อลงกรณ์ แจงเลื่อนประชุมปฏิรูปประเทศ เน้นปลูกฝังเด็กผ่านการศึกษา

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๕ · ๒๙ มีนาคม ๒๕๕๙

อลงกรณ์ พลบุตร แจ้งเลื่อนเวลาการประชุมคณะกรรมการประสานงานการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเป็น 15.30 น. เพื่อให้มีเวลาพิจารณาข้อเสนอสำคัญอย่างรอบด้าน พร้อมเน้นย้ำความสำคัญของการปลูกฝังเด็กให้มีความรัก ความเชื่อ และจิตสำนึกในการช่วยเหลือผู้อื่นผ่านระบบการศึกษา โดยยกตัวอย่างจากโรงเรียนตชด. และเรียกร้องให้ครูและผู้ปกครองร่วมส่งเสริมทักษะ ความรับผิดชอบ และคุณลักษณะที่ดีต่อสังคม ก่อนเชิญผู้เกี่ยวข้องร่วมประชุมและให้บวรเวท รุ่งรุจี ขึ้นกล่าวความเห็นในที่ประชุม

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณมากครับ เผอิญมีรายการขั้นเวลานิดเดียวนะครับ ตามที่ผมได้นัด ประชุมคณะกรรมการประสานงานการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเวลาบ่ายสองโมงวันนี้ เพื่อพิจารณาเกี่ยวกับระเบียบวาระการประชุมของกรรมการประสานงานรวม ๓ ฝ่าย ที่ทําเนียบรัฐบาลในบ่ายวันพรุ่งนี้นั้น ขอเลื่อนเป็น ๑๕.๓๐ น. นะครับ เพราะว่ามีวาระ การพิจารณาที่สําคัญ

ต่อไปขอเชิญ พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก อดีตรองผู้บัญชาการ ตํารวจแห่งชาติ ตอนนี้มีรายชื่อนอกจากท่านพลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ แล้วก็มีท่านบวรเวท นะครับ ถ้าไม่มีเพิ่มเติมก็จะเหลือเพียง ๒ ท่านนะครับ ขอเชิญครับ

พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก : กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ ท่านคณะกรรมาธิการ และสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ กระผม พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หมายเลข ๑๒๔ ท่านประธานและผู้ทรงเกียรติครับ เด็กวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันหน้านะครับ แต่ว่าเด็กก็คือผลิตผล ผลิตภัณฑ์ ถ้าเป็นเรื่องอุตสาหกรรมก็เป็นโพรดักต์ (Product) ของผู้ใหญ่นะครับ ทีนี้สัตว์โลก ที่อยู่ในโลกนี้ สิงสาราสัตว์เขาอยู่ด้วยสัญชาตญาณ แต่มนุษย์ซึ่งเป็นสัตว์ประเสริฐนี่ อยู่ในโลกนี้อยู่ด้วยการเรียนรู้เป็นลําดับวิวัฒนาการมามวลมนุษยชาติ เพราะฉะนั้นการเรียนรู้ หรือการอบรมสั่งสอนนี่เป็นส่วนสําคัญที่สุด ขอบคุณท่านที่ได้อภิปรายหลายท่านว่า เราไม่ทอดทิ้งเด็ก เราต้องกอดเด็ก แล้วอยู่ใกล้ ๆ กับเด็กนะครับ ผมเองขอยกตัวอย่าง โรงเรียนอีกสักส่วนหนึ่งที่อยู่ห่างไกลในชนบท ตั้งมาประมาณ ๖๐ ปีแล้ว เมื่อสักครู่นี้ ผู้อภิปรายก็ได้พูดถึง คือโรงเรียน ตชด. นะครับ อยู่บนป่าเขาลําเนาไพร เด็กเหล่านี้ผมได้ ไปพบไปเห็น ก็อยู่ท่ามกลางความขาดแคลน แต่เขามีหลักปรัชญาตัวใหญ่ ๆ เขียนบนขื่อ บนไม้ที่เก่า ๆ เขียนด้วยปูนกินหมากหรือเขียนด้วยสีสั้น ๆ ว่า เราต้องทําโรงเรียนนี้ให้เด็ก มี ๓ ตัว คือตัวใหญ่ ๆ เขียนว่า ตัวชอบ ตัวเชื่อ แล้วก็ ตัวช่วย ผมเองผมเป็นตํารวจเข้าไป ก็สงสัยว่าน้อง ๆ เหล่านี้ คําว่า ชอบ คืออะไร คือชอบครู รักครู รักโรงเรียนนะครับ อยากอยู่ โรงเรียน แม้ว่าจะอยู่บนหุบเขาห่างไกล จากพ่อแม่มาก็มากินนอนอยู่กับคุณครู เขามี ความชอบ ชอบโรงเรียน ตื่นขึ้น กลางค่ํากลางคืนก็อยากจะอ่านหนังสือ มีความชอบก่อน คือเหมือนกับหลักของพระที่ท่านว่า ต้องมีความฉันทะก่อนให้เด็กนี้ชอบ เหมือนเราที่เราอยู่ ในสังคมเมืองหรือสังคมอะไรต่าง ๆ ก็ตาม เราจะส่งลูกเราไปเรียน โดยทั่วไปอย่างที่เรารู้กัน เรียนตั้งแต่อนุบาล ประถม มัธยม เราเลือกที่จะเรียนโรงเรียนที่เป็นวิชาการ อย่างเช่น ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษว่า อะแคเดมิก (Academic) แกร่งทางวิชาการ เดี๋ยวนี้ต้อง หิ้วกระเป๋าหนัก ๆ หรือบางทีผู้ปกครองก็ต้องช่วยหิ้ว ทําการบ้านเยอะ ๆ นอนดึก ๆ อีกส่วนหนึ่งคือเด็กที่เล่นทั้งวันสนุกสนาน เราไปเห็นเด็กเหงื่อท่วมตัวก็จริง แต่เด็กเหล่านั้น จะมีความสนุกสนานร่าเริง เราถามเด็ก ถามครูว่า ไม่เคยสอนเลยหรือครับ ผอ. ที่มีแนว อย่างนี้ก็จะบอกว่าผู้ปกครองใจเย็น ๆ เด็กพวกนี้มันเอาตัวรอดได้ทุกคน วัน ๆ ก็เล่นดนตรี ฟังดนตรีที่ไพเราะ เล่นกีฬานะครับ เด็กเหล่านี้เขามีทางเลือกชีวิตของเขานะครับ แล้วผมก็ เฝ้าดูติดตามเหล่านี้ ผมดูเด็ก ๆ บางคนชอบศิลปะอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ก็หวนมาเรื่องว่า ชอบ เชื่อ ช่วย นะครับ ชอบ คือ เด็กต้องมีความชอบก่อนนะครับ ทําอย่างไรให้เด็กชอบนี่ก็เป็นศิลปะเป็นศาสตร์ และศิลป์ที่เป็นหน้าที่ของผู้ปกครอง เป็นหน้าที่ของครูบาอาจารย์ที่จะให้เด็กชอบ ผมคง อธิบายแค่นี้ เชื่อ พอชอบแล้วพัฒนาการเข้ามาอีกส่วนก็เชื่อ เชื่อว่าโรงเรียนนี้เป็นสิ่งที่ดี ของเขาของเด็กเหล่านี้จะเป็นบันไดในการสร้างชีวิตของเขา เพราะฉะนั้นเขาต้องเรียนให้เก่ง เรียนให้ดี แล้วก็มีความรับผิดชอบ เพราะเด็กเดี๋ยวนี้เขาตื่นขึ้นมา เก็บที่นอน ปลูกผัก อาบน้ําช่วยตัวเอง มีความรับผิดชอบนะครับ เหมือนอย่างเช่นเราพบว่าในประเทศต่าง ๆ ที่มีคุณภาพชีวิตที่ดี อย่างเช่น ประเทศฟินแลนด์หรือประเทศเยอรมันต่าง ๆ เดี๋ยวนี้ญี่ปุ่น ซึ่งท่านกรรมาธิการท่านรู้ท่านรู้มากนะครับด้านการศึกษามาตัวแบบกว่านี้นะครับ นอกจาก ชอบแล้วยังมีความเชื่อท้ายสุดเขามีความช่วย ช่วยที่จะช่วยครู ช่วยโรงเรียน ช่วยทุกสิ่ง ทุกอย่างที่จะช่วยให้เด็กเหล่านี้มีความรับผิดชอบตั้งแต่เบื้องต้น เมื่อจบไปแล้วก็มีทักษะ นะครับ มีทั้งความรู้ มีทั้งทักษะอย่างที่เราต้องการ ต้องกราบขอบคุณท่านกรรมาธิการ ท่านพูดตอนท้ายว่าให้เป็นเด็กดีมีวินัย ภูมิใจในชาติ แล้วก็มีความรับผิดชอบต่อครอบครัว ชุมชน สังคมและประเทศชาตินะครับ ตรงนี้สําคัญมากนะครับ แต่ทีนี้ผมอยากจะบอกว่า จริง ๆ แล้วการที่เราจะให้เด็กชอบหรือเชื่อหรือช่วยนั้น เราคงไม่เหมือนกับเติมถังไปในสมอง ของเด็กว่าเด็กต้องอย่างนั้นเด็กต้องอย่างนี้นะครับ มันอาจจะเป็นความรู้สึกเก่า ๆ เราได้ยิน เสมอว่าเด็กสมัยนี้เราจะได้ยินคําพูดบอกว่าเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อบ้าง เราเป็นเด็กเราก็เคยได้ยิน พูดบรรพบุรุษ บรรพชนเราอาจจะบอกกับเราว่าเด็กเดี๋ยวนี้ทําไมไม่เอาไหน อ่อนเป็น ตัวละอ่อนอย่างนี้ แต่จริง ๆ ที่เราพูดอาจจะบอกว่าเด็กเดี๋ยวนี้เป็นรุ่นเจนวาย (Gen Y) เจนแซด (Gen Z) อะไรต่าง ๆ เหล่านี้สมองเขาไว สมมุติเราต้องอาศัยเขาเรื่องเทคโนโลยี ต่าง ๆ นี่บางทีเขาไม่ต้องเรียนรู้อย่างเรามาก แต่ทําไมเขาไวสมองเขาไวและเขาสามารถ ทํางานได้ สิ่งเหล่านี้ละครับเราย้อนไปเมื่อสักพันปี ร้อยปี สมมุติขณะนี้เรานั่งหิว เราบอกว่า หิว หิวเดี๋ยวนี้เราก็ต้องไปที่ร้านอาหาร ภัตตาคารที่อาหารอร่อย ๆ แต่เมื่อพันปี หมื่นปี เราบอกว่าหิวต้องออกจากถ้ํานะครับ ออกจากถ้ําก็คือไปหาอาหารไปล่าสัตว์ ผมยกตัวอย่าง มาแค่นี้กระบวนทัศน์ของคนก็ต้องรู้ว่าห้วงเวลาเปลี่ยนไปอะไรต่าง ๆ เปลี่ยนไปนะครับ สิ่ง เหล่านี้ต้องมีการวิวัฒนาการและต้องทันสมัย เพราะฉะนั้นกราบขอบคุณกรรมาธิการ ที่ท่านทํานะครับท่านทําเป็นขั้นเป็นตอนทั้งหมดเลยนะครับ มีการติดตามประเมินผล แต่ผม อยากสรุปสั้น ๆว่าผมเห็นด้วยทุกประการ แต่ขณะเดียวกันผมก็บอกว่าต้องลงมือทําแล้ว ละครับ ท่านเซอร์เวย์ (Survey) มา ๒-๓ เดือนอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ เพราะว่าท่านรู้อยู่แล้วว่า อะไรคือคําตอบขณะนี้นะครับว่าสังคมเราเป็นอย่างไร ผลการศึกษาเราเป็นอย่างไรนะครับ ผมมีเพื่อนเป็นนักการศึกษาพูดเล่น ๆ หรือจริงก็ไม่รู้ว่า เช่นยกตัวอย่างเช่น ประเด็นเล็ก ๆ เช่นว่าบททดสอบโอเน็ต (O-NET) เอเน็ต (A-NET) อะไรนี่ เพื่อนผมเป็นนักการศึกษาคนหนึ่ง อยู่จังหวัดทางต่างจังหวัด เขาเคยสอนอย่างพวกโรงเรียนที่สอนลิงด้วยนะครับ ลิงนี่ มีความสามารถในการจับปากกาอะไรต่าง ๆ เหล่านี้เขาก็เอาเด็กมา ๑๐ คน แล้วก็ลิงสัก ๔-๕ ตัวนะครับ แล้วก็ให้เด็กเริ่มเอาแบบทดสอบอย่าไปบอกว่าโอเน็ต (O-NET) เอเน็ต (A-NET) เลยนะครับ ให้ลิงชุดหนึ่งและให้เด็กชุดหนึ่ง ปรากฏว่าให้ลิงทําจับเวลาพร้อมกับเด็กแล้วก็ รีบมาประมวลผล ปรากฏว่าอันนี้จริงหรือเท็จไม่ทราบนะครับว่าลิงนี่ได้คะแนนมากกว่าเด็ก นะครับ ลิงนี้ได้คะแนนมากกว่าเด็ก ทีนี้อาจจะเป็นเรื่องของจริงหรือไม่จริงก็ตาม แต่ว่า เราต้องอยู่บนเชิงประจักษ์เชิงของความเป็นจริงว่าอะไรต่าง ๆ เหล่านั้นเราควรจะทําได้อย่างไร แล้วเราเป็นสังคมไทยการเรียนรู้ที่ผมบอกว่าชอบให้เด็กชอบ ให้เด็กเชื่อ ให้เด็กช่วยนั้น มันต้องอยู่บนความอิสระแล้วก็การหล่อหลอมที่เป็นจริงนะครับเชิงประจักษ์ สิ่งนี้อาจจะ เป็นสิ่งที่กว้างขวาง ผมเองก็ต้องกราบขอบคุณคณะกรรมาธิการที่ได้ช่วยคิดพยายามขมวด ให้ไปสู่หลักปฏิบัติที่เป็นจริง แต่ผมอยากจะฝากสั้น ๆ ไว้ ซึ่งผมนั่งคิดเมื่อสักครู่นี้มี ๕ ประการสําหรับการศึกษานะครับว่าสิ่งที่เราจะต้องปฏิรูปทั้งทางสังคมและการเรียนรู้ เพื่อก้าวสู่สังคมแห่งปัญญานะครับที่ท่านผู้อภิปรายหลายคนท่านก็พูดว่าให้มีความฉลาด ทางปัญญาวิสดอม โนว์เลดจ์ เบส โซไซตี (Wisdom Knowledge-based Society) นะครับ สิ่งเหล่านี้ก็คือผมขอนําเสนอสั้น ๆ เพื่อเป็นการเสริมและเป็นทางเสริมอีกทางหนึ่งก็คือว่า ๑. ขอให้การดําเนินการในครั้งนี้ผนวกไปด้วยการรณรงค์ให้เป็นคนดีในวงกว้างเข้าถึง ทุกกลุ่มเป้าหมายด้วย คือนอกจากให้เด็กเป็นตัวตั้งที่สําคัญแล้ว ผู้ปกครอง ครูบาอาจารย์ คนทุกคนในสังคมต้องมาช่วยกันนะครับ ๒. ก็คือที่เขียนมาทั้งหมดนี่ผมว่าดีนะครับ แต่บางส่วนผมคิดว่าลงให้เกิดเป็นรูปธรรมเลยจับต้องง่ายครับ อย่างเช่นเมื่อผู้อภิปรายเมื่อสักครู่พูดถึงเรื่อง ขออนุญาตเป็นภาษาอังกฤษว่า เอนเตอร์เทนเมนต์ เอดูเคชัน (Entertainment Education) คืออย่างเช่น ท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่าคนที่ สร้างภาพยนตร์เก่ง ๆ เราดูจากเกาหลีหรืออะไรต่าง ๆ เหล่านี้ เขาได้เอาวัฒนธรรมมาผสม กับความรักชาติได้อย่างจับต้องได้นะครับ ผู้กํากับที่เก่ง ๆ มีคนครีเอทีฟ (Creative) เก่ง ๆ สามารถจินตนาการสร้างบทภาพยนตร์ เหมือนอย่างเช่นผมเคยอภิปรายเมื่อช่วงก่อนนี้ว่า หลายชาติได้สร้างภาพยนตร์ให้คนในชาติรักชาติแล้ว เกิดเป็นภาพยนตร์ระดับโลก ทําให้ เกิดความซึมซับเข้าไปในกระบวนความคิดของคน แล้วก็เกิดการในเชิงปฏิบัติแบบเป็นอิสระ แล้วความรักที่แท้จริงนะครับ ก่อให้เกิดการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมเป็นมรรคผลนะครับ อันที่ ๒ ก็คือว่าเริ่มจากจับต้องได้แล้ว ขอให้ท่านจัดลําดับ ในเรื่องที่เขียนไว้นี่ เขียนดีมากแล้วครับ แต่ขอให้จัดลําดับเรื่องว่าอะไรขึ้นก่อนขึ้นหลัง แล้วควรจะลงมือทําเหมือนกับนักฟุตบอล นะครับต้องคิกออฟ (Kick off) ไปเลยครับ คือเราไม่ต้องรอแล้วครับผม อันที่ ๔ ก็คือว่า ที่ประเมินผลเราได้พูดถึงเรื่องประเมินผลในส่วนอื่นนะครับจําเป็นต้องประเมินผล และติดตามทุกระยะ ๆ เพื่อปรับปรุงและพัฒนาให้ดีขึ้นนะครับ เพราะว่าสังคมอันนี้ต้องอยู่ เพื่อวันหน้า เพราะฉะนั้นต้องปรับปรุงให้ดีขึ้น แล้วท้ายที่สุดครับบอกไว้ก็คือว่าต้องมีความ ต่อเนื่องครับ ผมพูดพื้นฐานเพราะว่าการศึกษาบอกไปแล้วว่าบางทีมันต้องค่อย ๆ ปลูก ค่อย ๆ เป็นไปเราจะปุ๊บปั๊บ ๆ ไม่ได้ แต่ว่ามันต้องลงมือทําทันทีครับ ลงมือทําทันทีแล้วไปสู่ ข้อ ๕ คือมีความต่อเนื่องครับ กราบขอบคุณท่านประธานครับ ขอบคุณครับ

ต่อไปเป็นท่านสุดท้ายนะครับเท่าที่ส่งรายชื่อมา ขอเชิญท่านบวรเวท รุ่งรุจี ซึ่งเป็นอดีตอธิบดีกรมศิลปากร หลังจากนั้นกรรมาธิการจะชี้แจงก่อนลงมติ