กิตติ กิตติโชควัฒนา หารือถึงความสำคัญของครอบครัวและภูมิปัญญาท้องถิ่นในการส่งเสริมคุณภาพเยาวชน โดยเสนอให้กฎหมายส่งเสริมบทบาทของครอบครัว เอกชน และผู้มีความรู้ให้มีส่วนร่วมในการอบรมสั่งสอนอย่างเป็นระบบ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม กิตติ กิตติโชควัฒนา จากจังหวัดยะลา ครับ ท่านประธานครับ ผมคิดว่าการที่เราจะมีกฎหมาย สักฉบับใดฉบับหนึ่ง เพื่อทําให้ชาติบ้านเมืองดูดีขึ้น อันนั้นผมคิดว่าเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ อย่างเช่น กฎหมายฉบับนี้ก็เช่นกัน อย่างไรก็ตามผมคิดว่าผมมีบทเรียนบางอย่างที่เกี่ยวข้อง กับการศึกษา ในนี้ก็ระบุชัดเจนในมาตรา ๔ พูดถึงเรื่องเอกชนหรือว่าครอบครัว ชุมชน ต่างล้วนแต่มีบทบาทสําคัญในเรื่องของการที่จะทําให้เยาวชนของชาติเกิดความเข้มแข็ง มีคุณภาพมากขึ้น แต่สิ่งที่ผมพอใจมากที่สุดในนี้ นอกเหนือจากประเด็นอื่น ๆ ก็เป็นสิ่งที่ดี ทั้งสิ้น ก็คือเรื่องของคําว่า เอกชน และครอบครัว ผมคิดว่าพวกเราทั้งหมดที่นั่งอยู่ที่นี่ ต่างล้วนแต่เติบโตมาจากครอบครัวทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นครอบครัวจึงเป็นฐานสําคัญ เรื่องของการอบรมคน ผมคิดว่าอันนี้น่าจะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ถ้าปราศจากซึ่งครอบครัวที่อบอุ่น ครอบครัวที่มีคุณธรรม มีจริยธรรมและในขณะเดียวกันผู้ปกครอง คือ พ่อแม่ในครอบครัว มีภูมิปัญญาที่ดี ที่พร้อมที่จะอบรมสั่งสอนลูกแล้ว แน่นอนครับ ครอบครัวนั้นจะต้องมีลูกที่ดี เกิดขึ้นตามมา สังคมเราในขณะนี้เต็มไปด้วยสังคมที่ขาดครอบครัวที่อบอุ่น เพราะฉะนั้น ในการแก้ปัญหาอันนี้มันน่าจะมีกฎหมาย มีระเบียบออกปฏิบัติ กฎหมายลูกออกตามมาว่า ทําอย่างไรให้เอกชนที่มีภูมิปัญญา ครอบครัวที่มีภูมิปัญญา ซึ่งเป็นต้นทุนทางสังคมเข้ามา มีบทบาทให้มากขึ้นกว่านี้ ที่บ้านผมเขามีคําสอนอย่างนี้ครับท่านประธานครับ ผู้ไม่รู้ต้องเรียน ผู้รู้ต้องสอน มันจะคล้ายเป็นหลักบังคับทางศาสนา ฉะนั้นจะเห็นได้ว่าชุมชนบ้านผมทาง จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผู้สอนส่วนหนึ่งเขาไม่รับค่าตอบแทนครับท่านครับ เพราะเขาคิดว่า อันนี้เป็นหน้าที่ทางความศรัทธาที่จะเปิดโอกาสให้ผู้ไม่รู้มาเรียน โดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น อันนี้ก็เป็นภูมิปัญญาที่ยึดเอาหลักธรรมทางศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้องเพื่อชี้นําในการสอน การอบรมเพื่อเป็นตัวอย่างให้กับบรรดาครูบาอาจารย์ทั้งหลาย ว่าคนที่มีความรู้ทําอย่างไร จึงจะต้องมีจิตอาสา เสียสละ เพื่อเป็นวิทยาทานให้กับผู้ไม่รู้ และในขณะเดียวกันผมก็ยังมี ตัวอย่างบางตัวอย่างครับท่านประธานที่เกิดขึ้นกับครอบครัวผมเอง ขออนุญาตท่านประธาน เอามาเล่าเพื่อเป็นเกร็ดในเรื่องของภูมิปัญญาของครอบครัว คุณพ่อคุณแม่ผมเป็นคนจีนครับ ท่านประธานครับ พี่น้อง ๕ คนครับ คุณแม่สอนอย่างนี้ครับ นี่ก็คือภูมิปัญญาของครอบครัว สอนว่า ลูกที่เกิดมาจากพ่อแม่คู่เดียวกันไม่มีสิทธิทะเลาะกัน ผมไม่ทราบว่าท่านไปได้บทเรียนคําสอนอันนี้มาจากไหน แล้วก็มาสอนผมตั้งแต่ตอนเล็ก ๆ ผมมีพี่น้อง ๕ คน ท่านบอกว่า ลูก ๆ ลูกที่เกิดมาจากพ่อแม่คู่เดียวกันไม่มีสิทธิทะเลาะกัน นอกจากให้หลักคําสอนแล้ว ยังกําหนดวิธีปฏิบัติอีกว่าลูก ๆ จะต้องปฏิบัติอย่างไรเพื่อไม่ให้ ไปขัดแย้งกับหลักคําสอนอันนี้ แล้วก็เจริญรอยแนวตามหลักคําสอนอันนี้ ผมคิดว่าอันนี้ก็เป็น ภูมิปัญญาครับ เช่น ท่านก็ปล่อยให้ลูกเล่นกัน แต่พอทะเลาะกันแล้วมันมีธรรมดาเรื่องเด็ก ๆ ที่จะทะเลาะเบาะแว้งกัน คุณแม่ก็เรียกมาเตือนก่อนว่าลูกจําได้ไหมแม่เคยสอนเคยบอกว่า ลูกที่คลานมาจากพ่อแม่คู่เดียวกันไม่มีสิทธิทะเลาะกัน ต่อไปนี้ถ้าทะเลาะกันแม่จะเรียก มาเฆี่ยนโดยไม่ถามใครผิดใครถูก แต่เด็ก ๆ มันเผลอครับ เหมือนอย่างพวกเราบางที มันอาจจะเผลอใช่ไหมครับ ผมคิดว่ามีเยอะแยะครับเผลอครับ เป็นเรื่องของกิเลสบ้าง อะไรบ้างก็สุดแล้วแต่ที่จะทะเลาะเบาะแว้งกันก็เป็นเรื่องธรรมดา ก็เผลอทะเลาะกัน เล่นฟุตบอล แม่ก็เรียกมา จําได้ไหมว่าแม่เคยสอนว่าลูกทุกคนที่คลานมาจากพ่อแม่คู่เดียวกัน ไม่มีสิทธิทะเลาะกัน ทุกคนยืนเข้าแถว หน้าบ้านผมสมัยก่อนที่บ้านกําปงปีแซ อําเภอยี่งอ มันมีต้นมะยมอยู่ต้นหนึ่งครับ พวกเราคงนึกออกใช่ไหม ต้นมะยมกับเด็ก ๆ มันขัดกัน ในความรู้สึก พอรูดใบออกมาแล้วเหวี่ยง มันดังฟิ้ว ๆ มันน่าหวาดเสียว คุณแม่ก็ไปเอา ก้านมะยมที่เสียบไว้ข้างฝาเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการใช้วินัยบังคับที่ค่อนข้างเด็ดขาด ก็บอกว่านี่แม่เคยสอนแล้วว่าลูกที่คลานมาจากพ่อแม่คู่เดียวกันห้ามทะเลาะกัน แม่จะไม่ถาม ว่าใครผิดใครถูก เพราะพี่ต้องคอยดูแลน้อง น้องต้องเชื่อพี่ พี่ต้องคอยดูแลอบรมสั่งสอนน้อง แทนแม่ โดยเฉพาะพี่คนโตที่เป็นผู้ชาย วัฒนธรรมคนจีนก็ต้องเชื่อลูกผู้ชายคนโต พี่มีหน้าที่ คอยดูแลต่างแม่แทนแม่ในการดูแลน้อง น้องต้องเคารพเชื่อฟังพี่ คุณแม่ก็ไม่ได้ถามว่า ใครผิดใครถูก ก็เรียกมาหวดทุกคนเท่ากัน นี่หลักคําสอนของคนเฒ่าคนแก่ เป็นภูมิปัญญา ในเชิงหลักคําสอน เพราะฉะนั้นผมคิดว่ากระทรวงศึกษาธิการต้องไปหาต้นแบบที่เป็น ภูมิปัญญา จะเป็นเอกชนก็ตาม จะเป็นครอบครัว โดยเฉพาะผมอยากจะเน้นในเรื่อง ครอบครัว เอกชนที่มีภูมิปัญญาด้านผู้ทรงศีลเยอะแยะ ที่เป็นต้นแบบ เอามาถ่ายทอด เอามาสอน เอามาเป็นครูบาอาจารย์ เพราะก่อนหน้านี้เราพูดถึงเรื่องครู เพราะฉะนั้นคําว่า ครู ก็คงไม่ใช่หมายถึงครูที่อยู่ในโรงเรียน แม้แต่คุณพ่อคุณแม่ก็เป็นครูตั้งแต่เด็กแรกเกิด ด้วยซ้ําไป เพราะฉะนั้นอยากจะฝากกระทรวงศึกษาธิการพูดถึงเรื่องภูมิปัญญาของครอบครัว ที่เป็นต้นแบบหยิบยกมาเป็นตัวอย่างให้เป็นรูปธรรมในเรื่องของการอบรมเด็กในปัจจุบันนี้ ไม่อย่างนั้นปัจจุบันนี้ปัญหาก็คือว่า พอทําท่าจะคลานได้ก็ไปฝากกันแล้ว ฝากเลี้ยงแล้ว ความขาดเสียซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวกับลูกมันหายไป พอโตเสียหน่อยไปเรียน ต่างประเทศอย่างเป็นตัวอย่างออกมาว่าสอนมันแล้วมันยังไม่รู้จักจํา อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าระบบการติดตามลูกตั้งแต่อบรมสอนสั่งตั้งแต่อยู่ในบ้านจนออกนอกบ้าน ไปเรียน กลับมามันก็ยังอยู่กับคุณพ่อคุณแม่อีก เพราะฉะนั้นผมคิดว่าในเรื่องครอบครัวจึงเป็นพื้นฐาน สําคัญยิ่งกว่าโรงเรียนด้วยซ้ําไป เพราะเด็กมันจําได้ว่าพ่อแม่รักมันอย่างไร มันจะต้องตอบแทน คุณพ่อคุณแม่อย่างไร เพราะฉะนั้นก็ขอฝากข้อคิดเห็นบางประการของกระทรวงศึกษาธิการ อันนี้จากประสบการณ์ที่ผมได้พบกันด้วยตัวเองเล็กน้อย ขอบคุณครับท่านประธานครับ