พอพล มณีรินทร์ แถลงการปฏิรูปการศึกษา โดยเน้นย้ำความสำคัญของการสร้างคนมีคุณภาพ และเรียกร้องให้ให้โอกาสเด็กไทยในการศึกษาอย่างมีคุณภาพ พอพล มณีรินทร์ หารือเรื่องการศึกษาและการบริการสาธารณสุข โดยเน้นย้ำความสำคัญของการศึกษาที่มีคุณภาพและเท่าเทียม และเรียกร้องการปฏิรูปในด้านการศึกษา โดยเน้นการพัฒนาครู พัฒนาการศึกษาอย่างมีคุณภาพ และการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
เรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก พอพล มณีรินทร์ ประธานอนุกรรมาธิการปฏิรูป การจัดการศึกษา ตามที่ท่านได้รับทราบเมื่อกี้นี้เป็นการปฏิรูปการเรียนรู้นะครับ ของผมเรื่อง การจัดการศึกษา ซึ่งในวันนี้จะขอนําเสนอในเรื่องของแผนปฏิรูปเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหา ความล่าช้าของการบริหารงานบุคคลของสํานักงานการศึกษาขั้นพื้นฐานหรือ สพฐ. ก่อนที่ผมจะ ได้ลงในรายละเอียด ผมขออนุญาตเรียนให้ท่านทราบว่า การปฏิรูปการศึกษามีความเชื่อมโยง กับการปฏิรูปประเทศ ท่านทราบดีอยู่แล้ว โดยเฉพาะเรื่องการสร้างคนให้มีคุณภาพนะครับ ตรงนี้เองเดี๋ยวขออนุญาตเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ขึ้นภาพนิดหนึ่ง ผมไปเห็นภาพ เพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ซึ่งอาจจะเชื่อมโยงกับผลสอบโอเน็ต (O-NET) ซึ่งท่านคง ทราบอยู่แล้ว ที่เมื่อกี้ท่านอดีตอธิบดีกรมศิลปากรได้กรุณากล่าวไปแล้ว จริง ๆ แล้วเนื้อหา ตรงนี้เองมันมีความสําคัญ ผมอยากจะเรียนอย่างนี้ครับว่า จริง ๆ แล้วตามสไลด์ (Slide) อาจจะไม่ค่อยชัดเท่าไรนะครับ เด็กไทยไม่โง่ ผมขอยืนยัน แต่ขาดโอกาสในการศึกษา ไม่ว่าจะเข้ารับการศึกษาโรงเรียนที่ดี หรือจะได้รับการสอนจากครูที่ดี ยืนยันว่าเด็กไทยไม่โง่ เราต้องให้โอกาสเขาได้เรียนอย่างมีคุณภาพ นี่คือสิ่งที่คณะกรรมาธิการการศึกษาเราได้ตั้งมั่นไว้
ประการที่ ๒ ในเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ต่อไป การศึกษาและการบริการ สาธารณสุข โดยเฉพาะเมื่อวานนี้ได้มีการพูดถึงการสาธารณสุขของท่านนายแพทย์ต่าง ๆ คุณหมอต่าง ๆ เราให้ความสําคัญเรื่องของการศึกษากับการบริการสาธารณสุขที่มีคุณภาพ และเท่าเทียม จะต้องทําให้เกิดขึ้นให้ได้ นี่คือสิ่งที่คิดว่าทั้ง ๒ ส่วนนี้ โดยเฉพาะคุณหมอพรทิพย์ ได้สนใจเรื่องการรักษาพยาบาล การสาธารณสุขเป็นอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นผมรับผิดชอบ เรื่องการศึกษา ท่านประธานวิวัฒน์รับผิดชอบเรื่องการศึกษา สไลด์ (Slide) ต่อไปครับ บัณฑิตต้องเก่งและดี ชาติจึงจะรอด หน้าที่ของเราคือทําให้เก่งและดี นี่คือเหมือนกับปณิธาน ของเรา อย่างไรก็ตาม สิ่งที่คณะกรรมาธิการได้กําหนดเรื่องที่จะต้องขับเคลื่อน อาจจะเป็น เรื่องที่อาจจะไม่ค่อยเป็นเรื่องของการปฏิรูปมากนัก แต่จริง ๆ แล้วมันเป็นงานของโครงสร้าง หรือเป็นงานของเชิงบริหารของหน่วยงานตามปกติปัจจุบันนี้ แต่อย่างไรก็ตามเพื่อให้ การปฏิบัติการอย่างมีประสิทธิภาพ จริง ๆ แล้วในภาพรวมทางคณะอนุกรรมาธิการการจัด การศึกษาเราได้แบ่งออกไว้อยู่ประมาณ ๗ เรื่อง ซึ่งวันนี้เรานําเสนอ ๒ เรื่อง
เรื่องแรก คือการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง แผ่นชาร์ต (Chart) นั้นอาจจะ เกี่ยวข้องนิดหน่อยเดี๋ยวค่อยดูนะครับ การแก้ไขปัญหาในขนาดเล็ก การพัฒนาครูทั้งระบบ ตามที่หลายท่านได้เอ่ยถึงไปแล้ว ไม่ว่าจะเรื่องของการผลิต การคัดสรรคนมาเป็นครู เมื่อได้มาแล้วมีการพัฒนาอย่างไร ในการประเมินวิทยฐานะซึ่งกําลังมีปัญหาอยู่หรือไม่มี ปัญหาก็แล้วแต่ นั่นคือการพัฒนาครูทั้งระบบอีก ๒ รายงานเราจะรายงานขึ้นมานับเป็น การศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งเรามักจะพูดอยู่เสมอว่าครู ๔๐๐,๐๐๐ คน โรงเรียน ๓๐,๐๐๐ โรง ตรงนั้นคือส่วนหนึ่งของการศึกษาขั้นพื้นฐานครับ เรายังไม่ได้พูดถึงทางการอาชีวศึกษา เรายังไม่ได้พูดถึงอุดมศึกษา ในเรื่องช่วงชั้นการศึกษา การจัดการศึกษาประเภทอาชีวศึกษา เช่นกันครับ ซึ่งจะเป็นรายงานชิ้นต่อไป ก็คือเรื่องเราผลิตคนให้ตรงกับความต้องการ ของตลาดก็ได้ โดยใช้ระบบทวิภาคีเป็นหลักในปัจจุบันนี้ จะทํากันอย่างไร การจัดการศึกษา ในระดับอุดมศึกษา ให้การศึกษามีคุณภาพ บัณฑิตต้องเก่งและดี ทําอย่างไรก็เป็นอีก รายงานหนึ่ง การจัดการศึกษาตลอดชีวิตก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งซึ่งจะนําเสนอต่อจากนี้ ซึ่งได้ทํา เสร็จแล้ว การปรับแก้ไขกฎหมายทั้งระบบ ก็คิดว่าคงจะเข้าได้ประมาณต้นเดือนพฤษภาคม เพราะฉะนั้นมีประมาณ ๗ เรื่อง เราจะเห็นได้ว่าโครงสร้างที่ท่านเห็นนั้นคือโครงสร้าง ของกระทรวงศึกษาธิการ ในอดีตมีกรมการศาสนาอยู่กับกระทรวงศึกษาธิการเพื่ออะไร ก็เพื่อที่จะกล่อมเกลานักเรียน ซึ่งก็เกี่ยวข้องกับทางการศึกษาให้มีจิตใจ ให้มีคุณธรรม มีจริยธรรม มีจิตใจที่ดี เพราะฉะนั้นผมเชื่อว่าในอดีตนั้นเขาเอากรมการศาสนาไว้กับกระทรวงศึกษาธิการ เพราะอะไรนะครับ เช่นกัน กรมพลศึกษาก็อยู่กับกระทรวงศึกษาธิการ จิตใจดี ร่างกาย แข็งแรง มีน้ําใจเป็นนักกีฬา รู้จักแพ้ รู้จักชนะ นั่นก็คือในอดีต พอหลังจากที่เราปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรมครั้งใหญ่ก็แยก ทั้ง ๒ กรมนี้ออกไป ผมก็ไม่แน่ใจว่ามันเป็นส่วนหนึ่ง หรือเปล่านะครับที่ทําให้การพัฒนาคนใน ถึงแม้จะอยู่นอกกระทรวงก็ตาม แต่ว่าการจัดการ เข้ามาในวิชาเนื้อหาก็ยังมีการสอนอยู่ แต่ว่ามันไม่ใช่อํานาจหน่วยในกล้ามเนื้อบังคับของ กระทรวงศึกษาธิการ ที่ผมยกตัวอย่างของแท่ง ๖ แท่งให้เห็นตรงนี้ก็คือว่าในปัจจุบันเราได้มี การจัดหน่วยงานที่ขึ้นตรงกับกระทรวงศึกษาธิการไว้ประมาณ ๖ ส่วน หรือเรามักเรียกว่า ๕ แท่ง ๕ แท่งหรือ ๖ แท่งก็ตามนะครับที่ท่านแล้วแต่จะเรียก ในวันนี้เองนั้นเราได้นําเสนอ เฉพาะการจัดการศึกษาในช่วงชั้นปฐมวัยและขั้นพื้นฐานนะครับ ซึ่งเรามองเห็นว่าในสภาพ ปัญหาปัจจุบันนะครับ ความล่าช้าในการบริหารงานบุคคล ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการครูก็ดี บุคลากรทางการศึกษาของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาจจะมีหลายสาเหตุครับซึ่งเมื่อกี้นี้ท่านผู้มีเกียรติได้กรุณาอภิปรายไปแล้วว่ารอครูมา ๒ ปี ตัวอย่างหนึ่งนะครับ เพราะฉะนั้นเราคิดว่าปัญหาหนึ่งก็คือว่าจากหน่วยนะครับ เราไม่มี หน่วยงานรับผิดชอบโดยตรงของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งเรามีเพียง คณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาประจําเขตพื้นที่ ที่เราเรียกว่า อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่ ซึ่ง คสช. ซึ่งสั่งยุบไปเมื่อวันที่ ๒๑ ที่ผ่านมา ในคําสั่งที่ ๑๐ และคําสั่งที่ ๑๑ อันนี้ชื่ออาจจะคล้ายกัน แต่ไม่เกี่ยวข้องกันผมจะชี้ให้เห็นตามภาพ ขอสไลด์ (Slide) เมื่อกี้ ด้วยครับ เราจะเห็นว่าคณะกรรมการระดับกระทรวง หรือเราเคยเรียกว่า ก.พ. กระทรวง ในระดับด้านบนคือกระทรวงศึกษาธิการ เรามีคณะกรรมการครูและบุคลากรทางการศึกษาอยู่ ในพื้นที่เรามี อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่คือคณะอนุกรรมการครูและบุคลากรทางการศึกษาเขตพื้นที่ แล้วก็ถูกยุบไป แต่ว่าก็ยังมีคณะกรรมการ อศจ. คือคณะกรรมการการศึกษาเขตจังหวัด นะครับ อศจ. และมีอนุประจําจังหวัดอีกโดยมีท่านผู้ว่าราชการจังหวัด โดยมีตรงนี้ การยุบ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่ท่านคงทราบแล้วมีสาเหตุมา เพราะว่าเราทราบว่าในการบริหารจัดการนั้น เรามีปัญหาในเชิงปฏิบัติงาน เพราะฉะนั้น คสช. ก็ได้มาดําเนินการเรื่องนี้ เนื่องจากว่า เราทราบว่าสภาพในส่วนภูมิภาคก็คือเขตพื้นที่การศึกษาซึ่งปัจจุบันนี้มีอยู่ ๒๒๕ เขต เป็นการจัดการศึกษาระดับประถมศึกษา ๑๘๓ เขต มัธยมศึกษา ๔๒ เขต เกิดปัญหาจาก การสั่งการและการบริหารจัดการที่ไม่มีประสิทธิภาพและไม่เป็นเอกภาพในปัญหาดังกล่าว ไม่บูรณาการกัน เพราะฉะนั้น คสช. จึงมีคําสั่งยกเลิกนะครับ แล้วก็ให้มีคณะกรรมการ ประจําจังหวัดขึ้นมาแทน ตรงนี้ผมชี้ให้เห็นว่าในระดับ เช่น จังหวัดนครราชสีมา เรามี ๗ เขต พื้นที่การศึกษา ก็มี ผอ. เขต มีคณะกรรมการอยู่ ๗ เขต พอคําสั่ง คสช. ยุบนะครับ ก็จะมี เป็นเขตจังหวัดนครราชสีมา มีท่านผู้ว่าราชการจังหวัด มีการศึกษาภาค กรรมการศึกษาภาค เป็นรอง แล้วก็มีคณะกรรมการที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อดําเนินการจัดการเรื่องบุคลากรทางการศึกษา ครูและบุคลากรทางการศึกษาของจังหวัดนครราชสีมา ขออนุญาตยกตัวอย่างนะครับ แต่ว่า ในระดับกรม หรือระดับสํานักงานเขตพื้นที่ ขออภัยครับ ในระดับสํานักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐานไม่มีหน่วยงานรับผิดชอบ ตรงกลางสีน้ําเงินครับ ในอดีตที่เป็นกรม สํานักการศึกษาระดับชั้นประถม หรือ สปช. นะครับ การประถมศึกษาแห่งชาติ หรือ กรมสามัญศึกษา ทั้ง ๒ หน่วยงานนั้นเป็นหน่วยระดับกรม มีคณะกรรมการจัดการบริหารงานบุคคลทั้ง ๒ กรม ๒ หน่วยราชการ พอยุบมาเป็นการศึกษาขั้นพื้นฐานหรือ สพฐ. ไม่มีหน่วยงาน มีหน่วย ระดับล่าง แล้วก็ขึ้นไประดับกระทรวงเลย ด้วยปัญหาดังกล่าวเพื่อให้การแก้ปัญหาคุณภาพ ครูทั้งระบบ เพราะทั้งในการเลื่อนยศ ปลดย้าย ในการเกลี่ยครู ในการอะไรต่าง ๆ จริงอยู่ครับ ก.ค.ศ. ระดับกระทรวงเป็นผู้ที่กําหนดนโยบาย กําหนดหลักเกณฑ์ แต่ผู้ปฏิบัติ โดยท่านเลขาธิการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เลขาธิการ สพฐ. ไม่มีอํานาจหน้าที่ตรงนี้ เป็นเพียง ๑ คณะกรรมการ ๑ คนใน ก.ค.ศ. คือในคณะกรรมการระดับกระทรวง เพราะฉะนั้นเพื่อให้มี คณะทํางานตรงนี้จึงต้องมีการปรับให้มีการแก้ไข พ.ร.บ. เพราะในมาตรา ๒๕ ได้เขียนไว้ว่า ทุกหน่วยทุกส่วนราชการให้มี อ.ก.ค.ศ. เว้นการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่มี เพราะฉะนั้น ในวันนี้ผมจึงได้นําเสนอว่าเหตุจึงต้องมีจัดตั้ง อ.ก.ค.ศ. สพฐ. เพื่อที่จะมาบริหารงานบุคคล ข้อดีข้อแรกก็คือว่า ๑. เป็นการลดขั้นตอนในการทํางานในการบริหารงานบุคคลของ ก.ค.ศ. กล่าวคือ ก.ค.ศ. ใหญ่ หรือ ก.ค.ศ. ของกระทรวงเป็นองค์กรในการกําหนดนโยบาย กําหนดหลักเกณฑ์และวิธีการ ส่วน อ.ก.ค.ศ. สพฐ. เป็นหน่วยงานในสังกัด สพฐ. ซึ่งนําหลักเกณฑ์ไปปฏิบัติ แล้วก็ข้อดี ๒ ๓ ๔ ๕ ตามที่เห็นมาแล้ว เพราะฉะนั้นเราจึงได้ กําหนดให้มีการแก้ไข พ.ร.บ. ตรงนี้เกิดขึ้น ในวิธีการปฏิรูปทําอย่างไรครับ เราในขั้นต้น ก่อนที่จะแก้ไข พ.ร.บ. ให้สําเร็จมีอยู่มาตราหนึ่งคือมาตรา ๑๗ ได้เขียนไว้ว่าถ้า ก.ค.ศ. โดยที่มีท่านรัฐมนตรีเป็นประธานนั้น มีอํานาจตั้งคณะอนุกรรมาธิการวิสามัญ เรียกว่า อ.ก.ค.ศ. วิสามัญ เราจึงว่าในระหว่าง ๓ เดือนแรกก่อนที่จะแก้ไข พ.ร.บ. เสร็จ ให้มีการจัดตั้ง อ.ก.ค.ศ. วิสามัญขึ้นมาทํางาน ณ ทีนี้ ช่วงต่อไปก็ต้องแก้ไข พ.ร.บ. ในมาตรา ๒๕ ขออนุญาตไปที่มาตรา ๒๕ มาตรา ๒๕ เดิม เขียนไว้ว่าในส่วนราชการอื่น นอกจากสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้ ก.ค.ศ. ตั้ง อ.ก.ค.ศ. เพื่อทําหน้าที่ บริหารบุคคล สําหรับข้าราชการครูและบุคลากรการศึกษาในส่วนราชการนั้น ๆ เห็นไหมครับ เว้นนอกจาก สพฐ. เพราะฉะนั้นเราจึงขอแก้ไขมาตรานี้ครับ เพื่อให้เกิดผลดีในการ บริหารงานบุคคล นี่คือใจความโดยสรุป ทําอย่างไรห้วงเวลาเราคิดว่าห้วงเวลาที่ ๑ ตามเอกสาร ในหน้า ๕ ข้อ ๓ ว่าในช่วงต้น ๓ เดือนแรก จัดตั้ง อ.ก.ค.ศ. วิสามัญ ขออนุญาตตกคําว่า วิสามัญ เดี๋ยวต้องไปแก้ไขให้สมบูรณ์ ระยะที่ ๒ ภายใน ๖ เดือน แก้ไข พ.ร.บ. ฉบับเหล่านี้ แก้ไขมาตราเดียวครับคือมาตรา ๒๕ ตัดคําว่า นอกจาก ออก ซึ่งอยู่ใน ร่าง พ.ร.บ. ที่ส่งมาแล้วนะครับ และเดิมภายใน ๑๒ เดือนก็แก้ไขระเบียบที่เกี่ยวข้องกับ ร่าง พ.ร.บ. ฉบับใหม่ เพราะฉะนั้นโดยสรุปแล้วก็คือว่าหน่วยที่รับผิดชอบก็คือ สพฐ. หรือสํานักงานคณะกรรมการครูและบุคลากรการศึกษาต้องไปทํางาน แล้วกับสํานักงาน คณะกรรมการการศึกษาพื้นฐานทั้ง ๒ หน่วยงานนี้จะเป็นผู้ไปดําเนินงาน โดยหลักการแล้ว เอกสารที่ท่านแจก ก็คือหมายความว่าโดยรวมแล้วหลักการก็คือว่ามีการแก้ไข พ.ร.บ. ดังกล่าวในมาตรา ๒๕ ในระหว่างก่อนที่จะมีการแก้ไขก็ขอให้ ก.ค.ศ. ซึ่งมีอํานาจ ตามมาตรา ๑๗ อยู่แล้ว ตั้ง อ.ก.ค.ศ. วิสามัญ สพฐ. ขึ้นมาเพื่อดําเนินงานบริหารงานบุคคล ใน สพฐ. เพราะฉะนั้นตรงนี้ แล้วก็สาระสําคัญของร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ซึ่งท่านจะเห็นว่าเรามี อยู่ประมาณไม่กี่มาตรา เรามีอยู่ทั้งหมดอยู่ ๖ มาตรา ๗ มาตราครับ มาตราที่สําคัญก็คือ มาตรา ๓ ให้ยกเลิกข้อความเดิมในมาตรา ๒๕ เดิม เป็นข้อความใหม่ ตามมาตรา ๓ ในเอกสารที่แจกให้ท่านแล้วนะครับ ในมาตรา ๔ เขียนไว้ว่า องค์ประกอบของ ก.ค.ศ. สพฐ. ประกอบด้วยใคร อย่างไรบ้าง อยู่ในข้อนี้ ในมาตรา ๕ อํานาจหน้าที่ของ ก.ค.ศ. สพฐ. มีอยู่ ๑๒ ประการ ในมาตรา ๕ เพราะฉะนั้นเมื่อมีคณะอนุกรรมการซึ่งมี เลขาธิการ สพฐ. เป็นประธาน แล้วก็มีรองเลขาธิการ สพฐ. เป็นรองประธาน แล้วก็มี ผู้ทรงคุณวุฒิ รายละเอียดในมาตรา ๔ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็คือร่าง พ.ร.บ. ที่ได้กรุณา เขียนด้วยนะครับ ให้มามีหน้าที่ดังกล่าว ซึ่งเป็นเรื่องที่เดิมนั้น ก.ค.ศ. ใหญ่ โดยท่านประธาน คือท่านรัฐมนตรีเป็นผู้ปฏิบัติ ปัจจุบันนี้เราขอแบ่งหน้าที่ตรงนี้ลงมาให้หน่วยระดับกรมปฏิบัติ อย่างอื่นก็คงไม่มีอะไร เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็จึงเป็นที่มาของการนําเสนอในวันนี้นะครับ ก็เพื่อที่จะให้ที่ประชุมได้เห็นว่าตรงนี้เป็นคานงัดสําคัญในการแก้ไขปัญหา ในการเกลี่ยครู ในการสอบบรรจุ ในการดําเนินการมันเป็นสิ่งที่แปลก คือหน่วยระดับกรม หรือหน่วยระดับ สํานักไม่มีหน่วยงานรับผิดชอบของตัวเองนะครับ เพราะฉะนั้นจึงเป็นที่มาของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ขอเสนอรายงานเรื่องแผนปฏิรูปเร่งด่วนในการ แก้ไขความล่าช้าของการบริหารงานบุคคลของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และมีร่าง พ.ร.บ. แนบมาด้วย เพื่อที่ให้ที่ประชุมแห่งนี้ได้ช่วยพิจารณาเรื่องดังกล่าว ในขั้นต้นผมคงจะชี้แจงเพียงเท่านี้ เพราะว่าเอกสารต่าง ๆ ก็คงได้ส่งไปแล้วนะครับ ขอเชิญ ท่านสมาชิก หรือว่ามีสิ่งใดที่จะซักถามหรืออภิปรายขอเรียนเชิญครับ