พหล สง่าเนตร เสนอการปฏิรูปการเรียนรู้ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเรียนรู้และความเคารพต่อครู พร้อมทั้งเสนอแผนปฏิรูปการเรียนรู้ที่ครอบคลุม 7 ประเด็น และมีส่วนร่วมจากนักเรียน ครู และประชาชน โดยหวังว่าจะสร้างคนไทยให้เป็นพลเมืองดี
กราบเรียนท่านประธานสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพและเพื่อนสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ที่เคารพรักทุกท่านนะครับ กระผม พลเอก พหล สง่าเนตร สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ ลําดับที่ ๑๐๖ ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการปฏิรูประบบการเรียนรู้ ขอรายงาน ให้ทราบถึงการปฏิรูประบบการเรียนรู้ของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการศึกษานะครับ
ในสภาแห่งนี้เราพูดกันเสมอว่าเราอยากคุยเรื่องใหญ่ เรื่องที่ผมพูดวันนี้ นี่คือ หน้าที่หลักของกระทรวงศึกษาธิการ เรื่องการเรียนรู้เป็น ๑ ใน ๓ วาระปฏิรูปด้านการศึกษา ครอบคลุม ๗ ประเด็นปฏิรูป นักเรียน ๗,๐๐๐,๐๐๐ คน โรงเรียน ๓๐,๐๐๐ กว่าโรง ครู ๔๐๐,๐๐๐ คน คนนอกเวทีอีกประมาณ ๔๐ ล้านคน เพราะฉะนั้นเรื่องนี้น่าจะไม่เล็ก สําหรับวันนี้
หน้าต่อไปพูดถึงเรื่องการศึกษา ทุกครั้งที่ได้ยินบทสวดบทนี้ผมขนลุกทุกครั้ง แม้แต่เดี๋ยวนี้ก็ตามนะครับ มันมีพลังอย่างบอกไม่ถูก น้อมรําลึกถึงพระคุณของบูรพาจารย์ และปัจจุบันอาจารย์ทุกท่านนะครับ แต่ไม่น่าเชื่อเมื่อประมาณ ๒ ปีที่ผ่านมาบทสวดบทนี้ ทําให้ผมรู้สึกที่ผิดแปลกไป จะว่ารู้สึกโกรธก็อาจจะรุนแรงไป รู้สึกไม่พอใจที่เห็นเด็กบางคน ในระดับประธานนักเรียนด้วยซ้ํากล่าวว่า วันไหว้ครูไม่มีความสําคัญอะไรเลย ๆ เพราะครู ไม่ได้รักเด็ก ผมก็ไม่ได้รักครู มีทําไมวันไหว้ครู เพราะฉะนั้นผมจึงถือเป็นภาระสําคัญที่ทําให้ คําไหว้ครูอันนี้ยังคงความศักดิ์สิทธิ์ต่อไปในอนาคต
ต่อไปครับ อีกไม่กี่วันครับสัปดาห์หน้าจะครบ ๒๓๔ ปีของการสถาปนา กรุงเทพมหานครอมรรัตนโกสินทร์ โดยสมเด็จพระปฐมบรมมหาต้นกษัตริย์แห่งพระบรมราช จักรีวงศ์นะครับ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช สมัยพระองค์ท่านนานมาแล้วเราคง ไม่ทราบหรอกว่าเรื่องนั้นสมัยนั้นเกิดอะไรขึ้น นอกจากติดตามเอาจากเหตุการณ์ ในประวัติศาสตร์หรือบทกวีที่เขียนในสมัยนั้น จากบทโคลงนิราศนรินทร์ เราทราบทันทีว่า เมื่อพระองค์ทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ สิ่งแรกที่ทําควบคู่กันคือสร้างคน บังอบายเบิกฟ้า ฝึกฟื้นใจเมือง อยุธยายศยิ่งฟ้า ลอยสวรรค์ แลฤา สิงหาสน์ปรางค์รัตน์บรร-เจิดหล้า บุญเพรงพระหากสรรค์ ศาสน์รุ่ง เรืองแฮ บังอบายเบิกฟ้า ฝึกฟื้นใจเมือง นี่คือสิ่งที่พระองค์ ท่านทรงนึกถึงในการสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ คน สร้างจิตใจของคนครับ อีก ๓ วัน ๑๒๔ ปี ของการสถาปนากระทรวงธรรมการ พระบาทสมเด็จพระปิยมหาราช พระบิดาแห่งการปฏิรูป การศึกษาไทยทรงมีพระราชดําริเรื่องการศึกษาไว้อย่างไรบ้าง มีมากมายหลายที่หลายกัณฐ์ แต่ว่าในที่นี้จะขอยกบทโคลงพระราชนิพนธ์ที่พระราชทานให้กับสมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ ในช่วงที่พระองค์ท่านจะเสด็จไปยุโรป ท่านพูดถึงการศึกษาและคุณความดีของคนไว้ชัดเจน นะครับ ฝูงชนกําเนิดคล้าย คลึงกัน ใหญ่ย่อมเพศผิวพรรณ แผกบ้าง ความรู้อาจเรียนทัน กันหมด ยกแต่ชั่วดีกระด้าง ห่อนแก้ฤาไหว เกิดมาไม่ต่างกันเท่าไร เรียนเดี๋ยวก็ทันกัน แต่ความดีความชั่วนั้นสําคัญที่สุด ทําให้คนต่างกัน
ต่อไปครับ พระมหากษัตริย์ผู้ทรงพระมหากรุณาธิคุณยิ่งใหญ่แก่พสกนิกร ชาวไทยในปัจจุบัน พระผู้เป็นพระบิดาของการพัฒนาประเทศทรงกล่าวไว้ว่า การทําให้ บ้านเมืองมีความปกติสุขเรียบร้อย อยู่ที่การส่งเสริมคนดี ให้คนดีปกครองบ้านเมือง จากพระราชดํารัสหรือบทโคลงบทกวีต่าง ๆ ที่ยกมานั้นยืนยันตรงกันว่าการสร้างคนนั้น ต้องการคนดีก่อนเพื่อน ทําไมเราถึงต้องมาพูดตรงนี้ เพราะในคณะของผมมีโจทย์อยู่ ๒ ข้อ คือต้องสร้างคนและคนเก่ง คําถามคือว่าเราจะสร้างไปด้วยกันหรือสร้างอะไรก่อนอะไรหลัง ทุกอย่างเป็นความเร่งด่วนของประเทศทั้งคู่ แต่เมื่อเราได้ศึกษาย้อนไป ๒๓๔ ปีของ กรุงรัตนโกสินทร์เราก็พบว่าคนดีสําคัญที่สุดนะครับ เราต้องการให้คนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ มีความรับผิดชอบ ถ้ามีคนภูมิใจในชาติเราคงไม่มี ปัญหาคนขายชาติเหมือนในละครเรื่องชาติพยัคฆ์ ต้องขออนุญาตพูดถึงละครทีวี เพราะท่าน นายกรัฐมนตรีท่านสั่งให้ผมดูนะครับ ท่านสั่งให้ดูเรื่อง วัยแสบสาแหรกขาด อันนั้นก็เป็น เรื่องของครอบครัวที่ไม่ได้ดูแลครอบครัว ไม่ดูแลลูกหลานของตัวเองนะครับ เพราะฉะนั้น การปฏิรูปของคณะอนุปฏิรูปการเรียนรู้ จึงเป็นการปฏิรูปทั้งกายภาพ ปัญญาความคิด และจิตวิญญาณไปด้วยกันเพื่อสร้างคนไทยให้เป็นคนดีมีวินัย ภูมิใจในชาติ รับผิดชอบ ต่อครอบครัว ชุมชน สังคมและประเทศชาติ มีปัญหามากมายครับจากคนดีไม่มีวินัย ดูจาก วัยแสบสาแหรกขาดก็คงดูได้ ปัญหารถเบนซ์ รถเฟอร์รารี่ ปัญหาที่จะตามมาในวันที่ ๑๓ เมษายน วันที่ ๑๔-๑๕ เมษายน ก็เรื่องเดียวกันเรื่องไม่มีวินัย ปัญหาผลการสอบโอเน็ต (O-NET) ที่ดีขึ้นในรอบ ๗ ปีที่ผ่านมาแต่ยังตกทุกวิชาอยู่ ก็สรุปเป็นเหมือนกันว่าเป็นเรื่อง ของวินัยในการศึกษาเล่าเรียนนะครับ ทั้งหมดนี้มีปัญหามาจากอะไร ทําไมคนไทยไม่มีวินัย ปัญหามี ๒ ส่วนเท่านั้นละ คือภายนอกกับภายใน ภายนอกก็ตั้งแต่ใหญ่ลงมาเล็ก มีคณะอนุ กรรมาธิการของผมแนะนําว่าไม่ควรอ่านถ้อยคําที่เขียนให้ครบถ้วน ผมก็จะพยายามเว้นนิด ๆ สังคมไม่ดูแล นี่คือปัญหาข้อแรก พ่อแม่ไม่อบรมสั่งสอน แล้วก็ตัวเองได้รับการปลูกฝัง แล้วก็ไม่ใส่ใจ ไม่ซึมซับ ก็เป็นปัญหาง่าย ๆ แต่มันเป็นปัญหาจริง ๆ ที่เกิดขึ้นนะครับ ทั้งภายนอกและภายใน เราจึงคิดว่าวิธีแก้ปัญหาก็คือต้องแก้ตรงจุดเหล่านั้นทั้งภายนอก และภายใน คือปฏิรูปสังคมและปฏิรูปการเรียนรู้ ในส่วนปฏิรูปสังคมนั้นหมายถึงการปฏิรูป ทั้งครอบครัว สถานศึกษา ที่ทํางานและสังคมทั่วไปเพื่อให้สังคมเกิดความตระหนักรู้เห็น คุณค่า เห็นความจําเป็นที่จะต้องมีการสร้างสรรค์ส่งเสริมดูแล กํากับดูแลเกี่ยวกับความเป็น คนดีของชาติ การปฏิรูปการเรียนรู้ทําทั้ง ๒ ส่วน ทั้งส่วนที่เป็นวิธีการเรียนรู้และส่วนที่เป็น องค์กรรับผิดชอบการเรียนรู้ หลีกเลี่ยงไม่ได้ คือต้องแตะองค์กรที่เกี่ยวข้อง เมื่อมีการปฏิบัติ ที่ไม่ถูกต้องมันมีทั้งวิธีที่ปฏิบัติและหน่วยงานที่รับผิดชอบที่ต้องรับผิดชอบร่วมกัน เราได้มี ข้อเสนอแนะในการปฏิรูปโครงสร้างและระบบงานของกระทรวงศึกษาธิการเพื่อให้มีหน่วยงาน รับผิดชอบการเรียนรู้ที่ต่อเนื่องตลอดชีวิต มีการจัดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในเขตพื้นที่ ในระดับโรงเรียน มีการบูรณาการทุกภาคส่วนอย่างจริงจัง เพราะเชื่อว่าการเรียนรู้นั้นในห้องเรียน ไม่เพียงพอนะครับ ส่วนระบบการเรียนรู้ก็ได้มีการปฏิรูปทั้งหลักสูตร กระบวนการเรียนรู้ เทคนิค วิธีการเรียนรู้ การวัดผล รวมทั้งครูที่เหมาะสมกับการเรียนรู้ที่ต้องการสร้างคนไทย ให้เป็นพลเมืองดี มีวินัยเด่น ในการปฏิรูปทั้งหมดนี้จะเกิดสิ่งที่ตามมาคือบุคคลต้นแบบ ของสังคมในทุกระดับ ต้องมีการแก้พระราชบัญญัติหรือกฎหมายที่เกี่ยวข้อง แล้วก็ต้องมีการ ตรวจสอบทดสอบความถูกต้อง แล้วถึงจะไปสู่ขั้นการขับเคลื่อน รวมพลังขับเคลื่อนกับ กระทรวงศึกษาธิการและภาคประชารัฐ เมื่อเราคิดถึงแนวทางที่จะปฏิรูปแล้วก็ต้องสร้าง เครื่องมือที่จะใช้ในการที่ปฏิรูป คือเครื่องมือที่จะปฏิรูปสังคมและเครื่องมือที่จะปฏิรูป การเรียนรู้นะครับ เราแบ่งการทํางานออกเป็น ๓ ขั้นตอนในการเตรียมเครื่องมือ โดยขั้นแรก จะเป็นการปรับสภาพแวดล้อมและโครงสร้างของกระทรวง ศึกษาธิการ ปรับสภาพแวดล้อม ที่เราทําโดยการพบปะเจรจาเพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกันว่าสิ่งสําคัญที่จะเกิดขึ้นคืออะไร กําลังจะทําอะไรเพื่ออะไร ต้องการให้สังคมมีส่วนร่วมอย่างไรบ้าง และโครงสร้างกระทรวง ศึกษาธิการก็มีปรับที่เสนอการแก้ไขเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพดังที่กล่าวมาแล้ว ในส่วนที่ ๒ ซึ่งอยู่ในขั้นปัจจุบันนี้มีการพัฒนาระบบต้นแบบ ซึ่งมีทั้งเรื่องของการเรียนรู้ เรื่องของครู และเรื่องของการสร้างสรรค์สังคม ในเรื่องของโครงสร้างกระทรวง ศึกษาธิการนั้น เราได้ ดําเนินการใกล้ชิดกับกระทรวงศึกษาธิการมาโดยตลอด แต่ ๑ อาทิตย์ก่อนที่เราจะนําเสนอ ในที่นี้กระทรวงศึกษาธิการได้นําข้อคิดเห็นที่ร่วมกันนั้นเอาไปประกาศเป็นมาตรา ๔๔ เรียบร้อยแล้วในบางส่วน เราจึงเขียนเฉพาะข้อเสนอที่เราได้คุยกันไว้เท่านั้นนะครับไม่ได้นํา ผังโครงสร้างมาแสดงให้ดู ปัญหาที่ต้องการปรับแก้อย่างที่เรียนไปแล้ว ต้องการการบูรณาการ อย่างเป็นเอกภาพในระดับกระทรวง ต้องการประสิทธิภาพในการกํากับดูแลการจัดการศึกษา ในระดับพื้นที่ ต้องการการบูรณาการมีส่วนร่วมอย่างจริงจังจากทุกภาคส่วนในการจัดการศึกษา รวมทั้งแหล่งเรียนรู้ และลดภาระของครูและงานอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับการเรียนรู้ อันนี้ก็เป็น ส่วนที่โครงสร้างจะมีส่วนช่วยได้
ต่อไปเกี่ยวกับระบบต้นแบบ ซึ่งมีทั้งระบบการเรียนรู้ ครูที่ต้องการ และระบบในการรณรงค์สังคม ระบบการเรียนรู้จะมีพฤติกรรมชี้วัดจะกําหนดไว้อย่างไร มีกระบวนการเรียนรู้อย่างไร มีเทคนิคในการเรียนรู้อย่างไร และวัดผลอย่างไร เรื่องของครู จะกําหนดว่าคุณลักษณะของครูที่พึงประสงค์ควรจะมีลักษณะด้านกายภาพ ปัญญาความคิด และจิตวิญญาณอย่างไร ความรู้ควรจะมีความสําคัญอย่างไร เทคนิคในการเรียนการสอน อย่างไร สําหรับในการรณรงค์สังคมนั้นจะกําหนดกลุ่มเป้าหมายโดยเน้นที่ครอบครัวและกลุ่ม ด้อยโอกาส กลุ่มวัยทํางานในขั้นเริ่มต้น ประเด็นของแต่ละกลุ่มจะเป็นอย่างไร วิธี เทคนิค ในการใช้ สื่อในการใช้จะเป็นสื่อตรง สื่อกระแสหลัก สื่อโซเชียล (Social) ออนไลน์ (Online) ต่าง ๆ หรือจัดกิจกรรมก็เป็นกระบวนการที่จะต้องมีการพัฒนาต่อไป โดยจะต้องวาดภาพ ให้เห็นชัดตั้งแต่นําสื่อออกพบสู่สายตาของผู้รับจนกระทั่งถึงเกือบเป็นอุดมการณ์นะครับ ในเรื่องของพฤติกรรมชี้วัดนั้น คุณลักษณะก็คือจะต้องเป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นซ้ํา ๆ ทําซ้ํา ๆ และสอดคล้องกับบริบทของโรงเรียน วิธีการกําหนดก็เป็นการกําหนดร่วมกันนะครับ สอดคล้องกับอัตลักษณ์ เอกลักษณ์ วิถีชีวิตและบริบทของสังคม การกําหนดแยกประเด็นชัด แต่สามารถบูรณาการเข้ากับสาระวิชา ยกตัวอย่างเช่น ความซื่อสัตย์ ความกตัญญู การปฏิบัติตามระเบียบ การไหว้ครู การช่วยเหลือผู้อื่น เป็นต้น อันนี้เป็นสิ่งที่เราจะกําหนด เป็นพฤติกรรมชี้วัดที่จะบอกว่านักเรียนของเราอยู่ในเกณฑ์ของความเป็นคนดีมีคุณธรรม มีวินัยหรือไม่อย่างไรนะครับ พูดถึงกระบวนการเรียนรู้ตรงนี้เป็นสิ่งสําคัญ การสร้างให้เกิด วินัยและความรับผิดชอบ แก่คนนั้น อย่างที่บอกแล้วต้องสร้างถึงจิตวิญญาณ พฤติกรรม ชี้วัดนั้นเป็นส่วนแรกที่จะเป็นตัวเครื่องวัดว่าเขาเข้าใจหรือปฏิบัติตามกฎเกณฑ์แค่ไหน แต่เมื่อกําหนดแล้วจะต้องมีการเรียนรู้ควบคู่ไปเพื่อสร้างปัญญาให้เกิดขึ้น ให้เขาเข้าใจ เห็นคุณค่าของการปฏิบัตินั้นว่าเคารพธงชาติไปเพื่ออะไร เพราะอะไร การไหว้ครูนั้นทําไมถึง ต้องไหว้ครูหน้าโรงเรียน ให้เกิดความเข้าใจตรงนี้ เห็นคุณค่าตรงนี้ว่าเกี่ยวข้องกับเขา และอนาคตของเขาอย่างไร สังคมอย่างไร มีการอบรมปลูกฝังอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา แม้ไม่ใช่ในห้องเรียนเพื่อเป็นการสร้างจิตสํานึก มีการกํากับดูแลประเมินผลให้คุณโทษ เป็นการสร้างอุดมการณ์ ที่สําคัญในวิชาการสอนเราพิจารณาว่าไม่จําเป็นต้องแยกวิชาวินัย หรือวิชาคนดี วิชารักชาติออกมาโดยเฉพาะนั้น แต่สามารถใช้เนื้อหาที่มีอยู่แล้วใน ๘ สาระวิชาควบคู่เข้าด้วยกันได้ตามช่วงชั้นต่าง ๆ ในชั้นอนุบาล ชั้นประถมศึกษาอาจจะ ไม่ได้เต็มครบทั้ง ๘ สาระ แต่ในชั้นมัธยมศึกษานั้นควรมีสาระที่ครบถ้วน อยู่ที่การบูรณาการ วิทยาการต่าง ๆ เท่ากับเนื้อหาหรือพฤติกรรมที่ต้องการ โดยอาศัยขยายความจากปัจจุบันนี้ กระทรวงศึกษาธิการได้เริ่มพัฒนาระบบการบูรณาการวิทยาการด้านวิทยาศาสตร์ โดยใช้ หลักสะเต็ม (STEM) ศึกษา ไซเอนซ์ เทคโนโลยี เอนจิเนียริง แมทเทเมติกส์ (Science Technology Engineering Mathematics) เราพิจารณาเห็นว่าวิธีบูรณาการวิธีการแบบนี้ สามารถนํามาใช้ได้กับการศึกษาแบบที่เราต้องการเพื่อสร้างคนดี มีวินัย เป็นคนภูมิใจในชาติ รับผิดชอบด้วย จึงขยายออกมาเป็นสะเต็มส์ (STEMS) สะเต็มส์ (STEMS) หมายถึง ไซเอนซ์ทิฟิกทิงกิง (Scientific Thinking) กระบวนการคิดด้วยเหตุและผล ไทยเทคโนโลยี (Thai-Technology) ความเป็นไทย ส่วนใหญ่เป็นภาษา รูปลักษณ์ คุณลักษณะ และการนํา ความรู้มาประยุกต์ใช้เทคโนโลยี อิงลิชเอนจิเนียริง (English-Engineering) ทักษะการใช้ ภาษาอังกฤษและการจัดระบบของสิ่งต่าง ๆ ที่นํามาประกอบเข้าด้วยกันเพื่อให้เกิด ประสิทธิภาพสูงสุด มอรัล แมทเทเมติกส์ (Moral-Mathematics) หรือเราจะเรียกย่อ ๆ ว่า มอแรท (MORATH) เป็นขั้นของการทดสอบ อธิบายด้วยหลักคุณธรรมและด้วยหลักของเหตุผล ตรรกะ หรืออาจจะเป็นตัวเลข เป็นเรื่องของแมทเทเมติกส์ (Mathematics) และมอรัล (Moral) และสุดท้ายทุกสิ่งที่คิด ทุกสิ่งที่ทํา ไม่ต้องสอดคล้องกับสภาพภูมิสังคม โซซิโอจีโอโลจี (Socio-Geology) การบูรณาการแบบนี้ทําให้ได้ผลตามที่ต้องการ คือเด็กที่เรียนจะมี กระบวนการคิดเชิงวิทยาศาสตร์ที่เราต้องการด้วยเหตุและผล มีความเข้าใจในความเป็นไทย มีความสามารถโดยนําความรู้มาประยุกต์ใช้ มีการเข้าใจภาษาอังกฤษ มีการเข้าใจระบบของ การนําความรู้ต่าง ๆ มาจัดระบบให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เข้าใจ คํานึงถึงประโยชน์ต่อ ส่วนรวม คุณธรรม และมีตรรกะ เหตุผลในการพิสูจน์ทราบสิ่งที่ตัวเองคิดและสอดคล้องกับ สภาพภูมิสังคม ตรงนี้เป็นเนื้อหา แต่จริง ๆ แล้วเรามีเทคนิคที่ว่าจะนําเนื้อหาเหล่านี้ เข้าด้วยกัน คือเทคนิคการเรียนรู้ ซึ่งจะผสมผสานการสอนทั่ว ๆ ไปโดยปกติกิจกรรมพิเศษ ต่าง ๆ แต่เทคนิคสําคัญที่ทําให้เกิดสะเต็มส์ (STEMS) นั้นสามารถทํางานได้คือเรียกว่า การเรียนรู้แบบแก้สถานการณ์ ซิทูเอชันเบส เลิร์นนิง (Situation-Based Learning)
ดูหน้าต่อไปก็คือ เราได้สรุปบอกว่าการเรียนรู้ที่จะเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ในการบูรณาการสหวิทยาการต่าง ๆ เข้าด้วยกันและสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง เราเรียกว่า สตาร์สะเต็มส์ (STAR STEMS) เพราะซิทูเอชันเบส เลิร์นนิง (Situation-Based Learning) จะเป็นตัวทําให้สตาร์สะเต็มส์ (STAR STEMS) นั้นหมุนเคลื่อนที่ครบวงจรสามารถ ปฏิบัติได้ ยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่น ในเด็กชั้นต้นเองแค่การทําพืชผักสวนครัวก็เข้าสู่โครงการนี้ แล้วครับ สถานการณ์คือพืชผักสวนครัวที่ต้องไปทําพืชผักสวนครัวให้ได้ต้องมีหลักคิด ทางวิทยาศาสตร์ จะปลูกพืชมีน้ําหรือไม่มีน้ําอย่างไร ใช้พืชประเภทไหน จะปลูกจัดแปลง อย่างไร ใช้เทคโนโลยีอย่างไรในการหาน้ํามาให้พืช จัดแปลงอย่างไรให้สวยงาม ให้เกิด ประสิทธิภาพสูงสุด อธิบายเป็นภาษาไทย อธิบายเป็นภาษาอังกฤษให้อาจารย์รับทราบ สิ่งที่ปลูก สิ่งที่ทํานั้นเดือดร้อนชาวบ้านหรือเปล่า ขัดแย้งคุณธรรมหรือไม่ เบียดเบียนเพื่อน เบียดเบียนแปลงคนอื่นหรือไม่ มีความคุ้มค่า ถูกต้อง ตามตรรกะ เหตุผล คํานวณด้วยหลัก ของคณิตศาสตร์ได้หรือไม่ และสอดคล้องกับภูมิประเทศสังคมนั้น ภาคเหนือควรจะปลูก พืชผักอะไร ภาคใต้พืชผักอะไร ยกตัวอย่างโครงการง่าย ๆ ก็ชัดเจน หรือจะเป็นโครงการ ที่ซับซ้อนขึ้นไปในเด็กชั้นมัธยมศึกษา เช่น โครงการที่จะทําแปลงเกษตรกรรม จัดหาน้ําเอง แก้ปัญหาดินเปรี้ยว เหล่านี้เป็นต้น จะเป็นกระบวนการที่คิดในทุกศาสตร์เข้าด้วยกัน และสอดคล้องกับสภาพภูมิสังคม จะเป็นการทําให้เด็กไทยหมดปัญหาที่ถูกกล่าวหาว่า เรียนแล้วทําอะไรไม่เป็น เรียนแล้วไม่เข้าใจความเป็นไทย เรียนแล้วใช้ภาษาไม่ได้ เรียนแล้ว ไม่เคยคิดด้วยเหตุและผล เพราะการเรียนแบบนี้นักเรียนต้องคิดด้วยเหตุและผลเป็นขั้นต้น แล้วก็ใช้การพรีเซนท์ (Present) เป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษตามแต่ที่อาจารย์จะกําหนด ถามว่าครูอาจารย์ต้องเปลี่ยนแปลงมากไหม ไม่มากเลย เพราะครูขณะนี้วิชาเทคนิคการสอนนั้น มีวิชาที่ครอบคลุมการสอนในรูปแบบต่าง ๆ อยู่แล้ว และสะเต็มส์ (STEMS) ศึกษาก็เป็น วิชาหนึ่งที่กําลังพิจารณาในกระทรวงศึกษาธิการ มีการตั้งศูนย์ ๑๐ ศูนย์ ๓๐ โรงเรียน ประมาณ ๓ ปีมาแล้ว แล้วเมื่อวันที่ ๑๘ มีนาคมที่ผ่านมานี้รัฐมนตรีก็ได้ตั้งคณะ ๓ คณะใหญ่ เรื่องสะเต็มส์ (STEMS) ศึกษา คณะนโยบาย คณะปรับปรุงหลักสูตร คณะขับเคลื่อน ให้เรื่อง สะเต็มส์ (STEMS) เป็นเรื่องพื้นฐานที่ครูทุกคนเข้าใจ เราเพียงแต่ขยายสะเต็มส์ (STEMS) ให้เป็นสตาร์สะเต็มส์ (STAR STEMS) เท่านั้นเองนะครับ เพื่อครอบคลุมทุกสาขาวิชา ไม่ใช่ เฉพาะวิทยาศาสตร์ เพราะฉะนั้นระบบการเรียนรู้ที่เป็นระบบที่เรานําเสนอเป็นแนวคิด ที่ผสมผสานของเดิมเข้ากับความคิดใหม่นะครับ ครูก็ต้องมีการปรับเปลี่ยน อีกส่วนหนึ่ง ของสังคมเพื่อรองรับคนที่อยู่นอกห้องเรียนต้องมีการปรับเปลี่ยนเช่นกันด้วยกระบวนการ อะไรต่าง ๆ เช่น อาจจะเป็นสื่อ เช่นละครทีวี หรืออาจจะเป็นรายการกระตุ้นด้วยกิจกรรม พิเศษต่าง ๆ นะครับ โดยทุกสิ่งทุกอย่างเครื่องมือพร้อมจะนําไปสู่การขับเคลื่อน การขับเคลื่อนก็ใช้องค์กรขับเคลื่อนอย่างที่ท่านประธานได้กรุณานําเสนอไปแล้ว คือรูปของ สภาประชารัฐ นะครับ การขับเคลื่อนนั้นทุกองค์กรองคาพยพต้องขับเคลื่อนไปด้วยกัน ในขั้นตอนของการขับเคลื่อนจะมีอยู่ ๓ ขั้นตอน คือขั้นเตรียมการ ซึ่งดําเนินการโดย กระทรวงศึกษาธิการร่วมกับคณะกรรมาธิการด้านการศึกษา เป็นงบประมาณของกระทรวง ศึกษาธิการ แล้วก็ขั้นปฏิบัติการ ซึ่งเป็นการดําเนินการร่วมกันระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ ส่วนราชการและเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง และกรรมาธิการด้านการศึกษา งบประมาณก็เป็นของ กระทรวงศึกษาธิการ ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องและเครือข่าย ขั้นที่ ๓ เป็นการประเมินผล พัฒนา ดําเนินการโดยกระทรวงศึกษาธิการ ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องและกรรมาธิการ ด้านการศึกษา งบประมาณก็เป็นของกระทรวงศึกษาธิการและส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง
ในขั้นที่ ๑ ใช้เวลาประมาณ ๓ เดือน เป็นการเตรียมเครื่องมือ เตรียมระบบ เรียนรู้ซึ่งเราคุยกันนี่ละครับ สร้างความเข้าใจให้กับครูต้นแบบ โดยระบบงานที่รองรับ ในส่วนของกระทรวง ศึกษาธิการที่ต้องมีการบูรณาการ การสอน การเรียนรู้ด้านต่าง ๆ การสนับสนุนการศึกษาในระบบพื้นที่ให้ใกล้ชิดขึ้น การสร้างความเข้าใจร่วมกับผู้เกี่ยวข้อง และการประชาสัมพันธ์ให้สังคมตระหนัก ก็เลยเกิดทําให้เครื่องมือพร้อม ระบบพร้อม ครูต้นแบบพร้อม สังคมเตรียมพร้อม ขั้นที่ ๒ ใช้เวลาประมาณ ๔ เดือนจนถึงสิ้นปีนะครับ ก็จะเป็นการพัฒนาครูต่อเนื่อง
งานหลักขั้นที่ ๒ ก็คือการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบที่เราเสนอไปแล้ว ใช้สตาร์สะเต็มส์ (STAR STEMS) เป็นเครื่องมือหลัก และการรณรงค์สังคมเป็นเครื่องมือ นอกโรงเรียน และขณะเดียวกันก็พิจารณาโครงสร้างว่ามีอะไรต้องปรับปรุงแก้ไขบ้าง เพื่อให้ รองรับการเรียนรู้ในวงจรใหม่ ใน ๔ เดือนนี้ก็จะได้ครูดีเพิ่มขึ้น ได้ระบบเรียนรู้ที่ดี ชัดเจนขึ้น ได้นักเรียนที่ดี มีสังคมที่ดี มีโครงสร้างและระบบงานที่รองรับ
ในขั้นที่ ๓ จะเป็นมกราคมถึงมีนาคม ๒๕๖๐ เป็นการประเมินผลและพัฒนา ประเมินว่าสิ่งที่เราทําไปแล้วนั้นมีข้อบกพร่อง มีข้อที่ต้องปรับปรุงแก้ไขอย่างไรทั้งระบบ ในการเรียน ระบบในการรณรงค์สังคม รวมทั้งโครงสร้างของระบบงานของกระทรวง ศึกษาธิการ เมื่อปรับปรุงพัฒนาในช่วง ๓ เดือนนี้แล้ว เราถึงได้ระบบการเรียนรู้ที่สมบูรณ์ เหมาะสม กระบวนการรณรงค์สังคมที่สมบูรณ์เหมาะสม โครงสร้างระบบงานของ กระทรวงศึกษาธิการสมบูรณ์เหมาะ ต้นแบบที่เราได้มีการพัฒนาไปแล้วจํานวนหนึ่ง เพื่อขยายผลให้เกิดคนไทยเป็นคนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ รับผิดชอบต่อครอบครัว สังคม และประเทศชาติ
ปัจจัยแห่งความสําเร็จ แน่นอนว่าต้องอยู่ที่การร่วมมือร่วมแรงของทุกภาคส่วน ด้วยกันนะครับ ความพร้อมเพรียงของหมู่ยังความเจริญได้สําเร็จ คงไม่มีภาคส่วนใดส่วนหนึ่ง ขับเคลื่อนไปได้โดยลําพัง สุดท้ายถึงแม้ว่าการนําเสนอครั้งนี้จะมีเนื้อหาสาระที่จําเป็น อีกมากมาย แต่อย่างไรก็ต้องจบ เมื่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นย่อมมีความดับ เป็นธรรมดา แม้แต่กาแลกซีหรือเอกภพในรูปนะครับ ก็มีการระเบิดดับไปเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นผมก็หวังว่าในการจบ ในการดับของการบรรยายครั้งนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นของ การขับเคลื่อนการปฏิรูปการเรียนรู้ด้านการศึกษาร่วมกันระหว่างสภา ประชาและรัฐ เพื่อสร้างคนไทยให้เป็นพลเมืองดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ รับผิดชอบต่อครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ ตามเป้าหมายที่รัฐธรรมนูญกําหนด หรือเป้าหมายที่อยู่ในใจของพวกเรา ทุกคน ขอขอบคุณครับ