบร้อยออกมาไม่ว่ากรณีไหนแล้วแต่ ถึงเวลากระบวนการตรวจสอบเข้าไปตรวจสอบ ยากมาก ๆ แล้วมันขัดกันเองอยู่ในกฎหมาย อันนี้เราก็เสนอว่าควรจะแยกหรือเปลี่ยนแปลง ตัวประธาน หรือตัวประธานนั้นจะหมุนเวียนเปลี่ยนไปจากปลัดหลายกระทรวง ทุกวันนี้ เราใช้ กวพ. คณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุ ซึ่งจะมีปลัดเป็นประธานแล้วก็มีปลัดกระทรวง หลายกระทรวง ตรงนี้ถ้า กวพ. แข็ง ก็จะเป็นคนคานอํานาจกับ ครม. ถ้าคณะกรรมการตรงนี้ ทําหน้าที่ตรงไปตรงมาแล้วไม่คํานึงถึงผลประโยชน์ส่วนตน ก็จะทําหน้าที่ตรงนี้ได้สมบูรณ์แบบ เพื่อรักษาผลประโยชน์เรื่องเงินภาษีของพี่น้องประชาชนได้ วัตถุประสงค์ในการที่จะ ตรากฎหมายฉบับนี้ก็จะทําให้เดินต่อไปได้ เพราะฉะนั้นจุดแรกตรงนี้จะเห็นเลยนะครับว่า โครงสร้างมันเป็นอย่างนั้นตอนที่เขายกร่างมาโดยคณะกรรมการกฤษฎีกา ทางคณะได้เชิญ คณะกรรมการกฤษฎีกามาพูดคุยเรื่องนี้ ท่านก็บอกว่ามันเป็นข้อเสนอทางกระทรวงการคลัง ถ้าอยากจะแก้อะไรก็ให้ทางฝ่าย สปท. เสนอแนะไป ท่านก็อยู่ในขั้นตอนที่กําลังจะแก้ไข ก็เป็นความเห็นของพวกท่านทั้งหลายที่จะมีความเห็นอย่างไร
ประเด็นที่ ๒ การกําหนดข้อยกเว้นอยู่ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ตามมาตรา ๗ มาตรา ๑๐ และมาตรา ๑๑ ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ นะครับ มาตรา ๗ นี้ พอข้างหน้านี่ปรากฏว่าเราเขียนในหลักการว่าต้องเปิดเผย แล้วก็ไม่มีให้สิทธิพิเศษใด ๆ การดําเนินการนั้นต้องโปร่งใส พอเปิดเข้ามามีอยู่ ๕ วงเล็บ พระราชบัญญัติฉบับนี้ มิให้ใช้บังคับแก่ ก็เริ่มเลย อันนี้โดยหลักกฎหมายทั่วไปเขียนครับว่ามีอะไรที่จะยกเว้น ไม่ใช้กับกฎหมายอะไรหรือใช้อะไร แต่กรณีนี้มันเกิดกรณีเรื่องจัดซื้อจัดจ้าง กรณีการใช้เงิน ภาษีประชาชน ถ้ามีหน่วยงานใดได้รับการยกเว้นเป็นกรณีพิเศษ ถ้าจะเขียนอยู่ในนี้ กับใช้ อํานาจของคณะรัฐมนตรี ๒ อย่างนี้ ผมกําลังจะเปรียบเทียบให้ท่านประธานรวมถึง ท่านสมาชิกทราบว่า มาตรา ๗ มี ๕ วงเล็บ
(๑) การดําเนินการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้องกับการพาณิชย์ โดยตรง
(๒) การจัดซื้อจัดจ้างยุทโธปกรณ์และการบริการทางทหารโดยวิธีรัฐบาล ต่อรัฐบาลหรือการจัดซื้อจัดจ้างจากต่างประเทศที่กฎหมายต่างประเทศ ซึ่งกําหนดไว้ เป็นอย่างอื่น
(๓) การดําเนินการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อการวิจัยพัฒนาหรือการจ้างที่ปรึกษา ที่ไม่สามารถดําเนินการตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้
(๔) การดําเนินการโดยการใช้เงินกู้หรือเงินช่วยเหลือ หรือสัญญา หรือข้อกําหนดในการใช้เงินกู้หรือเงินช่วยเหลือกําหนดไว้เป็นอย่างอื่น
(๕) การดําเนินการโดยใช้เงินกู้หรือเงินช่วยเหลือซึ่งสัญญาหรือข้อกําหนด ในการใช้เงินกู้หรือเงินช่วยเหลือกําหนดไว้เป็นอย่างอื่น โดยให้ใช้เงินกู้หรือเงินช่วยเหลือ เหล่านั้นรวมกับเงินงบประมาณที่มีจํานวนเงินกู้หรือเงินช่วยเหลือที่ใช้นั้นเป็นไปตาม หลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการนโยบายกําหนดในราชกิจจานุเบกษา
ผมสรุปได้อย่างนี้ครับ ๕ เรื่องนี้ได้รับการยกเว้นตามกฎหมายฉบับนี้ ถ้าไม่แก้ไข คําถามมาว่าใครเป็นคนสั่งยกเลิกครับ สั่งยกเว้น หนึ่งในกฎหมายแล้ว พอกฎหมายสั่งยกเว้นปุ๊บคณะรัฐมนตรีไม่ต้องพิจารณาครับ แล้วถ้าเกิดการทุจริตเกิดขึ้น ทําอย่างไรครับ นายกรัฐมนตรีกับ ครม. ไม่ต้องรับผิดชอบเลยครับ คําถามว่า แล้วคนที่ อนุมัติเงินให้ไปจัดการเรื่องนี้คือใครครับ ครม. ครับ ต้นน้ํา ครม. อนุมัติแน่นอน แล้วเวลา จะสอบสวนขึ้นมาหรือกระบวนการตรวจสอบ จะตรวจสอบไปถึงไหนครับ เอาคณะกรรมการ นโยบายเข้าคุกหรือครับ เมื่อไม่ทราบว่าจะไปทางไหนแล้ว ถ้าเขียนอย่างนี้นะครับ ผมได้รับ คําแนะนําจากคณะกรรมการกฤษฎีกาว่าให้เชิญกระทรวงกลาโหม ให้เชิญ สวทช. ที่เป็นคน เสนอร่าง แล้วก็ให้เชิญทางกรมบัญชีกลางช่วยมาอธิบายชี้แจงข้อยกเว้นอันนี้ สุดท้าย มีการพูดจากับกระทรวงกลาโหม ท่านฟังเสร็จเรียบร้อยท่านบอกท่านขอกลับไปใช้ระบบ อย่างเดิม คือทหารเขาจะมีวิธีการจัดซื้อจัดจ้างของเขาโดยมติ ครม. อยู่แล้ว แล้วก็เป็นเรื่อง ที่จะชี้แจงแทนทางกองทัพได้ แทนสถาบันทหารได้ ถ้าข้อที่ ๒ นี้กรณีเรื่องทหาร ท่านตอบชัดเลยครับว่าถ้าเป็นอย่างที่พวกเราได้อธิบายให้ฟังว่า
ประการที่ ๑ ท่านจะซื้ออะไรก็แล้วแต่ ถ้ามันมีข่าวลือว่ามีการทุจริต คําถามว่าทหารจะไปตอบอย่างไร ตอบเท่าไรไม่มีใครเชื่อครับ สังเกตดูไหมครับว่าตอนนี้ มีเรื่องอะไรที่เกี่ยวกับซื้ออาวุธ จะมีข่าวขึ้นมาทันทีเกี่ยวกับทุจริต แล้วไปตอบอย่างไร ก็ไม่มีคนเชื่อ ความเสื่อมของกองทัพ สถาบันทหารจะถูกทําลายไปตลอด เพราะฉะนั้น ลองเสนอว่าถ้าเกิดใช้ระบบเดิม ท่านก็ทําเรื่องเข้า ครม. ครม. อนุมัติวงเงิน อนุมัติ บุคคลไปเจรจา อนุมัติคนไปเซ็นสัญญา สิ่งเหล่านี้ ครม. จะต้องมาตอบแทนท่าน
ประการที่ ๒ ระบบมันจะตอบแทนท่าน คือผู้ตรวจการแผ่นดิน ผู้ตรวจเงินแผ่นดิน จะเข้าไปตรวจแล้วรู้ว่ามันไม่มีเรื่องอะไรผิดเขาจะตอบแทนท่าน เป็นตัวกลางเป็นตัวคัตเตอร์ (Cutter) เรื่องปัญหาที่จะตามมา
ประการที่ ๓ คือทหารทําในสิ่งที่ถูกต้อง มีหน่วยงานกลางก็คือสภาผู้แทนราษฎร กับวุฒิสภาที่ตรวจเรื่องงบประมาณแผ่นดินเขาตรวจสอบให้เสร็จเรียบร้อยหมด พอท่านได้รับ การยกเว้นปุ๊บท่านถูกตั้งเป็นข้อสมมุติฐานทันที แต่อันนี้คือทหารทางกระทรวงกลาโหม เขาขอถอย ขอบอกว่าขอกลับไปใช้เป็นเรื่องปกติ แล้วก็เป็นเรื่องที่ได้พูดจากันด้วยเหตุผล รวมทั้งเรื่องของจ้างที่ปรึกษา ซึ่งไม่สามารถจะปฏิบัติตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ ผมเรียน ท่านประธานแล้วก็ท่านสมาชิกที่ประชุมนี้ครับ เราเจอปัญหาเรื่องบริษัทที่ปรึกษาที่เราจ้างมา เราเชิญ สวทช. มาพูดจา สวทช. เป็นคนตั้งเรื่องว่าบางเรื่องต้องขอยกเว้น เพราะว่าจําเป็น จะต้องไม่สามารถปฏิบัติตามกฎหมายได้ ผมถามรายละเอียดลงไปลึกครับส่วนใหญ่แล้ว ไม่ใช่เรื่องของภาพรวมทั้งหมด เป็นเรื่องปัจเจกบุคคลอาจจะไปจ้างคนบางคนหรือจะทําอะไร ก็แล้วแต่ แต่ว่าบริษัทที่ปรึกษาอาศัยเกาะ สวทช. ว่าให้ยกเว้นได้ ถ้ากรณีจะจ้างบริษัท ที่ปรึกษาทําเรื่องที่มีนัยทําให้ราคากลางเกินมาจํานวนถึง ๒๐-๓๐ เปอร์เซ็นต์ พอเกิน ๒๐-๓๐ เปอร์เซ็นต์ตรงนี้จะเกิดปัญหาทันทีเลยครับ ขอยกเว้นตามมาตรา ๗ อ้างว่า มาตรา ๗ เขียนไว้ให้ ขอยกเว้นไม่ใช้ เอาแล้วครับตอนนี้เรื่องตามมาแล้วครับทุจริต เปิดช่องให้เกิดการทุจริตมโหฬารเลย และเราเจอปัญหาบริษัทที่ปรึกษาและมีการตรวจสอบ มีการให้ทําราคากลางใหม่ มีเป็นลายลักษณ์อักษรจากราชการมาบางรายการเกินราคากลาง ถึงประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทครับ บางรายการเกือบ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ ผมขออนุญาตยกตัวอย่างอันหนึ่งง่าย ๆ รถเมล์เอ็นจีวี (NGV) วันนี้ที่ซื้อกัน ไม่ได้เพราะโกง ไม่ใช่ระเบียบไปบังคับหรือว่ามีกฎเกณฑ์ไปทําอะไร เพราะโกงครับตั้งแต่ ๗,๐๐๐,๐๐๐ บาท จนกระทั่งวันนี้เหลือ ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท ยังซื้อกันไม่ได้ คนที่เดือดร้อน คือใครครับ ประชาชนครับ คําถามว่าทําไม ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท ถ้าจะซื้อวันนี้ คนประชาชน ที่จะใช้รถเมล์ จะไม่แต่เอ็นจีวี (NGV) หรืออะไรก็แล้วแต่มันก็จะอยู่ในสภาพที่ดีไม่ร้อนเกินไป หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่สุดท้ายคือมีปัญหาเรื่องการทุจริตเกิดขึ้น การทุจริต เราได้ศึกษาแล้ว เป็นปัญหาใหญ่ที่ก่อให้เกิดโครงการทั้งหลายนั้นล่าช้ามาก เพราะ ๑. พอขัดแย้งกัน ฝ่ายการเมืองสั่ง ฝ่ายปฏิบัติการทํา ทําเสร็จถูกตรวจสอบ กลัว ดึงกันไปดึงกันมา สุดท้าย มีปัญหาตามมาตลอด อันนี้ขอยกเป็นตัวอย่างนะครับ
ประเด็นที่ ๓ ผมขออนุญาตไปเพื่อให้เกิดเวลาท่านจะได้ซักถามว่ามี ข้อแนะนําอะไรนะครับ ประเด็นที่ ๓ การระบุคําว่า มีนัยสําคัญในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ คือถ้าหลักกฎหมายกลางถ้าเขียนแบบนี้ ผมยกตัวอย่างให้ทราบนะครับ ผมขออนุญาต มาตรา ๘ มาตรา ๑๓ วรรคสอง ถ้าท่านเปิดไปดูในร่างที่ทางคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ทํา เสนอ ครม. ครม. ส่งให้เราพิจารณาแก้ไขกัน มาตรา ๑๓ ท่านจะเห็นว่าในการดําเนินการ จัดซื้อจัดจ้าง ผู้มีหน้าที่ในการดําเนินการต้องไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียกับผู้ยื่นข้อเสนอ หรือคู่สัญญาในงานนั้น ในกรณีที่ปรากฏในภายหลังว่าผู้มีหน้าที่ดําเนินการตามวรรคหนึ่ง เป็นผู้มีส่วนได้เสียกับผู้ยื่นเสนอราคาหรือคู่สัญญาในขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งของการ จัดซื้อจัดจ้างเป็นกรรมการในคณะกรรมการดําเนินการจัดซื้อจัดจ้าง แต่ไม่มีผลต่อการ จัดซื้อจัดจ้างอย่างมีนัยสําคัญ การจัดซื้อจัดจ้างอย่างนั้นย่อมไม่เสียไป ความหมาย คืออะไรครับ ถ้าคณะกรรมการชุดนี้เกิดไปจัดการฮั้วงานให้กับบริษัทใดบริษัทหนึ่ง หรือมีญาติหรือมีอะไรเกี่ยวพันหรือว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนขึ้นมา เกิดไปทําเสร็จเรียบร้อย ไปเขียนว่านัยที่ทําไว้ประมูลครั้งนี้มันไม่มีความเสียหายหรอก ตีความกันเอง ใช้ดุลยพินิจแล้ว เริ่มใช้ดุลยพินิจแล้วครับ แล้วใครเป็นคนชี้ขาด คณะกรรมการที่อยู่ในร่างฉบับนี้ พอชี้ขาด ลงไปอย่างนี้ตูมปุ๊บกฎหมายอื่นมันขัดไหมครับ ถ้ามีคนไปร้องว่าผิดกฎหมายฮั้ว มีการสมยอมกัน มีการร่วมกันทุจริตก่อให้เกิดสัญญาเคลื่อนและเสียหายฟ้องร้องกันทีหลัง เอกชนจะรอด ทุกครั้งแต่รัฐจะต้องจ่ายค่าเสียหายให้กับเอกชนทุกครั้ง เพราะจะอ้างว่าตัวเองไม่ใช่เป็นคน ที่มีอํานาจในการที่จะไปเซ็นสัญญา สั่งให้เซ็นสัญญา ตัวเองมีหน้าที่คือเรียกให้มาเซ็นสัญญา ตัวเองก็มาเซ็นสัญญา พอไปเขียนนัยอย่างนี้บอกว่านัยไม่สําคัญ มันเลยเกิดช่องว่าง ให้เกิดการใช้ดุลยพินิจตีว่าเรื่องนี้ไม่ต้องประมูลใหม่เสียเวลา ผ่านไปเลย ผมถาม คณะกรรมการกฤษฎีกาว่าความหมายของท่านคืออะไร เขาบอกว่านัยไม่สําคัญคือ ไม่ได้ทุจริต ผมถามว่าไม่ทุจริตนี่ไม่ใช่ใครเป็นคนตัดสินนะ ศาลนะครับ ป.ป.ช. ยังขั้นต้นนะครับ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ผู้ตรวจเงินแผ่นดินยังขั้นต้นนะครับสิ่งเหล่านี้มันไปเขียนอย่างนี้ไม่ได้ ถ้าเขียนอย่างนี้ผมว่ามันจะเกิดปัญหาช่องว่างในการทุจริตอย่างมากมายเลย เพราะฉะนั้น ต้องตัดออกไปเพื่อให้เกิดการจัดซื้อจัดจ้าง คณะกรรมการที่เป็นนั้นจะต้องมีความระมัดระวัง ไม่มีส่วนได้เสียกับคนที่จะมาประกวดราคา ถ้าจะเขียนว่ามีส่วนได้เสียแต่ว่านัยสําคัญไม่ทําให้ เกิดเป็นผลเสียหายแก่สัญญา วันที่ตกลงกันที่ประมูลไม่ตีความแบบนี้ แต่วันที่ไปถึงศาลแล้ว ความหมายไปคนละอย่าง หรือไปถึง ป.ป.ช. ความหมายไปคนละอย่าง ผู้ตรวจเงินแผ่นดิน ตีความไปคนละอย่าง เอาละครับตอนนี้สัญญาเดินไปแล้วจะทําอย่างไรครับ รัฐเสียหาย ทั้งหมดเลยไม่ใช่เป็นเอกชนเสียหายเลย อันนี้ผมขออนุญาตเรียนนําข้อสังเกตเพื่อให้เห็น เพื่อประกอบร่างในการพิจารณาว่าทําไมคําว่า นัยสําคัญไม่ควรปรากฏอยู่ตรงนี้ และ นัยสําคัญตรงนี้เป็นดุลยพินิจ ผมเรียนท่านว่าไม่ได้ตัดดุลยพินิจท่านนะครับ ข้าราชการ ทั้งหลายที่มีอํานาจหน้าที่อยู่สามารถใช้ดุลยพินิจของท่านได้ตลอด แต่ดุลยพินิจนั้น จะประกอบด้วยองค์ประกอบคืออย่างที่ผมกราบเรียนในกรอบว่า ๑. ต้องเป็นไปด้วย ความชอบธรรมของกฎหมาย ๒. ต้องเป็นความถูกต้อง ๓. ต้องเป็นความดีงาม ๓ เรื่องนี้ มันจะไม่ขัดกันไม่ว่าท่านจะพัฒนาประเทศแบบไหน จะลงทุนอย่างไรมันจะไม่ดึงเรื่อง ให้ช้า ทั้งหมดมันจะไปด้วยความรวดเร็ว
ประเด็นที่ ๔ การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนตามร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ หลักการในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ให้ประชาชนมีส่วนร่วม แต่พอเปิดเข้าไปดูข้างในแล้ว เขียนไว้ว่า อาจจะ อาจจะ อาจจะ คําว่า อาจจะนี่ต้องตัดทิ้ง เลยครับ เป็นข้อเสนอแนะจากคณะกรรมาธิการวิสามัญเสนอให้สภานี้ เพราะว่าในร่าง พระราชบัญญัติฉบับนี้ต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมเข้าไปตรวจสอบ กฎหมายที่มีใช้อยู่แล้ว คือกฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา ๑๐๓/๗ เขียนไว้แล้วว่า ทุกส่วนราชการไม่ว่าทุกกรมกองไหน ๔๐๐ ๕๐๐ ๖๐๐ กรม กอง จัดซื้อจัดจ้างต้องขึ้นราคากลางให้ประชาชนเข้าตรวจสอบได้ อันนี้มันมีบทบัญญัติของกฎหมายอื่นรองรับอยู่แล้ว แต่พอกฎหมายฉบับนี้เขียนว่า อาจจะ อาจจะไม่ได้ครับเพราะกฎหมายอื่นมันมีศักดิ์ศรี ศักดิ์ทางกฎหมายเท่ากันหรือเหนือกว่าด้วย เขาบอกว่าต้องทํา แต่อันนี้บอกว่า อาจจะ คําว่า อาจจะตัวนี้เลยต้องขออนุญาตว่าควรจะ ตัดทิ้งไปเพื่อให้มันเป็นกฎหมายที่สมบูรณ์ในการที่จะใช้แล้วก็เป็นไปตามหลักการของ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้
เรียนท่านประธาน ประเด็นที่ ๕ คือองค์กรสนับสนุนและการดูแล จัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ อันนี้เกิดขึ้นอยู่ในหมวด ๔ มาตรา ๔๖ ถึง มาตรา ๕๐ ผมกราบเรียนอย่างนี้ครับ เดิมทีอาจจะแค่คําว่าองค์กรหมวด ๔ ที่เขาออก แต่ทีนี้เขาเขียนมาอย่างนี้ผมเข้าใจว่าคณะกรรมการกฤษฎีกาคงจะต้องไปมองอะไรบาง อย่างเลย บอกว่าคําว่า องค์กร ในหมวด ๔ ถ้าองค์กรมันจะต้องมีองค์กรอะไรอันใดอันหนึ่ง แต่ว่าในนั้นตั้งแต่มาตรา ๔๖ ถึงมาตรา ๕๐ ให้หน่วยงานกรมบัญชีกลางกรมเดียว เป็นคนดูแล ผมกราบเรียนท่านประธานครับกฎหมายฉบับนี้กฎหมายกลาง จะตั้งองค์กรใด ๆ ไม่ได้ จะตั้งองค์กรใด ๆ ไม่ได้ที่ให้อยู่แล้วก็มีเงินเดือนหรือว่ามีตําแหน่งหน้าที่ใด ๆ ไม่ได้ แต่ช่วยสนับสนุนงาน ให้พระราชบัญญัติฉบับนี้เคลื่อนไปเดินไปด้วยความสะดวก เป็นเหมือน เลขานุการของคณะกรรมการอีก ๔-๕ คณะนั้นเท่านั้นเอง ทีนี้มีคําถามไปถึงกรมบัญชีกลาง ว่าท่านรับไหวไหม วันนี้ไม่ใช่เฉพาะหน่วยราชการที่จัดซื้อจัดจ้าง ไปทั้ง อปท. ไปทั้ง อยู่องค์กรอิสระ ไปทั้งนอกระบบทั้งมหาวิทยาลัยทั้งอะไรทั้งหมดเลยครับ ๔๐๐ ๕๐๐ ๖๐๐ องค์กรทั้งหมด มันจะรวมมาถึงท่าน ท่านนี้คือหมายถึงกรมบัญชีกลาง ถ้าไม่ไหว เราเสนอแนะว่าคํานี้ควรจะมี สํานักงบประมาณส่งตัวแทนเข้าไปร่วมเป็นคณะทํางาน หรือฝ่ายกฎหมายส่งตัวแทนเข้าไปร่วมเป็นคณะทํางาน แต่ว่าไม่ได้นั่งเป็นองค์กรเลย นะครับ ถ้าจะเขียนคําว่าหน่วยงานสนับสนุนก็เขียนเป็นหน่วยงานสนับสนุนแต่ว่า คณะกรรมการกฤษฎีกาตั้งเรื่องไว้ว่าเป็นองค์กร ผมเลยไม่กล้าไปตัดของเขา ก็เลยเรียน นําเสนอท่านว่าคํานี้มันแย้งกันอยู่ในตัวบทว่าถ้าเป็นองค์กรมันก็เป็นองค์กรไม่ได้ ที่จะตั้งขึ้น ให้แน่นอนถาวร เพียงแค่เป็นหน่วยงานสนับสนุนให้การขับเคลื่อนของกฎหมายฉบับนี้ เดินหน้าหรือว่าเป็นเลขานุการของคณะทํางานเฉย ๆ แต่ทีนี้ถ้าเกิดกรณีตัวอย่างครับ ผมเรียนท่านเลยครับ ท่านอดีตท่านปลัดกระทรวงเอง ก็อยู่ในที่นี้ ท่านเจอศึกหนักที่สุดคือตอนน้ําท่วม ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท กรมบัญชีกลาง มีหน้าที่จะต้องเอาเงินจ่ายออกไป สํานักงบประมาณมีหน้าที่ต้องหาเงินที่จะต้องเอา งบกลางลงมาเพื่อจะจัดเงินให้ สรุปแล้วมีการเรียกร้องให้เปิดเผยราคากลาง ทุกส่วนราชการ ไม่สามารถเปิดเผยราคากลางได้ เพราะทุกส่วนราชการขอใช้การยกเว้นจัดซื้อจัดจ้าง กรณีพิเศษ พิเศษ พิเศษ พิเศษ หมดเลย แล้วก็บางเรื่องกรมบัญชีกลางเข้าไปเกี่ยวข้องไม่ได้ อํานาจไม่มี อํานาจของผู้ว่าราชการจังหวัด อํานาจนั้นเป็นอํานาจเฉพาะ ประกาศครั้งหนึ่ง ๕๐ ล้านบาท ประกาศครั้งที่ ๒ อีก ๕๐ ล้านบาท ประกาศครั้งที่ ๓ อีก ๕๐ล้านบาท กรมบัญชีกลางจะดูได้เฉพาะเรื่องใน กทม. ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขามีความเห็นมาว่า ที่กรุงเทพมหานครต้องประกาศ กรมบัญชีกลางจึงมีความเห็นให้ไปด้วย เพื่อให้ กทม. นั้นใช้งบประมาณพิเศษได้ แต่พอไปรอบนอก ต่างจังหวัด กรมบัญชีกลาง ทําอะไรไม่ได้ อันนี้ผมเรียนท่าน นี่คือจากประสบการณ์ที่พวกเราพยายามจะแก้ปัญหาเรื่องนี้ กรมบัญชีกลางรับศึก ๑. กฎหมาย ป.ป.ช. บอกให้เปิดเผยราคากลาง ภาคเอกชนที่ทําการ ตรวจสอบบอกขอให้เปิดเผยราคากลาง ขณะนั้นมีการทุจริต และมีหนังสือออกไปถึง ผู้ว่าราชการจังหวัดด้วยนะครับ ให้ดําเนินการตามกฎหมายให้ถูกต้อง เพราะว่าขณะนี้ได้ ตรวจสอบแล้วมีการเรียกเงินทอนสูงมากถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ถึงขนาดอย่างนี้นะครับ กรมบัญชีกลางก็ไม่สามารถจะยับยั้งอะไรได้ สิ่งเหล่านี้เราถึงอยากจะฝากว่า ถ้ากรมบัญชีกลาง รับศึกไหวก็ไม่เป็นอะไรครับ แต่นี้มันก็จะเป็นเรื่องเหนื่อยมาก แต่ถ้าไม่ไหวก็เป็นองค์คณะ เขาสั่งท่าน ครม. จะบีบมาให้ท่านทําอย่างไร ท่านก็บอกองค์คณะมีความเห็นเป็นอย่างนี้ ส่งให้คณะกรรมการนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐก็ดี คณะกรรมการ วินิจฉัยก็ดี ปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐก็ว่าไป เพราะว่าจะได้ ต่อต้านฝ่ายการเมือง คือวันข้างหน้าเราไม่ทราบว่าการเมืองจะเข้ามาแล้วมันจะมีปีศาจ แปลงร่างหรือไม่อย่างนี้ ผมขออนุญาตเรียนท่านประธาน ไม่ได้ใช้คําหยาบนะครับ เกิดมี ประเด็นนี้ขึ้นมาเราแก้ไม่ถูกอีกเหมือนกัน เพราะฉะนั้นวันนี้เรามองในทางแง่บวกไว้ว่า ป้องกันไม่ให้มันเกิดความเสียหายเกิดขึ้นต่อบ้านเมืองโดยใช้ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ไม่ใช่ หมายความว่าไปปิดช่องมิให้ข้าราชการทําอะไรนะครับ แต่ป้องกันความเสียหายแล้วก็ทํางาน ได้ด้วยความสะดวก และข้าราชการเองก็ไม่ต้องอยู่ในความหวาดผวาถูกบีบบังคับมาก
ประเด็นที่ ๖ บทลงโทษในร่างพระราชบัญญัติ เดิมมาตรา ๑๑๘ เขียนเอาไว้ แค่โทษ ๑ ปี ถึง ๑๐ ปีจบแค่นั้น แต่ว่าพอไปอ่านดูทั้งหมดแล้วมันไปขัดต่อกฎหมายอื่นใด เยอะมากเลย การจัดซื้อจัดจ้างไปเกี่ยวข้องกับเรื่องกฎหมายฮั้ว ไปเกี่ยวข้องกฎหมาย ป.ป.ช. ไปเกี่ยวข้องกับกฎหมายว่าด้วยเรื่องหลายสัญญาหลายเรื่องของกฎหมาย เลยขอยกเอาร่าง ฉบับที่ ๒ ที่กรมบัญชีกลางทําเสนอให้กับคณะกรรมการกฤษฎีกา เสนอเข้า ครม. ยกเอาทั้งมาตรานั้น พารากราฟ (Paragraph) นั้นมาใส่ คือถ้ามีการทําความผิดอะไร ที่ไปเกี่ยวข้องกับกฎหมายใดให้ความผิดนั้นเป็นการถูกลงโทษตามกฎหมายนั้น เพราะ ความผิดแต่ละเรื่องแต่ละราวจะไม่เหมือนกัน เจ้าหน้าที่อาจจะทําความผิดด้วยความเลินเล่อ หรือว่าเป็นความผิดเกี่ยวกับเรื่องจงใจ เป็นความผิดเกี่ยวกับเรื่องอะไรก็แล้วแต่ มันจะมี ความผิดไม่เหมือนกัน ก็เลยให้ถือว่าให้เป็นความผิดตามกฎหมายนั้น และสุดท้ายคือเรามี ข้อตกลงและตราเป็นกฎหมายแล้วคือกับองค์การของยูเอ็น (UN) เกี่ยวกับเรื่องป้องกัน การทุจริตและป้องกันเรื่องอาชญากรรมระหว่างประเทศ ข้อนี้เราต้องปฏิบัติตามครับ ในตัวบทบัญญัติอันนี้ไม่มีการพูดถึงและมีการเขียน เลยต้องใช้ตัวบทบัญญัติของกฎหมาย ของร่างที่ ๒ นี้เอามาคลุม เพื่อให้ทราบว่าในนี้มีกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติ ต้องทราบด้วยนะครับว่ามีกฎหมายอะไรที่มีความผิด เพราะฉะนั้นมันไม่ใช่แค่เป็นกฎหมาย อาญา มาตรา ๑๕๗ หรือกฎหมายตัวมันเองโดยเฉพาะมาตรา ๑๑๘ มันมีกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องและเป็นความผิด น้ําหนักของความผิดอยู่ที่การกระทําของความผิดนั้นด้วย
ประเด็นที่ ๗ ก็คือเรื่องอื่น ๆ เรื่องอื่น ๆ นี่เป็นประเด็นเกี่ยวกับเรื่องของ ข้อกฎหมายที่ผมยกตัวอย่างไปแล้ว คือเรื่องของการที่เรามีการตราพระราชบัญญัติเกี่ยวกับ เรื่องกฎหมายระหว่างประเทศ การที่เป็นสมาชิกของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วย การต่อต้านการทุจริต ค.ศ. ๒๐๐๓ อันนี้ผมก็เลยถือว่านําเรียนเพื่อให้เกิดความเข้าใจ แล้วก็ ให้เกิดความรอบคอบในการตรากฎหมายฉบับนี้ ซึ่งเป็นการออกกฎหมาย อนุวัตตามกฎหมาย ที่สอดคล้องกับอนุสัญญา ซึ่งจะต้องปฏิบัติ เพราะมันเป็นกฎหมาย ไม่ใช่เป็นแค่ความคิด ผมขอกราบเรียนท่านประธานในเบื้องต้นแค่นี้ครับ ขอบคุณครับ