กษิต ชูปฏิรูปการศึกษา เน้นท้องถิ่นดูแล ครูเข้ม ยันเรียนรู้ตลอดชีวิต

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๕ · ๒๙ มีนาคม ๒๕๕๙

กษิต ภิรมย์ หารือการปฏิรูปการศึกษาเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และปัญญาในเยาวชน เน้นย้ำการยกระดับคุณภาพครูเพื่อรองรับเศรษฐกิจสร้างสรรค์และเศรษฐกิจดิจิทัล พร้อมเสนอให้ผลักดันการบริหารจัดการการศึกษาให้เป็นอำนาจของท้องถิ่นและชุมชน โดยส่วนกลางทำหน้าที่กำกับมาตรฐานและหลักสูตร รวมถึงสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิตผ่านความร่วมมือระหว่างรัฐและภาคเอกชน พร้อมเรียกร้องให้ทบทวนการจัดตั้งหน่วยงานใหม่และปรับยุทธศาสตร์การศึกษาให้สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประเทศ

นายกษิต ภิรมย์

ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สปท. เบอร์ ๗ เมื่อพูดเสร็จแล้วผมขอลาไปด้วย เพราะต้องไปเป็นประธานพิธีศพ เลยอยู่ลงคะแนน ไม่ได้ แต่ไม่ใช่มาตีหัวแล้วก็วิ่งออกไปนะครับ ท่านประธานครับ ในช่วง ๒ เดือนที่ผ่านมาแล้ว ก็โดยเฉพาะเมื่อวานนี้ เรากําลังพูดเรื่องความสร้างสรรค์ การประดิษฐ์นึกคิดและก็การวิจัย ในสังคมไทย ขอใช้ภาษาอังกฤษคําว่า ครีเอทิวิตี (Creativity) หรือว่า ครีเอทีฟอีโคโนมี (Creative Economy) เพราะเราต้องการจะหลุดพ้นออกจากสภาพของการอยู่ในกับดัก ขึ้นไม่ได้ลงไม่ได้ ทางด้านองค์ความรู้ ทางด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี แล้วก็การผลิตทางด้าน อุตสาหกรรมทางการเกษตรต่าง ๆ แล้วก็เราจะมุ่งให้สังคมไทย นอกจากเป็นโนว์เลดจ์เบส (Knowledge Base) สังคมแห่งความรู้ เข้าใจว่าอีกสัปดาห์สองสัปดาห์หน้า ทางคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจคงจะเอาเรื่องของการพัฒนาดิจิทัลอีโคโนมี (Digital Economy) เข้ามาพูดกัน เพราะฉะนั้นเราก็จะมีเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจ เพื่อสังคม เศรษฐกิจแห่งความสร้างสรรค์ทางด้านวัฒนธรรมความคิดค้น เศรษฐกิจทางด้าน ดิจิทัล (Digital) เพราะฉะนั้นคําถามก็คือ แล้วระบบการศึกษาของเราจะไปในทิศทางนั้น หรือไม่อย่างไร ในขณะเดียวกันพวกเราที่นั่งอยู่ในห้องนี้ส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธนะครับ และสิ่งแรกที่พระพุทธเจ้าท่านอบรมสั่งสอนกันมา ๒๕๐๐-๒๖๐๐ ปี ก็เรื่องต้องทําให้บุคคล มีปัญญา จะมีปัญญาได้จะต้องมีความรู้ แล้วก็คําสั่งสอนขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้ายังมี ความเป็นจริงใช้ไปได้ ณ วันนี้ แล้วก็คิดว่าคงจะตลอดกาล ควบคู่กับการที่เรามีความจําเป็น ที่จะต้องเสริมสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ แต่ว่าเอกสารที่อยู่ต่อหน้าผม เรื่องแผนปฏิรูปเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาความล่าช้าการบริหารงานบุคคลของสํานักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากร ทางการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... แล้วก็ในเรื่องของการศึกษาตลอดชีวิต แล้วก็ที่สําคัญคือ การปฏิรูประบบการเรียนรู้เพื่อสร้างคนไทยให้เป็นพลเมืองดี วินัยเด่น คนดี มีวินัย ภูมิใจ ในชาติ มีความรับผิดชอบต่อครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ ผมคิดว่ามันไม่ค่อย ครบนะครับ มันมีอะไรหาย ๆ ไป ก็คือเรื่องของปัญญา เรื่องขององค์ความรู้ เรื่องของความ เป็นเลิศในวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ผมไม่ต้องการที่จะผลิตเด็กมาเพื่อให้เป็นปลาซาร์ดีน ในกระป๋อง หันซ้ายหันขวามีวินัย แต่ว่าไม่มีความนึกคิดสร้างสรรค์เป็นตัวของตัวเอง หรือภาษาอังกฤษผมขอใช้คําว่า ครีเอทีฟทิงกิง (Creative Thinking) ความคิดที่มันสร้างสรรค์ รู้ผิดรู้ชอบ แล้วก็โดยปริยายก็จะมีวินัยของการไม่เอาเปรียบสังคม ไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น ผมไม่ต้องการที่จะให้สังคมไทยเป็นทหารเข้าแถว ผมต้องการให้เยาวชนไทยทุกคนมีความ เป็นเลิศทางสติปัญญาทางองค์ความรู้ คิดได้เอง ทําได้เอง ประพฤติได้เองเป็นสําคัญ แล้วก็ สามารถที่จะควบคุมตนเอง และเป็นคนที่มีวินัยมีความภูมิใจในชาติ แล้วก็มีความรับผิดชอบ ต่อครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ ผมคิดว่าเรามาตั้งต้นกันให้ถูกต้องได้ไหมครับ ๒ ประเด็นด้วยกันว่าเราจะปฏิรูปขับเคลื่อนการศึกษานั้นเพื่อความเป็นเลิศของเยาวชนไทย เป็นอันดับหนึ่ง แล้วอันที่ ๒ ก็แน่นอน เขาจะต้องมีความประพฤติที่ดี ก็อยากจะขอให้ทาง กรรมาธิการได้กรุณาได้ทบทวนด้วย ว่ามันจะตั้งประเด็นที่พลเมืองดีที่มีความรู้มีสติปัญญา มีคุณธรรมมีศีลธรรม มากกว่าที่จะให้พลเมืองดี มีวินัย เป็นคนดีมีวินัย ผมว่าเรื่องวินัย มันมาทีหลังครับ ถ้าเผื่อเราขัดเกลาเยาวชนของเราให้เป็นเรื่องเป็นราวตั้งแต่ต้น คราวนี้ จะขัดเกลาเยาวชนของเราได้ครูต้องเป็นเลิศครับ ณ วันนี้เรามีครูอยู่แล้ว ๔๐๐,๐๐๐ คน เรามีความจําเป็นที่จะต้องเพิ่มทักษะของคุณครูของเราให้ไปรองรับครีเอทีฟอีโคโนมี (Creative Economy) เศรษฐกิจอันสร้างสรรค์ของประเทศไทยอีก ๑๕-๒๐ ปีข้างหน้า อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญยิ่ง ในขณะเดียวกันจะมีครูที่จะเกษียณอายุภายใน ๒-๓ ปีข้างหน้าประมาณ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ คนเท่าที่ผมทราบ เราจะต้องรับครูใหม่เข้ามาอีกหลายแสนคน และเรา จะฝึกอบรมครูกันอย่างไรให้ครูมีความเป็นเลิศในสติปัญญา องค์ความรู้ รองรับเศรษฐกิจ สมัยใหม่ของประเทศไทยที่จะเป็นอนาคตของประเทศไทยได้ เพราะฉะนั้นเราต้องวางระบบ การศึกษา หลักสูตรทั้งหมด แต่ว่าเราต้องเตรียมคุณครู และผมคิดว่ากระทรวงศึกษาธิการ มีหน้าที่ ๒-๓ เรื่องเท่านั้นเอง ๑. คือผลิตครูนะครับ แน่นอน ผ่านทางคณะครุศาสตร์ แต่ว่า ที่กระทรวงศึกษาธิการจะต้องทําคือจะต้องเป็นผู้กําหนดมาตรฐานของการเป็นครู หรือว่า วิธีการสอนของคุณครู จะเป็นในระดับอนุบาล ประถม มัธยม ไปถึงมหาวิทยาลัย คือต้องเป็น ผู้ที่จะต้องออกไลเซนส์ (License) บัตรอนุญาตถึงแม้ว่าครูคนนั้นจะจบปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก ไม่สําคัญครับ ถ้าเผื่อจะเป็นครู ไปเป็นอาจารย์ ต้องมาผ่านโรงเรียนฝึกอบรม การเป็นครูผู้สอนโดยมาตรฐานและก็หลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการเป็นสําคัญ อันนั้น ผมคิดว่าน่าจะเป็นเรื่องของการปฏิรูปที่สําคัญยิ่ง

อันที่ ๒ ก็วางมาตรฐานและหลักสูตรต่าง ๆ แต่ว่าการบริหารจัดการ ขอให้ เป็นเรื่องเอกชน ขอให้เป็นเรื่องของชุมชน แล้วก็ขอให้เป็นเรื่องของท้องถิ่น ไม่มีความจําเป็น ที่จะต้องมีข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการอยู่ในต่างจังหวัดครับ ท่านนั่งทํางานกันอยู่ ที่ส่วนกลางที่กรุงเทพฯ ดูในเรื่องของส่วนกลางคือครู หลักสูตร มาตรฐาน ความดีความชอบ ก็ว่ากันไป แต่ว่าการบริหารจัดการควรจะเป็นเรื่องของท้องถิ่น จะได้แบ่งแยกงานกันให้ชัด คู่ขนานกันไปนะครับ แทนที่จะเอาอํานาจไปอยู่ที่ส่วนกลางนะครับ และผมว่าทั้งหมดนี้เป็น เรื่องของการบริหารจัดการภายในกระทรวงศึกษาธิการให้มันกระชับ มันก็ยังวนอยู่ใน กระทรวงศึกษาธิการ แต่เอาที่เป็นประเทศที่เขาพัฒนาแล้ว คู่ขนานกันไปกับหน่วยงานส่วนกลาง เขาจะเสริมสร้างความเข้มแข็งของสมาคมผู้ปกครอง สมาคมผู้ปกครองในแต่ละจังหวัด ควรจะเป็นผู้ที่จะกํากับวิธีการบริหารจัดการของสถาบันการศึกษาทุกระดับในจังหวัดนั้น ๆ เพราะว่าผู้ปกครองเขาต้องห่วงใยลูกหลานของเขา และเขาต้องเป็นผู้กํากับการดําเนินงาน ของโรงเรียนนั้น ๆ ด้วย ส่วนที่ส่วนกลางไม่เป็นอะไรครับ จะมีรัฐสภา ส.ว. ส.ส. ที่จะกํากับ การดูแลของคณะรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นสําคัญ

ส่วนประเด็นสุดท้าย การศึกษานอกโรงเรียน ก็จะตั้งหน่วยงานกันอีกแล้ว เอาเป็นอย่างนี้ได้ไหมครับ ผมก็ไปสิงคโปร์หลายครั้ง แล้วก็แน่นอนไปสิงคโปร์ออกมาจาก สนามบินแล้วก็ขึ้นแท็กซี่เพราะมันปลอดภัย รวดเร็ว ก็คุยกับคนขับแท็กซี่ว่าทําอะไรบ้าง เขาบอกว่าช่วงว่างเขาอยากจะเรียนคอมพิวเตอร์ อยากจะเรียนภาษาไทย เขาก็ทําได้ เพราะว่ากระทรวงศึกษาธิการหรือว่ารัฐบาลของสิงคโปร์เขาส่งเสริม อยากจะเรียนอะไร ที่มันนอกโรงเรียน อยากจะเรียนเพิ่มเติมทักษะ หรือว่าชราแล้ว เกษียณอายุมาแล้วอยากจะ เรียนอะไรก็ได้ที่สิงคโปร์ รัฐบาลเขาให้เรียนฟรี หรือว่าเขาจะคิดค่าเล่าเรียนนิดหน่อย แต่ว่ากระทรวงศึกษาธิการของสิงคโปร์เขาไม่ไปตั้งโรงเรียนเองครับ เขาวางมาตรฐาน กฎเกณฑ์ให้มีโรงเรียนเอกชนรับเงินจากรัฐบาลสิงคโปร์ ๘๐-๙๐ เปอร์เซ็นต์ และอีก ๑๐ เปอร์เซ็นต์จากผู้ที่สมัครเรียน ไปดําเนินการ แล้วก็จัดการการฝึกอบรม จะเป็นวาดรูป นวดแผนโบราณอะไรต่าง ๆ นี้ โดยโรงเรียนหรือว่าสถาบันเอกชนที่มีมาตรฐานกลางของ กระทรวงศึกษาธิการของสิงคโปร์ แล้วก็มีระบบการตรวจสอบว่าด้วยซึ่งมาตรฐาน มันก็เป็น การส่งเสริมธุรกิจเอกชนภายใต้การกํากับดูแลอย่างเข้มงวดของทางฝ่ายรัฐ กระทรวง ศึกษาธิการก็ไม่ต้องขยายอัตรา ไม่ต้องมีหน่วยงานขึ้นมาใหม่ เพราะมีหน้าที่ในเรื่องของ การบริหารเงินส่วนหนึ่ง แล้วก็ดูแลเรื่องหลักสูตรแล้วก็มาตรฐานให้มันเป็นความสากล ในขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้ประชาชนพลเมืองของสิงคโปร์ทุกคนได้เรียนหนังสือ นอกโรงเรียนทั่ว ๆ ไป หรือว่าคนขับแท็กซี่ของผมที่ได้คุยด้วยเขาก็จบแค่มัธยม ๖ แต่ตอนนี้เขาอยากจะเพิ่มทักษะอยากจะมีปริญญาตรี เสาร์ อาทิตย์ หรือว่าวันที่เขาหยุด เขาก็ไปทําได้ แล้วมันก็ไม่เป็นภาระกับเขา เพราะเขาเสียค่าป่วยการหรือค่าเล่าเรียน เล็ก ๆ น้อย ๆ เพราะส่วนใหญ่รัฐบาลเป็นคนที่กําหนดให้ เพราะฉะนั้นทั้งหมดนี้ท่านประธานครับ ผ่านไปยังท่านประธานกรรมาธิการว่าเรามาดูกันในภาพกว้าง แล้วก็ดูสิว่าเราจะต้องปฏิรูป การศึกษาของเราอย่างจริงจังเพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางของประเทศไทยที่จะเป็น ประเทศพัฒนาแล้วภายใน ๑๕-๒๐ ปีข้างหน้า ที่องค์ความรู้ระบบดิจิทัล (Digital) ระบบเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ เหล่านี้เป็นเรื่องที่สําคัญ แล้วเราก็ต้องปรับกระบวนยุทธ์ ของสังคมไทยเริ่มที่เยาวชน แล้วก็คุณครูตั้งแต่บัดนี้แล้วก็วันนี้นะครับ แล้วเราจะได้ไม่มา ยุ่งเกี่ยวมากนัก เกี่ยวกับว่าเราจะจัดกระบวนการบริหารภายในกระทรวงศึกษาธิการอย่างไร ตั้งหน่วยงานใหม่ไหม มีงบประมาณไหม ผมคิดว่าเราต้องมาทบทวนวิธีการทํางานของเรา ในการที่จะปฏิรูปแล้วก็ขับเคลื่อนการศึกษาของประเทศไทยครับ ขอกราบขอบพระคุณ ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ