สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๕ · ๒๙ มีนาคม ๒๕๕๙

ประมนต์ สุธีวงศ์ หารือเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่มีการรั่วไหลทุจริต และเรียกร้องการปฏิรูปการบริหารจัดการที่สมบูรณ์ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเปิดเผยข้อมูลและการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อป้องกันการทุจริตในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และเสนอระบบใหม่ในการตรวจสอบและให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดซื้อจัดจ้าง

นายประมนต์ สุธีวงศ์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภา สปท. ผม นายประมนต์ สุธีวงศ์ สปท. ลําดับที่ ๘๙ ในฐานะที่เมื่อครั้งปฏิบัติหน้าที่สภาปฏิรูป แห่งชาติ ได้เป็นผู้ดําเนินการในเรื่องนี้ก็อยากจะเรียนความเป็นมาเป็นไปเสริมจากที่ ท่านประธานปานเทพได้พูดไปแล้ว เพื่อให้มีความสมบูรณ์ขึ้นว่าร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ มีสาระสําคัญอย่างไร มีที่มาที่ไปเป็นอย่างไร ในการปฏิรูประบบราชการที่ทาง สปช. ก็ดี สปท. กําลังทํากันอยู่นะครับ เรื่องการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเป็นเรื่องสําคัญมากเรื่องหนึ่ง ที่จะต้องมีการปฏิรูป สาเหตุเพราะว่าการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐมีการใช้เงินงบประมาณปีหนึ่ง เป็นแสนล้าน แล้วถ้าดูในอีก ๕ ปีข้างหน้า ที่ขณะนี้รัฐบาลกําลังจะมีโครงการในการปรับปรุง เรื่องระบบโทรคมนาคมทั้งหมด เงินที่จะลงทุนทั้งหมดจะเป็นล้านล้าน ซึ่งอันนี้ยังไม่รวมถึงงบประมาณที่มีการใช้จ่ายนอกจากระบบราชการโดยตรง คือที่เป็น ท้องถิ่นก็ดี หรือที่เป็นของรัฐวิสาหกิจก็ดี การรั่วไหลทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ที่เกิดขึ้นในอดีตจนถึงปัจจุบันจากการสํารวจของหลาย ๆ แหล่งที่มีการทดสอบมานี้ มีการรั่วไหลในระดับที่ตั้งแต่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของโครงการ ซึ่งหลายแห่ง ถ้าเผื่อเราพูดกันเป็นเงินหมื่นล้านบาท แสนล้านบาท ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ก็เป็นเงินจํานวนมาก เป็นการสูญเสียงบประมาณของประเทศที่ผ่านไปนะครับ ปัจจุบันนี้ การจัดซื้อจัดจ้างเราใช้ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีที่ทํามาตั้งแต่ปี ๒๕๓๕ ก็มีการปรับปรุง ไปบ้าง แต่ก็ยังมีจุดอ่อนและมีการแก้ไขไปแต่ว่าก็ยังไม่สมบูรณ์ จุดอ่อนที่ผมจะกล่าวถึง ๒-๓ เรื่อง

เรื่องแรกเลยเมื่อเป็นระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี การแก้ไขก็ง่ายใช้เพียง มติ ครม. หลาย ๆ เหตุการณ์ที่ผ่านมาในอดีตมีการแก้ไขตามกระแสการเมือง ทําให้มีโอกาส ในการทุจริตเชิงนโยบาย ตัวอย่างของการทุจริตที่คลองด่าน ตัวอย่างของการทุจริตดับเพลิง ที่ กทม. และแม้กระทั่งจํานําข้าวที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้ ก็เป็นตัวอย่างให้เห็นว่าการที่เป็นเพียง ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีนี้อาจจะไม่พอเพียงที่จะทําให้การซื้อการจัดจ้างเป็นไปด้วย ความโปร่งใส มีช่องโหว่ในเรื่องมาตรการการป้องกันทางการทุจริตแบบใหม่ ๆ ปัจจุบัน การทุจริตคอร์รัปชันในภาครัฐ ไม่ใช่แบบเหมือนสมัยก่อนที่เราเห็น ขณะนี้มีรูปแบบที่ทํา ให้เห็นว่ามีการพลิกแพลง เพราะฉะนั้นระเบียบอันนี้ถ้าตามไม่ทันก็จะทําให้การทุจริต ง่ายขึ้น ขาดการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญ อันนี้เป็นประเด็นแรก ไม่มีการเปิดเผยข้อมูล การเปิดเผยข้อมูลเป็นหัวใจสําคัญ ไม่ว่าจะทํางานเรื่องอะไรก็ตาม โดยเฉพาะการจัดซื้อ จัดจ้างภาครัฐ ถ้าเผื่อว่าข้อมูลไม่ถูกเปิดออกมา การทุจริตก็ง่ายขึ้น ผมยกตัวอย่างเรื่องที่ เกิดขึ้นในการทุจริตที่เห็นได้ชัด การใช้ราคากลางที่เป็นหลักในการที่จะประมูล มีตัวอย่าง ที่เห็นชัดเจนว่ามีการคํานวณราคากลางที่เกินความเป็นจริงและไม่มีการตรวจสอบ ราคากลางที่เกินความเป็นจริงนี้ก็เป็นสาเหตุที่ทําให้นํามาซึ่งสู่การทุจริตได้ง่าย เพราะเป็น การร่วมมือกันไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารที่กําหนดนโยบาย ผู้ที่ปฏิบัติ เจ้าหน้าที่หรือเอกชนที่เข้าไป ร่วมประมูล เมื่อมีผลประโยชน์ร่วมกันแบ่งกันได้เพราะว่าราคากลางสูงกว่าความเป็นจริง ก็สมรู้ร่วมคิดกันได้ง่ายนะครับ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่เป็นจุดช่องโหว่ลําดับที่ ๒

ลําดับที่ ๓ ระเบียบที่มีอยู่ในตอนนี้ที่ท่านประธานปานเทพได้พูดไปแล้ว ครอบคลุมเฉพาะหน่วยงานราชการนะครับ ไม่รวมรัฐวิสาหกิจ ไม่รวมองค์การมหาชน แล้วก็ ไม่รวมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจปี ๆ หนึ่งท่านอาจจะไม่ทราบว่ามีงบลงทุน เป็นแสนล้านบาทเหมือนกัน ไม่น้อยกว่างบราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตอนนี้ก็มีงบ ที่ออกไปมาก เพราะฉะนั้นเมื่อรวม ๆ หลาย ๆ หน่วยงานด้วยกันไปแล้วนี่นะครับงบที่ใช้จ่าย ในการลงทุนแต่ละปี ก็อย่างที่ผมเรียนว่าเป็นแสนล้านบาท จากเหตุผลดังกล่าวนี้หลายปี ที่ผ่านมาได้มีหลายฝ่ายที่มีการศึกษาที่จะปรับปรุงเรื่องนี้ ทาง ป.ป.ช. ร่วมกับทาง มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ได้ทําข้อเสนอ ทางทีดีอาร์ไอ (TDRI) ที่ศึกษาเรื่องนี้โดยเฉพาะก็มี ข้อเสนอ ทาง ก.พ.ร. ร่วมกับทางยูเอ็นดีพี (UNDP) ศึกษาเรื่องนี้มีข้อเสนอ แล้วกระทรวงการคลังอย่างที่ท่านประธานปานเทพได้พูดว่าศึกษาเรื่องนี้มามากกว่า ๕ ปี แล้วก็มีการร่าง พ.ร.บ. ฉบับที่กําลังดูกันอยู่ในตอนนี้ สภาปฏิรูปแห่งชาติเมื่อครั้งที่ยัง ปฏิบัติหน้าที่อยู่โดยกรรมาธิการชื่อเดียวกันนี้ที่ผมเป็นประธานก็ได้นําเรื่องนี้ขึ้นมาเป็น ประเด็นหลัก เพราะเราเห็นว่าในการที่จะขจัดการทุจริตในภาครัฐได้จะต้องมีการปรับปรุง ในเรื่องระบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ แล้วก็ตกลงกันว่าเมื่อกระทรวงการคลังมีร่างแล้ว แทนที่เราจะไปยกร่างใหม่ ก็ได้ทํางานร่วมกัน มีการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันระหว่าง กระทรวงการคลังกับสภาปฏิรูปแห่งชาติในครั้งนั้น มีการประชุมร่วมกันได้เอาร่างมาดู ปรับปรุงแก้ไข มีข้อเสนอแนะ แล้วก็ได้ตกลงร่วมกันว่าให้กระทรวงการคลังเป็นเจ้าภาพ เพราะว่าอย่างไรเสียกฎหมายที่เป็นกฎหมายการเงิน รัฐบาลจะต้องเป็นผู้ดําเนินการอยู่แล้ว ทางคณะที่ทํางานร่วมกันในฐานะที่ตอนนั้นผมเองก็ทําหน้าที่เป็นคณะกรรมการในคณะกรรมการ ต่อต้านการทุจริตแห่งชาติที่ทางท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธานอยู่ ก็ได้นําเรื่องนี้เสนอขึ้นไป ที่ คตช. ทาง คตช. มีความเห็นชอบและเสนอไปที่ ครม. ตามที่ได้นําเสนอไปแล้ว แล้วก็ได้มี เรื่องที่ให้ผ่านไปทางคณะกรรมการกฤษฎีกาในรอบแรก ความเห็นทั้งหมดนี่ก็ส่งกลับมา แล้วก็ได้มีการปรับปรุง ข้อคิดเห็นดังกล่าวก็จะมีเรื่องที่ทางคุณชาญชัยจะได้พูดต่อไปว่า เราจะมีข้อปรับปรุงอะไรบ้าง ทีนี้หลักเกณฑ์ ผมอยากจะเรียนให้ทราบว่าร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ หลักเกณฑ์สําคัญ ๆ ที่ทางเรากับทางกระทรวงการคลังได้ตกลงร่วมกันมีสาระสําคัญอย่างไรบ้าง

เรื่องที่ ๑. ร่าง พ.ร.บ. จะต้องมีหลักคุ้มค่าและประสิทธิภาพในการจัดซื้อ คําว่า คุ้มค่า ในที่นี้ก็คือว่าไม่ใช่ว่าดูราคาเป็นหลัก ในปัจจุบันนี้จะเห็นว่าการประมูลทุกครั้ง ถ้าเผื่อว่าวิธีการตัดสินง่ายสุดก็คือ ใช้ราคาต่ําสุดเป็นหลัก แต่ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้จะเน้นว่า ให้หลักคุ้มค่า ถ้าเผื่อพิสูจน์ได้ว่ามีคุณภาพดี แล้วราคาไม่ใช่ต่ําสุดนี่ก็ยังสามารถจะทําได้

เรื่องที่ ๒. คือลดการใช้ดุลยพินิจของผู้มีอํานาจ การใช้ดุลยพินิจเป็นเรื่องที่ ทุกคนก็ทราบกันอยู่ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการที่จะมีการทุจริตได้ง่าย

เรื่องที่ ๓. คือเน้นให้มีการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณชน อย่างที่ผมเรียนว่า การเปิดเผยข้อมูลเป็นเรื่องที่สําคัญ

เรื่องที่ ๔. เป็นเรื่องการปฏิบัติอย่างเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย ในอดีตและปัจจุบัน ที่ผ่านมาจะเห็นว่ามีเรื่องของการตั้งกลุ่มหรือว่ามีพวกพ้องที่ร่วมกันแล้วก็กีดกันไม่ให้ผู้อื่น เข้ามาร่วมในการประมูลด้วย

เรื่องต่อไปคือจะต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ ที่ผ่านมา ก็เหมือนกับว่าการจัดซื้อจัดจ้างจะเป็นระหว่างหน่วยงานรัฐกับผู้ที่เข้ามาประมูล จะไม่มี บุคคลอื่นที่สามารถจะเข้าไปรับรู้หรือตรวจสอบได้

แล้วก็เรื่องสุดท้ายก็คือให้มีความเป็นสากล สอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติของ นานาชาติที่ได้พิสูจน์แล้วว่าเขามีแนวปฏิบัติที่เป็นประโยชน์ต่อการจัดซื้อจัดจ้าง

สําหรับร่างสุดท้ายที่กําลังพิจารณาอยู่นี้ ได้นําหลักเกณฑ์ ส่วนใหญ่นะครับ ผมพูดว่า ส่วนใหญ่ หลักเกณฑ์ที่ผมพูดถึงไปเป็นข้อกําหนด และมีจุดเน้นและจุดด้อย ซึ่งผมอยากจะช่วยนําเสนอเพื่อประกอบการพิจารณาในวันนี้ สําหรับจุดเด่นที่พูดถึงก็คือว่า

ประการแรกจะครอบคลุมทุกหน่วยงานของรัฐ คือหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ อปท. องค์การมหาชน และมหาวิทยาลัยในกํากับ เพราะฉะนั้นการใช้งบประมาณของรัฐ ทุกประเภทจะต้องผ่านกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้

ประการที่ ๒ ยึดหลักว่าเงินทุกบาทคือเงินแผ่นดิน รวมทั้งเงินกู้ ถ้าท่านจําได้ว่า ในรัฐบาลชุดผ่าน ๆ ที่ผ่านมามีประเด็นว่าคําว่า เงินกู้ ที่มาทําโครงการต้องผ่านกระบวนการ จัดซื้อจัดจ้างหรือเปล่า และมีการตีความหมายว่า ไม่ต้อง จะเห็นจากตัวอย่างเมื่อตอนที่เรา มีมาตรการป้องกันน้ําท่วมและต้องการที่จะใช้เงินเป็นแสนล้านบาทเพื่อที่จะทําการในเรื่องนี้ บอกว่าไม่ต้องผ่านกระบวนการนี้ เพราะฉะนั้นร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้จะเน้นว่าเงินทุกบาท ทุกสตางค์ถึงแม้เป็นเงินกู้ก็ต้องผ่านร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้เช่นกัน

ประการที่ ๓ บังคับให้เปิดเผยข้อมูลทางระบบสารสนเทศที่ประชาชน สามารถจะตรวจสอบได้ อันนี้ก็เน้นย้ําในเรื่องที่ผมได้พูดมาแล้ว

ประการที่ ๔ ท่านประธานปานเทพได้พูดว่าได้มีการกําหนดให้มีคณะกรรมการ ๕ คณะ ที่มีบทบาทต่างกัน แล้วก็มีการคานอํานาจซึ่งกันและกัน และมีตัวแทนของภาคประชาชน อยู่ในคณะกรรมการชุดนี้ ผมยกตัวอย่าง ๒-๓ คณะที่ได้พูดถึงว่าคณะกรรมการนโยบาย อันนี้ก็จะเป็นเรื่องที่ทางฝ่ายบริหาร ฝ่ายการเมือง สามารถจะเข้ามากําหนดได้ว่าในเรื่อง นโยบายจะเอาอย่างไร แต่ว่าจะให้คณะกรรมการซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจากหลายส่วนเป็น ผู้ร่วมพิจารณา มีคณะกรรมการกํากับราคากลางและขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการ ผมได้ชี้ ให้เห็นถึงประเด็นเรื่องราคากลางว่าเป็นปัญหามากในปัจจุบัน เพราะว่าถ้าเป็นโครงการ ที่ก่อสร้างและมีความสลับซับซ้อน การกําหนดราคากลางที่จะให้คนเข้าใจและตรวจสอบได้ ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ จะต้องมีผู้ที่เชี่ยวชาญในเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นเมื่อมีคณะกรรมการชุดนี้ก็จะมี มาตรฐาน แล้วจะมีผู้เชี่ยวชาญที่สามารถจะให้คําแนะนํา การขึ้นทะเบียนมีความสําคัญ ในปัจจุบันนี้ถ้าท่านจะไปดูการทุจริตที่เกิดขึ้น ในหลาย ๆ หน่วยงานเวลาขึ้นทะเบียนผู้ที่จะมีสิทธิในการเข้าประมูล ก็จะเป็นลักษณะที่ว่ามีความเป็น พรรคพวก ถ้าคุณไม่ใช่พรรคพวกไปขึ้นทะเบียนเขาก็ไม่รับขึ้น ด้วยเหตุผลนานาประการ หรือแม้ถ้าขึ้นทะเบียนไปแล้วเข้าไปประมูลก็จะถูกกีดกันด้วยลักษณะต่าง ๆ อันนี้ก็จะมี คณะกรรมการที่จะดูเรื่องนี้ มีคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ การพิจารณาอุทธรณ์นี้ก็เป็น เรื่องสําคัญอีกเรื่องหนึ่ง เพราะว่าถ้าเผื่อว่าผมเป็นผู้ประกอบการไม่ได้รับความเป็นธรรม ในปัจจุบันไปร้องกับหน่วยงาน ตัดสินแล้วก็ยังไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราะฉะนั้น คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชุดนี้จะประกอบด้วยคณะของบุคคลที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับ การประมูลโดยตรง เพราะฉะนั้นโอกาสในการที่จะรับฟังหรือได้รับความเป็นธรรมก็จะมี มากขึ้น เพราะฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ คณะกรรมการชุดต่าง ๆ เหล่านี้ก็จะเป็นส่วนที่จะ ทําให้การจัดซื้อจัดจ้างของเรามีความโปร่งใสมากขึ้น

เรื่องต่อไป การขึ้นบัญชีผู้รับเหมา ใน พ.ร.บ. ฉบับนี้จะกําหนดเป็นที่แห่งเดียว จะเป็นที่ไหนก็กําลังพูดกัน ขณะนี้จะให้กรมบัญชีกลางเป็นผู้รับขึ้นบัญชี การขึ้นบัญชีที่เดียว มันมีประโยชน์ เพราะว่าผู้ประกอบการที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสามารถจะขึ้นบัญชีได้ และเมื่อ ขึ้นบัญชีแล้วเขาจะไปทํางานที่ไหนก็ได้ หน่วยงานที่จะประมูลนี้จะกีดกันเขาไม่ได้ อย่างที่ ผมเรียนให้ทราบว่าในปัจจุบันลักษณะทางการกีดกันง่ายนิดเดียว ถ้าคุณไม่ใช่พวก ผมก็ ไม่ขึ้นบัญชีให้คุณด้วยเหตุผลนานาประการ

หลักของการคุ้มค่า ใช้เงินให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ ไม่ใช่ราคาต่ําสุด ก็จะอยู่ ในมาตรการเช่นกัน อย่างที่ผมเรียนว่าไม่จําเป็นว่าคุณต่ําสุดแล้วคุณจะได้ในการประมูล ถ้าพิสูจน์ได้ว่าคุณภาพหรืองานมีความเหมาะสม จะมีกลไกที่ให้มีการมีส่วนร่วม ของภาคประชาชน อันนี้เป็นกลไกใหม่ซึ่งไม่เคยมีในระเบียบ แล้วผมอยากจะเรียนให้ทราบ เพราะว่าขณะนี้มีข้อปฏิบัติอยู่แล้ว กลไกอันนี้เรียกว่า ข้อตกลงคุณธรรม ข้อตกลงคุณธรรมนี้ ใช้มาจากภาษาอังกฤษว่าอินเทกริทีแพกต์ (Integrity pact) ที่ต่างประเทศใช้อยู่ หลักการ ง่าย ๆ ก็คือว่าทุกโครงการจะต้องมีผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นคนนอก จะประกอบด้วยใครก็ได้ ที่ไม่ใช่เกี่ยวข้องกับโครงการนั้น ๓ ถึง ๕ คนที่มีความรู้ความสามารถในเรื่องนั้น ๆ ถ้าเป็น เรื่องของการก่อสร้างถนนก็ต้องมีความรู้ ถ้าเป็นสนามบินก็ต้องมีความรู้ในเรื่องนั้น คนเหล่านี้จะเข้าไปร่วมสังเกตการณ์ตั้งแต่ต้นจนจบ คําว่า ร่วมสังเกตการณ์ ในที่นี้ก็คือว่า เข้าไปดูว่าทีโออาร์ (TOR) ที่คุณเขียนนี้คุณล็อกสเปก (Lock Spec) ให้ใครหรือเปล่า กระบวนการที่คุณจะประมูลมีขั้นตอน ให้เวลากับเขาพอเพียงไหม เมื่อคุณประมูลแล้วมีคน ได้รับประมูลไปแล้ว การทํางานเรียบร้อยไหม ตรวจรับงานมีการกลั่นแกล้งกันหรือเปล่า การจ่ายเงินอะไรต่าง ๆ เพราะฉะนั้นระบบนี้จะเป็นระบบใหม่ ขณะนี้มีการทดลองใช้อยู่แล้ว ประมาณ ๒๐ โครงการ วิธีการก็คือว่าจะกําหนดว่าโครงการใหญ่ที่มีความสําคัญ มีผลกระทบ ต่อประชาชน แล้วก็มีโครงการที่ควรจะต้องได้รับการตรวจสอบโดยบุคคลภายนอก อันนี้ก็จะ เป็นระบบที่มีกําหนดชัดเจนว่าให้นําเครื่องมือที่จะให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมผ่านระบบ คุณธรรมที่ผมได้พูดถึง

ลําดับต่อไปครับ การจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีพิเศษ หน่วยงานเสนอเองไม่ได้ ตามร่าง พ.ร.บ. ฉบับใหม่นี้ การจัดซื้อจัดจ้างวิธีพิเศษจะเสนอได้ก็ต่อเมื่อคณะกรรมการ นโยบายให้ความเห็นชอบ แล้วคณะกรรมการนโยบายเป็นผู้เสนอ ครม. เพื่อขอความ เห็นชอบในการจัดซื้อจัดจ้างพิเศษ อันนี้ก็จะผ่านการกลั่นกรอง

ลําดับที่สําคัญสุดท้ายก็คือว่าการกําหนดโทษของเจ้าหน้าที่และผู้สั่งการ ที่ทําการทุจริต อันนี้ในระเบียบจัดซื้อจัดจ้างไม่มี ร่าง พ.ร.บ. จะมีว่าถ้าเจ้าหน้าที่หรือผู้สั่งการ คําว่า ผู้สั่งการ ในที่นี้เป็นใครก็ได้ อาจจะเป็นผู้บริหาร เป็นรัฐมนตรีหรือใคร ถ้ามีการสั่งการ จะต้องรับโทษ แล้วอย่างที่ท่านประธานปานเทพพูด อันนี้เป็นจุดอ่อนอันหนึ่งว่าโทษที่พูดถึง ในขณะนี้คงจะต้องมีการปรับปรุง

สําหรับภาคเอกชนที่เข้าไปร่วมด้วย ไม่อยู่ในร่าง พ.ร.บ. นี้ แต่จะอยู่ใน พ.ร.บ. ของ ป.ป.ช. ซึ่งเรื่องนั้นได้ดําเนินการต่างหาก เพราะทางเราเห็นแล้วว่า ๓ กลุ่ม ที่มีการร่วมกันทําทุจริต ก็คือจะเป็นผู้บริหารก็ดี หรือเอกชนเข้าไปร่วมก็ดีจะต้อง รับโทษร่วมกัน พ.ร.บ. ป.ป.ช. ได้ปรับไปแล้วครับ ทางเอกชนที่มีข้อพิสูจน์ได้ว่ามีการทุจริต จะถูกลงโทษ อันนี้ก็เป็นจุดแข็งของร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้

ส่วนในด้านจุดด้อยนะครับ ท่านประธานปานเทพได้พูดไปแล้ว และผมคิดว่า คุณชาญชัยจะให้รายละเอียดมากกว่า ผมจะไม่ซ้ําในเรื่องนั้น แต่อยากจะขอเรียนสรุปว่า อย่างนี้ครับ ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ได้ผ่านการกลั่นกรองกันมา ร่วมกันทํามาเป็นเวลา ๔-๕ ปี มีความสําคัญ และผมคิดว่าเป็นโอกาสอันดีที่ถ้าเราจะสนับสนุนให้ร่าง พ.ร.บ. นี้ หลังจากที่ ในการติชม แล้วก็ปรับปรุงในข้อจุดอ่อนต่าง ๆ แล้ว นําไปเสนอสู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ แล้วออกมาให้ทันในรัฐบาลชุดนี้ครับ ขอบคุณมากครับท่านประธาน