อําพล สนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต เสนอเปิดพื้นที่ชุมชนมีส่วนร่วม

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๕ · ๒๙ มีนาคม ๒๕๕๙

อําพล จินดาวัฒนะ สนับสนุนการจัดการศึกษาตลอดชีวิต โดยเห็นว่าการเรียนรู้ควรแยกจากกรอบการศึกษาแบบเดิมและส่งเสริมผ่านการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในสังคม เสนอให้ปฏิรูปการจัดการทรัพยากรการศึกษา โดยเปิดพื้นที่ในโรงเรียนและหน่วยงานภาครัฐให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อใช้ศักยภาพทรัพยากรอย่างเต็มที่และสนับสนุนการเรียนรู้ของคนทุกวัยอย่างต่อเนื่อง

นายอําพล จินดาวัฒนะ

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพครับ ผม อําพล จินดาวัฒนะ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศครับ ขออนุญาตใช้เวลาสภาแล้วก็ของท่านเพื่อนสมาชิกสั้น ๆ ครับ ไม่ยืดยาวอะไร กระผมคิดว่า ที่เพื่อนสมาชิกได้รับฟังคําชี้แจงจากทางกรรมาธิการแล้ว ส่วนใหญ่ก็จะได้ไม่มีข้อสังเกต อะไรมากนัก ผมมั่นใจว่าทุกคนให้การสนับสนุนครับ เพราะในเรื่องการจัดการศึกษาตลอดชีวิต เป็นเรื่องที่ดีและสําคัญมาก แทบจะไม่ต้องพูดถึงหลักการสําคัญตรงนั้น ผมขออนุญาต ใช้เวลาเรียนเพียงแค่ ๒ ประเด็นเท่านั้นครับ ท่านประธานครับ ผมดูจากรายงานแล้ว ในรายงานหน้าที่ ๓ ในย่อหน้าที่ ๑ ท่านพูดและเขียนคําคมเอาไว้อย่างมาก ผมอ่านแล้ว เกือบบาดมือนะครับ การศึกษาเกิดขึ้นพร้อมกับชีวิตและดําเนินการไปควบคู่กับการดําเนินชีวิต ของบุคคล ครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ อย่างแยกจากกันไม่ได้เป็นการศึกษา ตลอดชีวิต อันนี้ก็เป็นหลักการและเหตุผลที่ชัดเจนมากนะครับ

ประเด็นที่ ๑ คือผมอยากจะกราบเรียนว่าพอเราพูดถึงการศึกษาจริง ๆ แล้ว มันมีอีกคําหนึ่งคือเรื่องของการเรียนรู้ครับ การศึกษาคือเอดูเคชัน (Education) การเรียนรู้ คือเลิร์นนิง (Learning) จริง ๆ แล้วคําคมที่พูดนั้นนี่ผมเข้าใจว่ามันหมายถึงการเรียนรู้ครับ การศึกษานี่มันเป็นระบบที่จัดเข้ามาเพื่อให้มนุษย์ได้มีการเรียนรู้อย่างเต็มศักยภาพ แต่ที่มันมี อยู่แล้วโดยที่เป็นธรรมชาติมันคือเรื่องการเรียนรู้ครับ การเรียนรู้เป็น ๑ ในพลัง ๔ พลัง ของมนุษย์ที่ทําให้มนุษย์เจริญก้าวหน้ามาถึงทุกวันนี้ ผมคิดว่าสิ่งที่พูดนั้นคือการเรียนรู้ เป็นไปได้หรือไม่ที่เราจะมองเรื่องนี้ให้ใหญ่เป็นเรื่องการเรียนรู้ไม่ใช่แค่เรื่องการศึกษาครับ พอพูดถึงการศึกษามันจะมีระบบและมีเจ้าของ มีเจ้าภาพมีเจ้าของ แต่พูดถึงการเรียนรู้ มันหมายถึงของคนทุกคนที่อยู่ในสังคมครับ กระผมจะขออนุญาตเปรียบเทียบ เทียบเคียง เช่นเดียวกับด้านสุขภาพครับ ถ้าพูดถึงการแพทย์และสาธารณสุข มันจะคล้าย ๆ กับ การศึกษานี่ละครับ มันจะมีระบบของมันจะมีรัฐเข้ามาเป็นคนกลางจัดการ จะมีวิชาชีพ เข้ามาจัดการ แล้วก็ทําไปนาน ๆ ก็เลยกลายเป็นเจ้าของเรื่องนั้นไป แท้ที่จริงแล้วเรื่องสุขภาพ ไม่ใช่การแพทย์และสาธารณสุข สุขภาพหรือสุขภาวะ กาย ใจ สังคม จิตวิญญาณนั้น เทียบเคียงได้กับการเรียนรู้ครับ มนุษย์นั้นมีการเรียนรู้ตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ แล้วออกมาก็ เรียนรู้ตลอดจนวันตายนะครับ เพราะฉะนั้นการเรียนรู้เป็นของทุกคนต้องทําเพื่อให้เกิด ประโยชน์ของทุกคน โดยทุกคน เพื่อทุกคน ผมอยากจะกราบเรียนประเด็นนี้ผมเห็นด้วย อย่างยิ่งนะครับทั้งหมด แต่อยากจะเรียนว่าถ้าได้ใช้คําว่า เป็นการจัดการเรียนรู้ตลอดชีวิต อาจจะทําให้ความหมายมันตรงและถูกต้องมากกว่าการศึกษาตลอดชีวิต เพราะเมื่อไรก็ตาม ใช้คําว่า การศึกษามีเจ้าภาพมีเจ้าของ คนอื่นจะเป็นแค่ผู้ประกอบตัวประกอบนะครับ ถ้าเรา ทําอย่างนี้ได้การเรียนรู้ตลอดชีวิตจะเกิดได้ทุกที่ ทุกเวลาและทุกคนโดยไม่ต้องรอเรื่องปฏิรูป ตัวที่ระบบการศึกษา แต่สิ่งที่ท่านจะแก้ พ.ร.บ. ทํา พ.ร.บ. เพื่อจะมีกลไกสนับสนุนให้เกิด การเรียนรู้ตลอดชีวิตนั้นเป็นสิ่งที่ดีและดีอย่างยิ่งครับ กระผมคิดว่าถ้ามีหน่วยงานเกิดขึ้น ไม่ว่าท่านจะปรับปรุงหน่วยงานเดิมอะไรอย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าหน่วยงานนี้น่าจะมีหน้าที่ เพียงแค่เป็นผู้ประสาน มีหน้าที่สําคัญคือสร้างเสริมพลัง ท่านเสริมพลังครับ ไม่ใช่มีหน้าที่แม้กระทั่งกําหนดนโยบายการเรียนรู้ตลอดชีวิตนะครับ เพราะการกําหนดนโยบายการเรียนรู้ตลอดชีวิตต้องให้คนทั้งสังคมเข้ามาช่วยกันกําหนด ช่วยกันผลักดัน ช่วยกันขับเคลื่อน ลําพังฝ่ายระบบการศึกษาไม่มีทางที่จะส่งเสริมระบบ การเรียนรู้ตลอดชีวิตที่สมบูรณ์ได้ มันจะต้องให้ทุกภาคส่วนเข้ามา ยกตัวอย่างเช่น เรามีกองทัพ กองทัพมีศักยภาพมากมายครับ มีความรู้ความสามารถ มีคนเก่ง ๆ มีวิทยาการ ต่าง ๆ มากมาย นํามาส่งเสริมการเรียนรู้ของคนไทยได้ทั้งสังคม ไม่ใช่เฉพาะวันเด็กวันเดียว ทําได้ทั้งประเทศ เรามีภาคธุรกิจใหญ่โตมโหฬารครับ เราสามารถส่งเสริมให้เขามาจัดการ เรียนรู้ตลอดชีวิต และวันนี้จริง ๆ เขาทําอยู่แล้ว แม้กระทั่งชุมชนท้องถิ่นที่เขาจัดการ กลไกนี้ น่าจะเข้ามาเป็นตัวประสาน ส่งเสริม สนับสนุน แม้แต่วันนี้ไม่ได้ประสาน ส่งเสริม สนับสนุน มากนัก เขาก็กําลังขับเคลื่อนกันอยู่มากมาย ผมคิดว่าถ้าจับหัวใจอันนี้ได้มันจะออกแบบ เรื่องนี้มาไม่ใช่เป็นหน่วยราชการที่มาเป็นผู้ปฏิบัติ เมื่อกี้ผมย้ํานะครับ แม้แต่เป็นคนกําหนด นโยบายก็ไม่ใช่ครับ สังคมต้องมากําหนดนโยบายด้วยกัน ก็คือต้องเปิดโอกาสให้สังคมเข้ามา ดําเนินการร่วมกัน อันนี้เป็นประเด็นที่ ๑ ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งนะครับ แต่อยากที่จะให้ มีการทําอย่างไรก็ตามไม่ว่าจะปรับข้อความในกฎหมาย หรือจะวางยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี ในการทํางานนั้น ให้เป็นไปเพื่อการส่งเสริมให้คนทั้งแผ่นดินไทยเกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต อย่างมากมายให้เป็นแผ่นดินครับ ท่านประธานที่เคารพครับเราจะทราบดีว่าขณะนี้ การเรียนรู้เกิดได้ทุกวินาที เรามีไอซีที (ICT) คือระบบสื่อสารต่าง ๆ เกิดได้ทุกวินาที การเรียนรู้มีทั้งด้านบวกและด้านลบเต็มไปหมด ไม่จําเป็นต้องไปรอระบบการศึกษาเลยครับ มันอยู่ในชีวิตจริง อยู่ในสิ่งแวดล้อมทั้งหลายทั้งปวง เพราะฉะนั้นที่ผมเรียนประเด็นนี้ก็คือว่า ถ้าเราไปรอจัดระบบการศึกษาเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตอาจจะไม่ทันและไม่พอครับ แต่จะต้องมีกลไกส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิตโดยระดมศักยภาพของทุกภาคส่วน เข้ามาทําหน้าที่ให้เต็มแผ่นดินครับ วันนี้ทําแล้วอย่างน้อยก็ต้องทําอีก ในขณะเดียวกันอย่าง ที่ผมกราบเรียนไปแล้วว่าการเรียนรู้นั้นโอกาสมีเต็มไปหมด แล้วมีทั้งเรื่องดีเรื่องร้ายครับ วันนี้ถ้าใครอยากจะก่ออาชญากรรมสักอย่างหนึ่ง อยากจะผลิตอะไรบางสิ่งบางอย่างที่มัน เป็นอันตรายต่อสังคม เขาเปิดดูได้แล้วครับ เขาเรียนรู้ได้ เรื่องดี ๆ ที่จะรักษาโรคภัยไข้เจ็บ ประกอบอาชีพ เมื่อวันก่อนนี้ผมอยากรู้ว่าเขาปอกทับทิมเขาทําอย่างไร เราก็รู้มากมายว่า ปอกทับทิมทําอย่างไรในวินาทีนั้น ไม่ต้องไปรอเข้าระบบการศึกษาเลยครับ เรียนได้ทันที ก็ขออนุญาตกราบเรียนประเด็นที่ ๑

กระผมขออนุญาตอีกประเด็นเดียวครับ ท่านประธานที่เคารพ เพราะผม คิดว่าผมเป็นห่วงตรงที่ว่าเมื่อมี พ.ร.บ. แล้ว พ.ร.บ. ก็จะมี พ.ร.บ. ต่าง ๆ เป็นธรรมชาติ ของมัน และจะมีหน่วยราชการที่เป็นนิติบุคคลไม่ว่าจะอยู่ในกระทรวงศึกษาธิการหรืออะไร ก็ตาม เป็นเจ้าเข้าเจ้าของเรื่องนั้นเสียหมด ยกตัวอย่างเช่นวันนี้เรามีโรงเรียน เรามีโรงเรียน ของราชการ ๓๐,๐๐๐ แห่งทั่วประเทศ ถามว่าเป็นของใครครับ เป็นของรัฐครับ ไม่ใช่เป็นของ ประชาชน ผมอยากจะพูดประเด็นนี้ เพราะว่าถ้าพูดถึงการเรียนรู้ตลอดชีวิต ต้องคิดใหม่ ต้องคืนทรัพยากรทั้งหลายที่อยู่ในระบบการศึกษาให้กลับเป็นทรัพยากรของแผ่นดินครับ โรงเรียนทุกวันนี้ถ้าขั้นการศึกษาพื้นฐานเราก็สอนเฉพาะเด็กในชั้นมัธยม ก็ว่ากันไป มหาวิทยาลัยเราก็สอนในชั้นอุดมศึกษา เราใช้โรงเรียน ใช้ครุภัณฑ์ วัสดุ ทรัพยากร น้อยกว่า ประสิทธิภาพครับ เรามีจํานวนมากมาย ชั่วโมงในการใช้ต่ํามาก เพราะเราบอกว่ามันเป็นของ กระทรวงศึกษาธิการ มันเป็นของรัฐครับ ไม่ใช่ของประชาชน ของชุมชน ทําไมเราไม่เปิด โอกาสให้โรงเรียนเหล่านี้เป็นโรงเรียนของชุมชนท้องถิ่น แต่ไม่ได้หมายความว่าอยู่ ๆ ไปยก ให้เขาเลย มีระบบการจัดการให้เขามาใช้สิครับ ทําให้เกิดเป็นที่เรียนรู้ของคนในชุมชน ท้องถิ่นให้กว้างขวางทั่วประเทศ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเขาก็ไม่ต้องไปสร้างใหม่ ไม่ต้อง ไปหาครุภัณฑ์ ทรัพยากร ทุกวันนี้เราก็ต้องหากันไปหมดนะครับ คอมพิวเตอร์ ที่อยู่ ในโรงเรียนใช้คุ้มหรือยัง อาคาร ห้องเรียน ใช้คุ้มไหม เรามาแปลงส่วนเหล่านั้นให้เป็นที่ การจัดการศึกษาของคน ๓ วัยได้ไหมครับ ท่านประธานครับ วันนี้คน ๓ วัยจําเป็นต้องเรียนรู้ ตลอดชีวิตครับ ก่อนวัยเรียน เด็ก ๆ ท่านประธานกรรมาธิการท่านพูดแล้วว่าถึงอนุบาล ก็สายไปแล้ว จนถึงวัยเรียนครับ คนวัยแรงงานนะครับ มีท่านสมาชิกท่านพูดถึงแท็กซี่ที่สิงคโปร์ คนวัยแรงงานลองไปถามสิครับเขาอยากเรียนรู้ อีกมากมาย แต่ไม่ได้เปิดโอกาสให้เขา โรงเรียนเราก็มีอยู่ ครูเราก็มี ทรัพยากรก็มี ข้าราชการ ก็มี ปราชญ์ชาวบ้านก็มี ใครต่อใครในชุมชนก็มี เราไม่มีการจัดการให้มาใช้ทรัพยากรเหล่านี้ วัยที่ ๓ ครับ ผู้สูงวัย ผู้สูงวัยในชุมชนก็มีมากขึ้น ๆ เราต้องมีโรงเรียนให้เขากลับมาเรียน เทคโนโลยีความรู้ให้ทันสมัยครับ ในขณะเดียวกันเขาจะมาเป็นคนเรียนกับเด็กตัวเล็ก ๆ เด็กตัวเล็ก ๆ ก็เรียนกับเขา เรียนกับวัยแรงงาน สังคมก็ไม่ทอดทิ้งกันจะเกิดขึ้น การเรียนรู้ การจัดการเรียนรู้ตลอดชีวิตของคน ๓ วัย โดยใช้ทรัพยากรของแผ่นดินที่มีอยู่แล้วนี่ละครับ ผมฝากตรงนี้เพราะว่าด้วยความเป็นห่วงเดี๋ยวก็จะเกิดการที่มีกรม หรือมีหน่วยงานที่ต่างกัน แล้วแตะกันไม่ได้เลย ทั้ง ๆ ที่ทรัพยากรนี้มโหฬารมหาศาลครับ เรามีโรงพยาบาลส่งเสริม สุขภาพตําบล เรามีโรงเรียน เรามีสถานที่ราชการมากมาย เรามีหน่วยของชุมชนท้องถิ่น มากมาย ทําอย่างไรให้เกิดการผนึกกําลัง เพราะฉะนั้นการที่เราจะจัดการเรื่องการจัดระบบ เพื่อเอื้อต่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต กระผมยังไม่พอใจเพียงแต่มี พ.ร.บ. แล้วทําให้หน่วยงาน ในกระทรวงศึกษาธิการได้เป็นเจ้าของเรื่องนี้ แต่หน่วยงานนี้จะต้องไปส่งเสริมให้เกิด การเรียนรู้ทั้งแผ่นดิน จะต้องประสานพลังทุกภาคส่วนในสังคมครับ และจะต้องมีการปฏิรูป วิธีคิดใหม่ว่า สมบัติของราชการในกระทรวงต่าง ๆ นั้น เป็นของเขา เพราะแท้ที่จริงแล้ว เป็นของประชาชน เป็นของท้องถิ่น แล้วให้ใช้เต็มศักยภาพ มีอยู่แล้วมากมายครับ ก็จะเกิด การเรียนรู้มากมาย ก็ขออนุญาต ๒ ประเด็นด้วยความเคารพ ในเวลาที่มีครับ ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ