อลงกรณ์ พลบุตร หารือการปฏิรูประบบการเรียนรู้และการศึกษาเพื่อพัฒนาคนไทยอย่างรอบด้านตั้งแต่แรกเกิดถึงวัยสูงอายุ โดยเน้นการสร้างคนดี มีวินัย ความรับผิดชอบ และความสามารถในการเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อรองรับการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อมเสนอให้มีการจัดทำกฎหมายและแผนงานสนับสนุน รวมถึงการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนภายใต้กรอบความพอเพียงและการแบ่งปัน
เนื่องจากคณะกรรมาธิการได้จัดทํารายงาน จํานวน ๓ เรื่อง ผมจะให้ประธาน กรรมาธิการแถลงรายงานแต่ละเรื่องนะครับ และให้สมาชิกอภิปรายรายงานที่ได้เสนอมา เมื่ออภิปรายเสร็จแล้ว ผมจะให้ที่ประชุมลงมติว่าจะเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการ หรือไม่ตามลําดับ โดยเริ่มจาก
เรื่องที่ ๑ การปฏิรูประบบการเรียนรู้เพื่อสร้างคนไทยให้เป็นพลเมืองดี วินัยเด่น : คนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ มีความรับผิดชอบต่อครอบครัว ชุมชน สังคม และ ประเทศชาติ
ด้วยประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ได้มี หนังสือขออนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าร่วมประชุม เพื่อให้ข้อมูลและตอบประเด็น ข้อซักถามของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งประธานสภาได้พิจารณาแล้ว จึงได้ อนุญาตตามข้อบังคับสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๘ ข้อ ๕๘ จํานวน ๔ ท่าน คือ ๑. นายโกวิทย์ คูพะเนียด อนุกรรมาธิการการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบการเรียนรู้ หัวหน้ากลุ่มกฎหมายการศึกษา สํานักงานนิติการ สํานักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ๒. นายพงศ์ศธร พิมพะนิตย์ อนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบการเรียนรู้ หัวหน้า กลุ่มประกันคุณภาพการอาชีวศึกษา สํานักมาตรฐานการอาชีวศึกษาและวิชาชีพ สํานักงาน คณะกรรมการการอาชีวศึกษา ๓. นางสาวนงลักษณ์ เรือนทอง อนุกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูประบบการเรียนรู้ ผู้อํานวยการโรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) สมุทรปราการ ๔. นายยืนยง จิรัฏฐิติกาล ที่ปรึกษาอนุกรรมาธิการการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบการเรียนรู้ นายกสมาคมคณะกรรมการประสานและส่งเสริมการศึกษาเอกชน ขอเชิญผู้มีรายชื่อดังกล่าว เข้าร่วมชี้แจงต่อที่ประชุมนะครับ
(นายโกวิท คูพะเนียด นายพงศ์ศธร พิมพะนิตย์ และนางสาวนงลักษณ์ เรือนทอง อนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบการเรียนรู้ นายยืนยง จิรัฏฐิติกาล ที่ปรึกษา อนุกรรมาธิการการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบการเรียนรู้ เข้าชี้แจงต่อที่ประชุม)
เมื่อท่านประธานพร้อมแล้ว ก็ขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการได้แถลงรายงาน ต่อที่ประชุมครับ
เรื่องแรก จะเป็นเรื่องของการปฏิรูประบบการเรียนรู้ เพราะเรามีความเชื่อมั่น ว่าถ้าเราสร้างให้คนไทยเป็นคนดีมีวินัยไม่สําเร็จ เรื่องอื่น ๆ ก็น่าจะเป็นเรื่องที่ทําให้สําเร็จ ได้ยาก เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่ ๑ ที่จะขอความเห็นจากท่านที่ประชุมในวันนี้
ในเรื่องที่ ๒ นี้ก็เป็นเรื่องสําคัญครับ เราได้กราบเรียนที่ประชุมไปแล้วว่า การปฏิรูปการศึกษาในอดีตนั้น ผมขออนุญาตดูสไลด์ (Slide) อันที่ ๑ กับอันที่ ๒ ต่อเนื่อง การปฏิรูปการศึกษาของเรานี่ เราใช้เงินงบประมาณไปปีละ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถือว่า มากที่สุดในระบบราชการทุกกระทรวง แต่ว่าเราจัดการการศึกษาให้แก่คน ๑๒.๙ ล้านคน เท่านั้น ซึ่งอยู่ในระบบการศึกษา แต่ว่าปัญหาใหญ่ที่สุดที่ผมได้กราบเรียนที่ประชุมนี้ไปแล้วว่า แม่วัยใสซึ่งไม่มีความพร้อม ๗๐๐,๐๐๐ กว่าคนที่คลอดออกมา บวกกับอีก ๓ ปี รวม ๔ ปี ตีเสียว่าประมาณ ๓,๐๐๐,๐๐๐ คนหย่อน ๆ ความไม่พร้อมของครอบครัวของแม่ ความไม่พร้อม ของระบบสังคมที่จะดูแลเด็กก่อนจะเข้าโรงเรียน ๓,๐๐๐,๐๐๐ คนนี้สูญเสียความสามารถ ในการพัฒนาไปทั้งด้านจิตใจ ทั้งด้านร่างกาย และทั้งด้านสมอง อันเนื่องมาจากยาเสพติดบ้าง อันเนื่องมาจากแรงกดดันในครอบครัว แรงกดดันทางเศรษฐกิจบ้าง เราไม่มีระบบ ไม่มี หน่วยงานใด ๆ เข้ามารองรับ กว่าจะถึงอนุบาลก็สายเสียแล้ว รวมไปถึงคนที่จบการศึกษา แล้วไปทํางาน รวมทั้งผู้ที่เข้าสู่วัยสูงอายุ ทั้งหมดนี้ ๕๐ กว่าล้านคน ประเทศเรายังไม่มีระบบ ดูแลที่จะพัฒนาเขา ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา และผมก็ได้กราบเรียนไปแล้วว่าในสมาชิกของ กรรมาธิการศึกษาเราย้ําเสมอว่า ไม่ใช่เฉพาะอยู่ในครรภ์มารดา คนที่มีรัก พร้อมที่จะมีลูก ต้องได้รับการเรียนรู้ว่าการมีลูกนั้นมีภาระอะไรสําคัญ ถ้าไม่พร้อม อย่ามี ถ้ามีแล้ว อย่างที่ กราบเรียนว่า ๗๐๐,๐๐๐ คนโดยประมาณ คลอดออกมาแล้วไม่พร้อมที่จะพัฒนาถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ นี่เป็นอันตรายยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศชาติที่จะแบกภาระต่อเนื่องจากรุ่นเรา เพราะฉะนั้นวันนี้จึงนําเสนอระบบการศึกษาตลอดชีวิต ตั้งแต่ครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน ก็จะมีร่างพระราชบัญญัติขึ้นมา ๑ ฉบับที่จะกราบเรียนที่ประชุมให้ได้ช่วยพิจารณา และเรื่อง สุดท้ายวันนี้ก็จะเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่มีความสําคัญต่อการบริหารบุคคลของการศึกษา ขั้นพื้นฐาน ก็จะเป็นเรื่องควิกวิน (Quick Win) เรื่องเล็ก ๆ ก็แถมมาอีก ๑ เรื่องครับ วันนี้ ก็จะมี ๓ เรื่อง ผมขออนุญาตกราบเรียนย้ําตั้งแต่ต้น หันกลับไปหน้า ๑ ของสไลด์ใหม่ อีกทีหนึ่งครับว่า บ้านเราเป็นที่ตกลงกันแล้วทุกสาย ทุกแม่น้ํา ทุกภาคส่วน ตั้งแต่ สปช. ได้ฟัง ความเห็นทั่วประเทศว่าประเทศเราต้องการพัฒนาให้เป็นประเทศที่มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ชั่วลูกหลาน มั่นคง ยั่งยืนนั้น ผมเข้าใจว่าเห็นตรงกัน แต่ว่าความมั่งคั่งนั้นมีนัยที่หลายท่านย้ํา ยืนยันตั้งแต่ คสช. ครม. และทุกภาคส่วนว่าความมั่งคั่งในที่นี้หมายรวมถึงความพอเพียง และเราต้องเป็นสังคมแห่งการแบ่งปัน แต่อย่างไรก็ตามโลกเขามีการแข่งขันกันเราก็ต้อง แข่งขันได้ด้วย เพราะฉะนั้นการพัฒนาคนของเราทุกระดับจะต้องสร้างความมั่งคั่งให้พอเพียง ทั้งแผ่นดิน เพื่อลดช่องว่างทุกรูปแบบ ในขณะเดียวกันสังคมที่แบ่งปันซึ่งก็เป็นสังคมเด่นของเรา อยู่แล้วนั้นต้องรักษาเอาไว้ให้ได้ แน่นอนครับ การแข่งขันเราก็จําเป็นครับ เป้าหมายเหล่านั้น จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าเหตุผล ๓-๔ ประการนี้ อันที่ ๑ ระบบการศึกษาของเราไม่ได้พัฒนาคน ให้มีความสามารถในทางวิทยาศาสตร์ ความสามารถในการพัฒนางานวิจัยเพื่อสร้าง นวัตกรรม และที่สําคัญที่สุดก็คือ ถ้าเราผลิตคนไปเป็นลูกจ้างแต่อย่างเดียวโดยไม่สนใจที่จะ ผลิตการเป็นผู้ประกอบการ ทําให้คนไทยมีทักษะและมีวิญญาณการเป็นเจ้าของเพิ่มขึ้น เราก็จะเป็นลูกจ้างกันทั้งประเทศ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องเรื่องใหญ่ครับ เรื่องที่ ๑
เรื่องที่ ๒ ครับ ทรัพยากรของเรานี่ เราตั้งอยู่ในประเทศที่มีทรัพยากร หลากหลาย ตั้งแต่เรื่องน้ํา เรื่องดิน เรื่องป่า เรื่องทรัพยากรอื่น ๆ อีกมากมาย จําเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องจัดการศึกษาให้คนมีความรู้ ความเข้าใจ และมีความรับผิดชอบในการที่จะดูแล ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมของเราให้เหมาะสม ทรัพยากรนี้ยังเอื้อต่อทุกรูปแบบ เช่น ธุรกิจ การท่องเที่ยว ถ้าทรัพยากรเราถูกทําลายหมด แผนการขยายตัวเรื่องการท่องเที่ยวก็จะ เป็นไปไม่ได้เลย
และอีกประเด็นหนึ่ง ซึ่งเป็นประเด็นสําคัญมาก ๆ ก็คือประเด็นเรื่องของ สังคม วัฒนธรรม และศีลธรรมของคนในชาติ วัฒนธรรมนี้เป็นตัวแปรสําคัญที่จะทําให้ เศรษฐกิจเราแข็งแรงแล้วมั่นคงด้วย เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เป็นอีก ๓ ทิศทาง ซึ่งแน่นอนครับ การพัฒนาคนทุกช่วงวัยตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาไปจนถึงผู้สูงวัยก่อนถึงเชิงตะกอน มีความจําเป็นครับ เราพูดกันเสมอว่า แต่นี้เป็นต้นไปทุกคนต้องเป็นครู และทุกคนก็ต้อง เป็นนักเรียน พ่อแม่ซึ่งเคยคิดว่าตัวเองจะสอนลูก ต่อไปก็ต้องเรียนรู้จากลูก ลูกก็ต้องเรียนรู้ และสอนพ่อแม่ในบางเรื่อง ในยุคสมัยซึ่งเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว เพราะฉะนั้นสังคมไทยจะต้อง ปรับตัวครั้งใหญ่ การศึกษาจึงเป็นเรื่องของคนทั้ง ๗๐ ล้านคนเป็นครู และทั้ง ๗๐ ล้านคน เป็นผู้เรียนไปพร้อม ๆ กัน ขออนุญาตไปสไลด์ (Slide) อันนี้อีกนิดหนึ่งครับ เป้าหมาย ซึ่งเขียนไว้ตรงกลางในภาพนั้น ก็คือ เป้าหมายที่ถูกกําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับที่เราจะ พิจารณากันวันพรุ่งนี้ ว่างานพัฒนาคน งานจัดการศึกษาทั้งปวงนั้นต้องมุ่งพัฒนาผู้เรียน ให้เป็นคนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ และเชี่ยวชาญตามความถนัดของตน และที่สําคัญที่สุด ต้องรับผิดชอบต่อโลก ต้องรับผิดชอบต่อประเทศชาติ ต้องรับผิดชอบต่อครอบครัว ชุมชน และสังคม ครั้งนี้จะเป็นครั้งที่สําคัญในการกําหนดเป้าหมายของการพัฒนาคนไว้อย่างชัดเจน ทุกฝ่ายช่วยกัน เรารู้สึกว่านี่คือพลังงานความสามัคคีที่เกิดขึ้นในการที่จะช่วยกันปฏิรูป การศึกษา เราทั้ง ๒๑ ท่าน เชื่อมั่นเสมอว่าลําพังเรา ๒๑ คน เราไม่สามารถทําอะไรได้เลย ถ้าปราศจากความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ก็ได้กรุณาเขียนไว้อย่างค่อนข้างชัดเจนมากทีเดียว ขอไปหน้ารองสุดท้ายครับ เราย้ํากันเสมอว่า การศึกษาของเรานั้นจําเป็นต้องลงให้ถึงดิน บางทีผมก็ใช้คําภาษาชาวบ้านว่า ต้องตีนติดดิน แล้วก็ต้องบินเหนือฟ้าครับ สิ่งที่พูดไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันครับ เราทําเรื่องนี้กันมาตั้งแต่ยุคเป็น สปช. โดยส่วนตัวผมเองทํามาก่อนหน้านั้น ก็พิสูจน์ให้เห็นว่ามหาวิทยาลัยหลายแห่ง เช่น สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เขาสามารถพัฒนานักศึกษาของเขา ลงไปทํางานกับชาวบ้าน แก้ปัญหาเรื่องการจัดการน้ําด้วยวิธีแบบคนจนที่พระเจ้าอยู่หัว รับสั่งไว้ จัดหลักสูตรเรื่องนี้สอนกันเป็นเรื่องเป็นราว แล้วก็เริ่มพัฒนาให้ขยายตัวไปเรื่อย ๆ ในขณะเดียวกันก็จะมีตัวอย่างของเด็กที่จบวิศว แล้วก็สามารถขึ้นไปเป็นนักบินอวกาศหญิง คนแรกของเมืองไทยได้ นี่ก็จะย้ํายืนยันว่า การพัฒนาคนของเราจําเป็นต้องลงให้ถึงดิน และจําเป็นต้องบินให้เหนือฟ้า เพราะเราอยู่บนโลกแห่งการแข่งขัน แต่เราก็จะเน้นย้ํา ที่จะพอเพียง แล้วก็แบ่งปันกัน เพราะเชื่อว่าการแบ่งปันนั้นจะทําให้โลกสงบสุข การศึกษา ต้องพัฒนาคนให้เชื่อมั่นในความสงบสุขที่จะอยู่ร่วมกันครับ
และสุดท้ายผมอยากจะกราบเรียนที่ประชุมว่า สังคมไทยเรามีจุดเด่น มากมายมาตั้งแต่อดีต ถ้านับกับจริง ๆ ตามดูใน ส.ค.ส. พระองค์ท่าน ท่านเน้นย้ําว่า เราเป็นสังคมที่มีอายุยืนยาวมาถึง ๕,๐๐๐ ปี มีความคิดดี ๆ มากมาย ผมอยากจะขออนุญาต อ่านบทกวี บทกลอน ๑ บท บอกว่า เมืองใดไม่มีทหารหาญ เมืองนั้นไม่นานเป็นข้า นี่ก็เป็นบทบาทของการพัฒนาคนอย่างหนึ่งเพื่อให้เกิดความมั่นคงทางด้านการทหาร เมืองใดไร้จอมพารา เมืองนั้นไม่ช้าอับจน เมืองใดไม่มีพณิชเลิศ เมืองนั้นย่อมเกิดขัดสน เมืองใดไร้ศิลป์โสภณ เมืองนั้นไม่พ้นเสื่อมทราม ศิลปะมีความจําเป็น เป็นมงคล อันอุดมอันหนึ่งครับ เมืองใดไร้กวีแก้ว เมืองนั้นไม่แคล้วคนหยาม เมืองใดไร้นารีงาม เมืองนั้น สิ้นความภูมิใจ เมืองใดไร้ดนตรีเลิศ เมืองนั้นไม่เพริศพิสมัย เมืองใดไร้ธรรมอําไพ เมืองนั้น บรรลัยแน่เอย เพราะฉะนั้นการพัฒนาคนต้องทําครบทุกมิติ บทกลอนบทนี้ต้องการจะบอกว่าเรามี ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่แล้วในสังคมไทยถ้าเรามุ่งพัฒนาคนไทยให้ไปเป็นลูกจ้าง ไปเป็นแรงงาน ตอบสนองต่างชาติเป็นหลัก สังคมไทยจะไม่เหลืออะไรเลย เพราะฉะนั้นจําเป็นครับ ในการพัฒนาทุกช่วงชั้นตลอดตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาจนถึงเชิงตะกอน จําเป็นต้องทํา ให้ครบพร้อมทุกมิติและต้องเริ่มจากสร้างคนดีมีวินัยเสียก่อน ผมขออนุญาตได้กรุณา ขออนุญาตให้พลเอก พหล สง่าเนตร ได้เล่าให้ที่ประชุมฟังว่าในอนุกรรมาธิการที่ ๑ เราให้ความสําคัญกับเรื่องของการพัฒนาคนให้เป็นคนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติและรับผิดชอบ ต่อสังคม อันนี้จะเป็นเรื่องหลัก ซึ่งผมกราบเรียนที่ประชุมว่าการทํางานของคณะกรรมาธิการ อย่างที่ผมกราบเรียนตั้งแต่ต้นว่า เราทําไม่ได้หรอก ลําพัง ๒๑ คน จําเป็นจะต้องประสาน ทุกภาคส่วน ทั้งกระทรวงหลัก กระทรวงหลักคือกระทรวงศึกษาธิการ ส่วนราชการมีถึง ๑๑ กระทรวงที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เราจําเป็นต้องประสานกันกับกระทรวงหลักอย่างใกล้ชิด แล้วเราก็ได้รับความเห็นชอบโดยหลักการจากกระทรวงหลัก แล้วก็นําประเด็นที่เรา เห็นชอบร่วมกันไปหารือกับท่านรองนายกรัฐมนตรีประจิน ซึ่งก็รับผิดชอบด้านการศึกษาอยู่ แล้วก็เรื่องนี้ในหลักการนั้นมีความเห็นชอบร่วมกัน แล้วก็จะทํางานอย่างละเอียด ลงใน รายละเอียดร่วมกันตลอด เพื่อขับเคลื่อนเรื่องนี้ให้เป็นรูปธรรมให้ได้ ผมมีชาร์ต (Chart) สั้น ๆ อีกนิดหนึ่งครับว่า การจะขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรมนั้นจําเป็นต้องทํางานร่วมกันหลายฝ่าย ชาร์ต (Chart) สุดท้ายครับ อันนี้อาจจะดูยุ่งยากซับซ้อนไปนิดหนึ่ง ผมสรุปสั้น ๆ อย่างนี้ครับว่า ปีกซ้ายของท่านนั้นเป็นเรื่องของมิติทางกฎหมาย แน่นอนครับเราต้องประสานกับกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญ และ สนช. อย่างใกล้ชิด เพราะว่าหลายเรื่องจําเป็นต้องใช้กฎหมาย บางเรื่อง อาจจะจําเป็นต้องใช้กฎหมายพิเศษ มาตรา ๔๔ เราก็ประสานกันในมิติของกฎหมาย ซึ่งมาตราพิเศษก็ คสช. และ ครม. ก็สามารถทําได้ ส่วนที่ ๒ นี้ที่เป็นส่วนของนโยบาย ที่ผมกราบเรียนว่าก็ต้องทํางานร่วมกับกระทรวงหลัก ส่วนที่ ๒ ซึ่งจะอยู่ปีกขวา ส่วนที่ ๓ นี่ สําคัญครับ ผู้ปฏิบัติซึ่งก็มีทั้งภาครัฐหลายหน่วยงานอย่างที่ผมกราบเรียน ภาครัฐซึ่งมีหน่วย ปฏิบัติอยู่ถึง ๑๑ กระทรวง ซึ่งมีหน่วยงานกระจัดกระจายอยู่ในทุกจังหวัด แล้วก็ ภาคประชาชน ชุมชน สื่อ สื่อถือเป็นห้องเรียนที่ยิ่งใหญ่และมีอิทธิพลต่อสังคมมากครับ เราก็กําลังทํางานร่วมกับทุกภาคส่วนอยู่ ทั้งภาคธุรกิจ เอกชน ภาคประชาสังคม มูลนิธิต่าง ๆ ก็ได้เชิญมาหารือกันและเราก็ไปหารือกับท่านที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ทั้งนี้เพื่อจะสร้างกลไก การมีส่วนร่วมที่เรียกว่า ประชารัฐ ขึ้นให้ได้ หลังจากท่านได้กรุณาอนุมัติหลักการให้เรา ขับเคลื่อนเรื่องนี้ เราก็จะให้น้ําหนักไปสู่ด้านล่างซึ่งก็จะเป็นผู้ปฏิบัติทั้งภาครัฐและภาคที่ไม่ใช่ รัฐนะครับ จําเป็นต้องสร้างจังหวัดต้นแบบขึ้นในแต่ละภูมิภาค แล้วก็ได้รับความร่วมมือ อย่างดีจากท่านรัฐมนตรีว่าการท่านก็พร้อมที่จะสนับสนุนทั้งคนทั้งงบประมาณให้เรา ขับเคลื่อนให้เกิดรูปธรรมให้ได้หลังจากเราได้นําเสนอเรื่องนี้ผ่านแล้ว การปฏิบัติการ อย่างเป็นรูปธรรมนั้นก็จะมีเกิดขึ้นต่อเนื่องไปครับ ขออนุญาตท่านประธานได้ให้ท่านประธาน อนุกรรมาธิการ ๑ รายงานครับ ขอบพระคุณครับ
ขอเชิญท่าน พลเอก พหล สง่าเนตร นะครับ รองประธานกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา คนที่หนึ่ง และเป็นอดีตรองปลัดกระทรวง กลาโหม ขอเชิญครับ