กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม บวรเวท รุ่งรุจี สปท. ลําดับที่ ๘๒ ก่อนอื่นคงต้องเรียนท่านกรรมาธิการว่าในส่วนของกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการกีฬา ศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม เรามีความสนใจ ที่จะมีการขับเคลื่อนในเรื่องเกี่ยวกับหลักสูตรการเรียนการสอน ผมขอเรียกรวม ๆ ว่า ด้านสังคมแล้วกัน เพราะว่าชื่อของกรรมาธิการจะยาวมากกว่าในส่วนของเรานั้นซึ่งเป็น หมวดวิชาหลักหมวดหนึ่งใน ๘ หมวดวิชา แต่ของเราจะแบ่งเป็น ๓ หมวดวิชา ก็คือ ด้านศิลปะ ด้านสังคมศึกษาและด้านสุขศึกษาซึ่งรวมพละอยู่ด้วย ใน ๘ นี้จะมีของทาง ด้านสังคมนี้อยู่ ๓ ซึ่งใน ๓ นี้เท่าที่เราได้มีการศึกษาหาข้อมูล แล้วก็เชิญผู้แทนจาก กระทรวงศึกษาธิการมาร่วมชี้แจงนั้น เราก็ทราบว่าใน ๓ หมวดวิชาในแต่ละอาทิตย์ ที่เด็กนักเรียนได้เรียนจะเรียนแค่อาทิตย์ละ ๑ ชั่วโมง คือ ๑ คาบ เพราะฉะนั้นถ้าเราดูว่าใน ๓ หมวดวิชา อาทิตย์ละ ๑ คาบ ในเรื่องของศิลปะซึ่งจะรวมทั้งวาดเขียน ขับร้องดนตรี เล่นดนตรีทุกประเภท สังคมก็จะรวมทั้งประวัติศาสตร์ คุณธรรม จริยธรรม หน้าที่พลเมือง แต่มีเวลาเรียนแค่ ๑ คาบ ใน ๑ อาทิตย์ เพราะฉะนั้นการที่จะทําให้เด็กนั้นมีความใส่ใจ หรือมีความชํานาญงานทางด้านสังคมพื้นฐานนั้น คือถ้ามีก็คงจะน้อยมากในส่วนนั้นนะครับ ซึ่งอันนี้เราได้สอบถามไปทางกระทรวงศึกษาธิการจากผู้แทนเป็นผู้อํานวยการ รู้สึกจะเป็น ผู้อํานวยการหลักสูตรที่จะทําหลักสูตรนะครับ เขาบอกว่าเมื่อไรเมื่อมีการประชุมตัวแทน ของแต่ละหมวดวิชานั้น แต่ละหมวดวิชาจะไม่มีการที่จะลดหรือเพิ่มให้กับวิชาที่ตัวเอง รับผิดชอบ เพราะฉะนั้นใน ๓ หมวดวิชาที่เกี่ยวกับงานทางด้านสังคม ซึ่งเราถือว่าเป็น พื้นฐานที่จะทําให้เด็กเป็นคนดีก็ยังจะต้องอยู่ในสภาพเดิมนะครับ ความรู้ความเข้าใจ ในงานต่าง ๆ ทางด้านสังคมที่จะทําให้เขาสามารถดําเนินชีวิตอยู่ได้ ทําให้สังคมนั้น อยู่เย็นเป็นสุขกันนั้นยากมากในการที่จะทํา และยิ่งไปกว่านั้นการเรียนการสอนทางด้านนี้ เมื่อเขาใช้ที่จะศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา บางคณะไม่นับเอาคะแนนของหมวดวิชาทั้ง ๓ หมวดนี้มาเป็นคะแนนหลักในการเรียนในการสอบเข้าพิจารณาในส่วนนั้น มันยิ่งทําให้ เด็กยิ่งไม่ให้ความสนใจนะครับ – อย่างเมื่อเช้านี้พอดีได้ฟังข่าวที่เพิ่งประกาศผลโอเน็ต (O-NET) ของเด็กระดับประถม กับมัธยมต้นออกมา ที่ปรากฏว่าคะแนนเฉลี่ยทุกหมวดสอบตกหมด คือไม่มีอันไหนเกิน ๕๐ ได้ ๔๙ ได้อะไรต่าง ๆ เหล่านั้นไป แล้วก็เป็นที่น่าสนใจครับว่าคะแนนสูงสุด ๑๐๐ คะแนนมี แต่ต่ําสุดคือ ๐ เพราะฉะนั้นคะแนนเฉลี่ยกลาง ๆ ก็คือ ๔๐ กว่า ๆ ซึ่งจริง ๆ แล้วในโอเน็ต (O-NET) ของระดับมัธยมตอนปลายที่เอนทรานซ์ (Entrance) ก็อยู่ในลักษณะเดียวกัน มีผ่านอยู่หมวดวิชาเดียวคือภาษาไทยถ้าผมจําไม่ผิดจะได้คะแนนประมาณ ๕๙ เปอร์เซ็นต์ ในส่วนนั้น นอกนั้นก็ตกหมด เพราะฉะนั้นเราจะมาปฏิรูประบบการเรียนอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ผมคิดว่าเราจะเอาหลักสูตรของประเทศไหนหรือชาติไหนก็แล้วแต่คงต้องดูว่าคนไทยเรา โดยพื้นฐาน ถ้าเราจะดูว่าการสร้างคนให้เป็นคนนั้นสําคัญมาก เพราะฉะนั้นครูผู้ที่จะสร้าง คนให้เป็นคน ผมว่าเขาต้องได้รับการดูแลหรือให้ความสําคัญมากที่สุด เพราะถ้าครูยังอ่านจาก หนังสือพิมพ์นะครับยังมีหนี้สินกันอยู่ เป็นหนี้เสียอะไรต่าง ๆ อีกกี่เปอร์เซ็นต์เท่านั้นนี่ การที่ ครูบาอาจารย์จะมาให้ความสําคัญกับการเรียนการสอน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ผมคิดว่าเรื่องนี้ คงเป็นเรื่องที่ทําได้ยากเพราะฉะนั้นผมเห็นจะมีวาระที่จะพูดถึงเรื่องการสรรหา การแก้ปัญหาความล่าช้าของการบริหารงานบุคลากรที่จะพูดถึงต่อไปอันนี้เรื่องจริงครับท่าน ผมลงพื้นที่ที่ไปคุยกับ ผอ. โรงเรียนเขาบอกว่าเขารออาจารย์สอนวิชาศิลปะมา ๒ ปี เพิ่งได้ เมื่อไม่เกิน ๔ เดือนนี้ครับ ที่ได้มาสอนวิชาศิลปะ เพราะฉะนั้นก่อนหน้านั้นเขาบอกเขาไม่มี อาจารย์ที่จะสอนพวกนี้ อันนี้ก็เป็นปัญหาอันหนึ่ง เพราะฉะนั้นในส่วนของงานศิลปะงาน อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ซึ่งถือว่าเป็นพื้นฐานของการที่จะทําคนให้เป็นคนนั้น ผมคิดว่ามันคง จะต้องดูในกรอบบริบทที่เราทําอย่างไรนะครับ ที่เราจะทําให้การศึกษาตั้งแต่ระดับประถม ซึ่งผมคิดว่ามันไม่จําเป็นที่จะต้องเหมือนกับระดับมัธยม ในระดับประถมศึกษาเราอาจจะเน้น ในเรื่องเกี่ยวกับเรื่องของทางด้านสังคม เพื่อปูพื้นฐานให้เด็กนั้นมีคุณธรรมจริยธรรม รู้เรื่อง ประวัติศาสตร์จะได้รักชาติอะไรต่าง ๆ ให้มากกว่า พอถึงมัธยมท่านจะว่าอีกระบบหนึ่ง อีกระดับหนึ่งเพื่อเตรียมตัวเด็กที่จะเข้าสู่เอนทรานซ์ (Entrance) นั่นก็อีกแบบหนึ่ง ซึ่งผมคิดว่า มันไม่จําเป็นที่จะต้องเหมือนกันหรือจะทําให้การศึกษาของเรานั้นเก่งสู้กับประเทศอื่นไม่ได้ เพราะฉะนั้นอันนี้คงต้องฝากท่านไว้ว่า ในส่วนของเราเองนั้นเราก็อยากจะเห็นคุณค่าจาก สปช. ที่เคยศึกษา ผมเคยเห็นไดอะแกรม (Diagram) ที่เขาเขียนมาเป็นรูปต้นไม้แล้วบอกว่า เรื่องของสังคมเรื่องของวัฒนธรรมนั้นคือรากแก้วของประเทศ เพราะฉะนั้นถ้ารากแก้ว ไม่เข้มแข็ง มันจะออกกิ่งก้านสาขาใบหรือผลอะไรต่าง ๆ มันก็ไม่สามารถที่จะทําให้ การศึกษาของเยาวชนของเรานั้นเป็นไปได้ด้วยดี ผมมองดูแล้ว คือเราเองนี่มีโรงเรียน อยู่ในกระทรวงศึกษาธิการ ๓๐,๐๐๐ กว่าโรง บางโรงก็ยังอยู่ในสภาพที่มีอาจารย์ ๖ คน ประจําคนละชั้นแล้วสอนทุกวิชา ถ้ามันยังเป็นอยู่ในลักษณะอย่างนี้ ผมคิดว่าบางทีคงต้องแก้ ในส่วนอื่น ๆ ประกอบกันไปด้วยเพื่อจะให้การเรียนการสอนนั้นมีความก้าวหน้าทันเออีซี (AEC) ไม่ใช่ว่าปัจจุบันนี้ภาษาอังกฤษก็ยังคะแนนสอบก็ยังมี ๐ อยู่นะครับในส่วนนั้น เพราะฉะนั้น ผมยังคิดว่าเราคงจะต้องแก้ปัญหาที่มันตอบโจทย์ในส่วนที่จะทําให้คนไทยนั้นเป็นพลเมืองดี มีวินัยเด่นแล้วก็ภูมิใจในความเป็นชาติ แล้วก็มีความรับผิดชอบ ซึ่งอันนี้มันจะผูกพันกัน อีกหลายงานที่เราจะต้องดําเนินการขับเคลื่อนและปฏิรูปต่อไปครับ ขอขอบคุณครับ